กลางเดือนพฤษภาคม ถือเป็นฤดูกาลเปิดเทอมของนักเรียนไทย สำหรับปีการศึกษาใหม่นี้ นักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. จะมีความพิเศษกว่าที่เคย โดยเฉพาะในเรื่องการเรียนการสอน “ภาษาอังกฤษ” ที่ยกระดับให้มีความเข้มข้นขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น การฝึกสื่อสารภาษาอังกฤษกับเอไอ การเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษให้กับคุณครู และรวมถึงการยกระดับห้องเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. ให้เป็นหลักสูตร English Program พร้อมกันนี้ ยังมีบางโรงเรียนในสังกัด กทม. เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “โรงเรียนนานาชาติ” แบบเต็มตัว
ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กนักเรียนไทย “เก่งภาษา” มากขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนจาก กทม. โดยมี ศานนท์ หวังสร้างบุญ และทีมงานด้านการศึกษา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ สานฝันโครงการเหล่านี้มานานนับปี
เพราะ “ภาษาอังกฤษ” คือประตูเปิดทางสู่โลกอันกว้างใหญ่ และในวันนี้ เด็กไทยต้องพัฒนาและก้าวไปให้ทันกับโลก Thai PBS มีโอกาสสนทนากับศานนท์ ทิ้งทวนก่อนที่เขาจะอำลาจากตำแหน่งรองผู้ว่ากรุงเทพมหานครไป อะไรคือสิ่งที่เขาอยากเห็น และความตั้งใจครั้งนี้จะเป็นที่ประจักษ์อย่างไร พื้นที่ต่อจากนี้มีคำตอบ…
สถานการณ์ภาษาอังกฤษกับเด็กไทย
เริ่มต้นพูดคุยกับศานนท์ ถึงที่มาของการให้ความสำคัญเรื่องภาษากับเด็กไทย เขาบอกว่า ภาษาก็เหมือนทางผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ ยิ่งรู้ภาษาต่าง ๆ มากเท่าไร โลกของเด็กไทยก็ “กว้าง” ขึ้นเท่านั้น
“สิ่งที่ประเทศไทยขาดมากในเวลานี้ คือเรื่องภาษา ซึ่งเป็น Gateway หรือทางผ่านในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะโลกดิจิทัล ที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ อย่างการเขียนพรอมต์เพื่อใช้สั่งเอไอ ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นประเด็นหลัก ทำอย่างไรให้เด็กโรงเรียน กทม. หรือโรงเรียนรัฐบาล มีภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น”
ศานนท์เล่าต่อว่า ปัจจุบัน กทม. มีโรงเรียนในสังกัดกว่า 437 แห่ง โจทย์ของเขาคือ ทำอย่างไรให้โรงเรียนเหล่านี้ มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น จุดเริ่มต้นประการแรก คือการจัดแบ่งระดับการเรียนภาษาอังกฤษให้เห็นเป็นโครงสร้างรวมเสียก่อน
“ใน 437 โรงเรียน ผมแยกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ โรงเรียนทั่วไป มีเด็กนักเรียนอยู่ประมาณ 250,000 คน ส่วนที่สอง ตอนนี้เรามีโรงเรียน EP หรือ English Program จำนวนราว ๆ 150 โรงเรียน สอน 5 วิชาที่เป็นภาษาอังกฤษ สมมติชั้นเรียนหนึ่งมี 7 ห้อง จะมี 1 ห้องที่เป็นห้อง EP ส่วนอีก 6 ห้องเป็นห้องเรียนแบบทั่วไป ซึ่งห้องเรียน EP จะเรียนตั้งแต่ ป.1 ไปจนถึง ม.3”
“ส่วนระดับสุดท้าย เราเรียกว่า ISCP หรือ International Standard Curriculum English Programs เป็นรูปแบบโรงเรียนมาตรฐานนานาชาติ แต่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติทั่วไป เพราะถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติแท้ ๆ ส่วนใหญ่มักนำหลักสูตรในต่างประเทศมาใช้ แต่สำหรับโรงเรียนมาตรฐานนานาชาติ หรือ ISCP จะเป็นการนำมาตรฐานของนานาชาติ มาปรับให้เข้ากับประเทศไทย"
"พูดง่าย ๆ ว่า ถ้านักเรียนเรียนจบ ป.6 แล้วไปเรียนต่อ ม.1 ในโรงเรียนหลักสูตรไทย ก็สามารถเรียนต่อได้เลย เพราะเป็นหลักสูตรที่ออกแบบให้เข้ากับมาตรฐานโรงเรียนไทย”
ศานนท์เพิ่มเติมว่า ทั้ง 3 รูปแบบนี้ เขาให้ความสำคัญทั้งหมด แต่หากอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เขาเน้นที่โรงเรียนกลุ่มแรกมากที่สุด
“สาหตุที่เราเน้นกลุ่มแรกมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มใหญ่ และเราอยากให้มีความเท่าเทียมมากที่สุด เรามีเด็กนักเรียนราว ๆ 250,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่เรียนแบบ EP จำนวน 150 กว่าโรงเรียน หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 18,000 คน ส่วนกลุ่มที่สาม ISCP ในวันนี้มีจำนวนสัก 200 กว่าคน ดังนั้น เด็กกลุ่มแรกคือกลุ่มใหญ่ที่สำคัญที่สุด”
ความตั้งใจของ กทม. เราไม่ได้เน้นเรื่องของการศึกษาเป็นเลิศแค่บางกลุ่มบางโรงเรียน แต่เราต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาของทุกโรงเรียน ผมจึงไปเน้นกลุ่มแรกเป็นสำคัญ
สู่กระบวนการยกระดับภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ
หลังจากแยกความเข้มข้นทางภาษาอังกฤษเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน โจทย์สำคัญต่อมา คือการยกระดับนักเรียนสังกัด กทม. กลุ่มใหญ่ ให้มีความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษมากขึ้น
“ผมเริ่มจากการวัดระดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษกับคุณครูก่อน ปัจจุบันเรามีครูในโรงเรียนสังกัด กทม. ประมาณ 1,400 คน ผมนำครูทั้งหมดไปวัดผล CEFR (The Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นการวัดระดับความสามารถทางด้านภาษา โดยจะมีระดับความรู้ตั้งแต่ A A1+ A2 A2+ B1 B1+ ไล่ไปจนถึงระดับ C1+”
“เราตั้งเกณฑ์ว่า ครูต้องได้ระดับ B1 ถ้าครูไม่ได้ B1 ครูจะไม่สามารถสอนเด็กได้ ปรากฏว่า จากครูจำนวน 1,400 คน ผ่าน B1 ประมาณ 9% คือครูยังไม่ผ่าน B1 เลย แล้วจะไปสอนเด็กได้ยังไง”
“ทีนี้มาดูระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กบ้าง ผมคัดแค่เฉพาะชั้น ป.6 ไปทดสอบ เรามีเด็ก ป.6 ในสังกัดโรงเรียน กทม. ประมาณ 30,000 คน ผมตั้งไว้ว่า ขอแค่ผ่าน A1+ ผลปรากฏว่า เด็กที่ผ่านระดับ A1+ มีประมาณ 3% หรือคิดง่าย ๆ จากเด็ก 100 คน มีผ่านแค่ 3 คน ซึ่งสถานการณ์วิกฤตมาก”
จากผลการวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ ศานนท์บอกว่า เขาต้องตัดสินใจ ระหว่างการเพิ่มความรู้ให้กับครู กับการเพิ่มความรู้ให้กับนักเรียน ภารกิจไหนที่ต้องดำเนินการก่อนกัน
“ทีแรกผมจะอบรมครูก่อน แต่ต้องใช้เวลานานมาก กว่าครูจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้น เราเลยเปลี่ยนวิธีคิด เพราะปัญหาหลักของภาษาอังกฤษ คือเด็กไม่ได้พูด ไม่ได้ใช้ สมมติถ้าเรายังไม่ต้องไปสนแกรมม่า หรือเรื่องความถูกต้องของไวยากรณ์ แต่เราทำให้เด็กได้พูดทุกคนก่อน จะดีกว่าไหม”
“ผมจึงกลับไปที่ห้องเรียน สอบถามคุณครูว่า มีไหมที่เด็กที่เข้าเรียนตั้งแต่อนุบาลจนจบป.6 แล้วไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลย คุณครูบอก เต็มไปหมด ดังนั้น สิ่งที่เราอยากทำที่สุด คือทำยังไงให้เด็กได้พูดทุกคน”
ผมเลยบอกครู เราต้องการให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยให้ครูไปทำสื่อภาษาอังกฤษ เดี๋ยวนี้มีเอไอที่ใช้เป็นสื่อการสอนภาษาอังกฤษมากมาย โดยที่เด็กไม่ต้องพูดกับครู ครูไม่ต้องผ่าน B1 แต่เด็กพูดกับ Speaker ที่เป็นเอไอได้เลย
“ผลปรากฏว่า จากในหนึ่งห้องเรียนที่เด็กพูดภาษาอังกฤษแค่หลักหน่วย กลายเป็นต้องพูดแทบทุกคน เพราะไม่พูดก็ไม่ผ่าน ครูมีหน้าที่คอยตรวจเช็กว่า ใครยังไม่ผ่านการทดสอบ แล้วเด็กไม่ได้พูดอังกฤษกับเอไออย่างเดียว แต่เด็กต้องหัดแต่งประโยค หัดฟังสำเนียง จะให้เอไอพูดซ้ำกี่พันรอบก็ได้ เพื่อให้เด็กหัดพูดให้ถูกต้อง แถมเด็กยังสามารถนำโปรแกรมนี้ กลับไปฝึกเองที่บ้านได้”
ศานนท์เล่าว่า วิธีการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปีการศึกษาก่อน โดยเริ่มจากนักเรียนชั้น ป.5-ป.6 จำนวนร้อยกว่าโรงเรียน ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที แถมคุณูปการที่เพิ่มขึ้นมากว่านั้น วิธีการดังกล่าว ยังช่วยให้รู้ไปอีกว่า นักเรียนไทยขาดทักษะภาษาอังกฤษในด้านใดเป็นพิเศษอีกด้วย
“ปีที่ผ่านมา ผมขยับความรู้ด้านภาษาอังกฤษของนักเรียน จาก 3% มาเป็น 6% ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เราได้รู้อีกด้วยว่า ทักษะภาษาอังกฤษที่เด็กไทยทำได้ดีนั้น คือทักษะด้านการอ่านกับการฟัง แต่ถ้าเป็นด้านการเขียนและการพูด กลุ่มนี้มักไม่ค่อยผ่าน เราจึงต้องพยายามฝึกฝนทักษะเหล่านี้เพิ่มเติมเข้าไป”
เมื่อผลลัพธ์จากภาคการศึกษาก่อนเป็นไปด้วยดี ศานนท์บอกว่า ภาคการศึกษาใหม่นี้ (ปี 2569) เขาตั้งใจจะใช้วิธีนี้กับทั้ง 437 โรงเรียนในสังกัด กทม.
“ผมคิดว่าทางนี้คือทางที่ดีที่สุด เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ข้อดีของการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้เราสามารถออกแบบการเรียนการสอนได้แบบ Personalize ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะตัวบุคคล เด็กบางคนอาจต้องการพูดเยอะกว่าเด็กอีกคนหนึ่ง หรือเด็กอีกคนฟังแล้วอาจพูดได้เลย เด็กบางคนพูดผิดอยู่นั่นล่ะ เราจะทำยังไงให้มัน Personalize ซึ่งเทคโนโลยีสามารถช่วยได้”
“แล้วการเรียนการสอนแบบนี้ ทำให้เด็กเขาเป็นเจ้าของตัวเขาเอง สมมติครูบอกว่า ต้องผ่านการเรียน 20 บท แต่ครูไม่ต้องมาควบคุมว่าจะเร็วหรือช้าเมื่อไร เด็กบางคนเรียน 20 บท เดือนเดียวอาจจะเสร็จแล้ว บางคนบอกต้องใช้ 3 เดือน คือให้เขาเป็นเจ้าของของเขาเอง เขาจะออกแบบการฝึกแบบไหนก็เรื่องของเขา แล้วครูถอยมาควบคุม รวมทั้งทำเรื่องอื่น ๆ อาจจะมาทำงานกลุ่ม ทำโครงสร้างการเรียนการสอน หรือพวก Soft Skill ต่าง ๆ ให้เด็กมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น”
ศานนท์บอกว่า “ครู” ในภารกิจโลกการศึกษาแบบใหม่ ควรถอยจากเรื่ององค์ความรู้ แล้วหันมาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่คล้าย “โค้ช” ที่คอยพัฒนาด้านความคิด จิตใจให้กับเด็ก ๆ ส่วนเรื่องความรู้พื้นฐาน ให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ลงได้
“อะไรที่เป็น knowledge ที่เป็นความรู้เพียว ๆ เราเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แล้วเรื่องที่เป็นงานกลุ่ม หรือเป็นเรื่องพัฒนาจิตใจ เรื่องพวกนี้เราค่อยเอาครูมาช่วย”
ภาษาอังกฤษกับเด็กไทย และความคาดหวังเรื่องการศึกษา
เพราะ “ภาษาอังกฤษ” ในโลกยุคใหม่ คือประตูเปิดทางสู่โลกที่กว้างใหญ่ ดังนั้น การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะภาพเด็กไทยที่ยกระดับเรื่องภาษาอังกฤษ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน
“วันนี้เด็กในสังกัดโรงเรียน กทม. มาได้ 6% แต่สิ่งที่คาดหวังไว้คือ ภาษาอังกฤษในระดับ A1 ต้อง 100% ผมเชื่อว่า การศึกษา มันไม่ได้เปลี่ยนกันแค่ที่หลักสูตร หรือแผนการสอน แต่ห้องเรียนต่างหาก ที่สามารถเปลี่ยนการศึกษาได้ ถ้าเราใส่ใจเรื่องในห้องเรียนมากพอ ต่อให้เขียนแผนมาสวยหรูยังไง แต่ถ้าห้องเรียนทำไม่ดี มันก็พัง”
ศานนท์บอกว่า โรงเรียนไทยในอนาคต จะมีขนาดเล็กลง เพราะจำนวนเด็กเกิดน้อยลง ดังนั้น โอกาสที่โรงเรียนในอนาคตจะเปลี่ยนไปเป็นโรงเรียนเฉพาะทางจะมีมากขึ้น เหมือนที่เพิ่งมีข่าว กทม.ปรับโรงเรียนวัดมหรรณพให้กลายเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของ กทม.
“เรากำลังจะเปลี่ยนโรงเรียนเล็กบางโรงเรียน ให้เป็นเลิศเฉพาะทาง ที่ผ่านมา เราได้นำร่องที่โรงเรียนวัดมหรรณพ แต่เดิมโรงเรียนวัดมหรรณพมีหลักสูตรที่เป็น EP หรือ English Program ด้วยความที่เขาเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กอยู่ราว ๆ 200 กว่าคน ทำให้ทุกห้องกลายเป็นห้องเรียนแบบ EP ทั้งหมด บวกกับทาง ผอ.โรงเรียน มีความต้องการเน้นภาษาอังกฤษ เราจึงตัดสินใจ ยกระดับให้โรงเรียนวัดมหรรณพ เป็นโรงเรียนมาตรฐานอินเตอร์โรงเรียนแรกของกรุงเทพ ซึ่งจะเริ่มแบบเต็มตัวในปีการศึกษา 2569 นี้"
ผมคิดว่าในอนาคตโรงเรียนจะเล็กลง และต้องมีความเป็นเลิศของตัวเอง เหมือนอย่างโรงเรียนวัดมหรรณพ ที่ปรับตัวเองเป็นโรงเรียนอินเตอร์ แต่ผมคงจะไม่บอกว่า อนาคตโรงเรียนในสังกัด กทม.ทุกโรงเรียน จะเป็นโรงเรียนอินเตอร์ทั้งหมด แต่หน้าที่ของผม คือยกระดับมาตรฐานการศึกษา ให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำ
อีกหนึ่งความหวังของอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คือการทำให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนสังกัด กทม. ใช้ภาษาอังกฤษได้ทัดเทียมกับเด็ก ๆ จากโรงเรียนทั่วประเทศอย่างน่าภูมิใจ
“สังคมเราชอบขายเด็กเก่งแค่บางคน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่โรงเรียนเอกชน แต่ว่าโรงเรียนที่เป็นฐานใหญ่อย่างโรงเรียนสังกัด กทม. ผมเชื่อว่าถ้ายกระดับขึ้นมาได้ เช่น ถ้าเด็กมีคอมพิวเตอร์ใช้แบบ 1:1 รวมทั้งเด็กพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น สามารถแข่งขันได้ สุดท้ายมันไม่ใช่แค่โรงเรียนสังกัด กทม. ที่พัฒนา แต่ภาพรวมจะส่งต่อให้เด็กไทยทั้งประทศ ยกระดับมากขึ้น”
อีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด คือ คุณครู ศานนท์บอกว่า นอกจากครูต้องเป็นโคชที่ดีแล้ว ครูต้องรู้จักเด็กให้ลึกขึ้น เพื่อนำพาพวกเขาให้ “เป็น” ในสิ่งที่อยากเป็น
“ครูทุกคนจะเหนื่อยขึ้น ไม่ใช่สอนอะไรก็สอนเหมือนเมื่อก่อน ครูต้องคอยสังเกต สมมติครู 1 คน ต่อการดูแลเด็ก 20 คน ครูต้องรู้เลยว่า เด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ครูต้องเอาข้อมูลเหล่านี้ มาวัดประสิทธิภาพของเด็ก ซึ่งไม่ใช่การวัดแบบตัวเลข หรือวัดด้วยเกรดแบบที่ผ่านมา”
“ครูต้องถอยออกมา ไม่ต้องไปแบกเรื่องความรู้เหมือนดิมอีกแล้ว แต่ครูต้องกลายเป็นโค้ช เป็นคนปรุงแต่งเด็กแต่ละคนให้ถูกทาง มันจะไม่มีอีกแล้ว เด็กคนนี้ตกเลข เด็กคนนี้ตกวิทย์ มันจะมีแต่ เด็กคนนี้ควรเป็นนักร้อง เด็กคนนี้ควรเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือเด็กแต่ละคน ควรเดินไปในทิศทางไหน”
ที่สุดของคำว่า “การศึกษา” ในมุมมองของศานนท์ เขาบอกว่า ต้องมี 3 คำ นั่นคือ ความอยาก ความสุข และความหมาย
“ความอยาก คือ ความอยากรู้ เมื่อก่อนผมรู้สึกว่า เด็กไม่ค่อยอยากรู้ คือเด็กไปโรงเรียน รอครูสั่ง แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ มีคอมพิวเตอร์ เหมือนกระดาษเปล่าที่สร้างสรรค์อะไรก็ได้ โดยที่คุณครูจะสอนแบบให้เด็กมี assignment หรือมีงานที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เด็กเกิดความอยากรู้มากขึ้น”
“ส่วนความสุข คือ โรงเรียนต้องปลอดภัย เป็นพื้นที่ที่ครูกับเด็ก รวมทั้งผู้ปกครอง สามารถไว้วางใจกันและกันได้ และสุดท้าย ความหมาย คือการศึกษาที่มีความหมาย เด็กแต่ละคนจะรู้ว่า เขาเรียนไปเพื่ออะไร เพราะทุกคนเติบโตไม่เท่ากัน มันเหมือนคุณตกปลา แล้วเอาไม้บรรทัดไปวัดปลา คนนี้อาจได้ปลาขนาด 10 เซนฯ ส่วนคนนี้ได้ปลาขนาด 5 เซนฯ แล้วก็เกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งเราไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้ เด็กควรเป็นในสิ่งที่เขาต้องการ และเก่งในแบบของเขาเอง”
ศานนท์ปิดท้ายว่า โลกการศึกษาของเด็กคนหนึ่ง สุดท้ายต้องเดินควบคู่กันไป ระหว่างความรู้กับทักษะ เพื่อให้เติบโตเป็นบุคลากรที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
“การเรียนไม่ใช่แค่ Knowledge แต่ต้องควบคู่ไปกับ Skill หรือทักษะ ประเทศเรามักสอน Knowledge เพื่อให้จำ แล้วค่อยนำไปสอบ แต่เวลานำไปใช้จริง ๆ กลับใช้ไม่ได้ ดังนั้น เราต้องมีความรู้ และต้องมีทักษะ เพื่อนำไปใช้ต่อในชีวิตจริง”
เด็กไทยเก่งอังกฤษไม่ไกลเกินเอื้อม แต่เหนือไปกว่าเรื่องภาษา คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเด็ก ๆ ทุกคนควรได้โอกาสในการเรียนรู้อย่างทัดเทียม…
ภาพถ่ายบุคคลโดย : สุภณัฐ รัตนธนาประสาน
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









