ถึงเวลาถามหามาตรฐานความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่อยู่ระดับต่ำเตี้ยมาก ๆ
วิกฤตที่เกิดขึ้นใน กสทช.วันนี้ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กับกรรมการ กสทช.อีกฝ่ายหนึ่ง และไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า นพ.สรณยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ต่อไปได้หรือไม่ ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง
เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว…
การประชุม กสทช.ล่มต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง วาระสะสมเพิ่มเป็น 136 เรื่อง และในจำนวนนี้มี 52 เรื่องติดกรอบเวลา
มีทั้งเรื่องดาวเทียม คลื่นความถี่ โครงข่ายโทรคมนาคม ใบอนุญาต Roadmap ทีวีดิจิทัล USO ระบบเตือนภัย EWS/Cell Broadcast เรื่องเลขหมาย SMS ข้อร้องเรียนผู้บริโภค ตลอดจนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงานรัฐและงบประมาณ
นี่ไม่ใช่ “ความเสี่ยงที่อาจเกิด” แต่คือ ความเสียหายจากการที่องค์กรกำกับดูแลระดับชาติไม่สามารถตัดสินใจได้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นจริง และเมื่อปัญหามาถึงระดับนี้ คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ นพ.สรณ ต้องถามไปถึง นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารประเทศ ว่าเห็นทั้งหมดนี้แล้ว ทำอะไรเพื่อหยุดความเสียหาย?
17 กรกฎาคม จุดเริ่มต้นที่รัฐบาลควรเห็นวิกฤต
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับปัญหาคุณสมบัติของ นพ.สรณ
หลังจากนั้น นพ.สรณยืนยันปฏิบัติหน้าที่ต่อ โดยมีเหตุผลสำคัญว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ตนก็ยังคงดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
ในทางกฎหมาย นพ.สรณมีสิทธิต่อสู้เรื่องสถานะของตัวเอง แต่ในทางความรับผิดชอบต่อองค์กร ควรมีอีกคำถามหนึ่งว่า เมื่อรู้แล้วว่าการทำหน้าที่ของตัวเองกลายเป็นเหตุให้กรรมการอีกส่วนไม่เข้าร่วมประชุม จนองค์ประชุมไม่ครบ เหตุใดจึงไม่เลือก หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อ ?
การหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่เท่ากับยอมรับผิด ยังสามารถสงวนสิทธิต่อสู้ทางกฎหมายได้ทั้งหมด แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประโยชน์ขององค์กรและประเทศสำคัญกว่าสิทธิในการยึดอยู่กับตำแหน่ง
นี่คือมาตรฐานความรับผิดชอบที่ควรคาดหวังจากประธานองค์กรระดับชาติ
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
แต่คนที่ต้องถูกถามหนักกว่าคือนายกรัฐมนตรี
นพ.สรณอาจเลือกไม่ถอย แต่ผู้นำประเทศไม่ควรเลือก “ยืนดู”
หลังวันที่ 17 กรกฎาคม ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบ ประชุมล่มครั้งแรก แล้วครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม ล่มเป็นครั้งที่หก
ทุกครั้งคือสัญญาณเตือน ทุกครั้งมีวาระเพิ่มขึ้น ทุกวันที่ผ่านไปคือเวลาของผู้ประกอบการ ประชาชน และภารกิจของรัฐที่สูญเสียไป ดังนั้น คำถามถึงนายกรัฐมนตรีจึงตรงไปตรงมามาก เมื่อเห็นปัญหาแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้ปัญหาเดินมาถึงจุดนี้ ?
นายกรัฐมนตรีอาจไม่มีอำนาจสั่งประธานองค์กรอิสระให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยตรง หากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ ก็ไม่ควรใช้อำนาจเกินกฎหมาย
แต่ “ไม่มีอำนาจสั่ง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความรับผิดชอบ”
ถ้าสั่งไม่ได้ ได้เร่งขอความเห็นทางกฎหมายหรือไม่ ? ได้หากลไกให้กรรมการที่เหลือประชุมต่อหรือไม่ ? ได้เร่งทุกกระบวนการที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหารหรือไม่ ? ได้ประเมินความเสียหายของ 52 เรื่องที่ติดกรอบเวลาหรือไม่ ? และได้ถามหรือไม่ว่า หาก กสทช.ประชุมไม่ได้อีก 30 วัน ประเทศจะเสียหายเท่าไร?
นี่ต่างหากคือมาตรฐานของผู้นำประเทศ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ควรทำงานด้วยมาตรฐานเพียงว่า “กฎหมายสั่งให้ผมทำอะไร ผมก็ทำเท่านั้น”
นั่นเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ใช่มาตรฐานของคนที่อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร
136 วาระคือ “ใบเสร็จ” ของความล้มเหลวในการจัดการวิกฤต
อย่ามอง 136 วาระเป็นเพียงกองเอกสาร ในนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมและสิทธิการใช้วงโคจร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ มีเรื่องการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งกระทบการดำเนินธุรกิจ
- มีเรื่องคลื่นความถี่และวิทยุการบิน
- มี Roadmap ทีวีดิจิทัล ที่อุตสาหกรรมต้องใช้วางอนาคต
- มี USO ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมของประชาชน
- มี EWS/Cell Broadcast ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเตือนภัย
- มี Cybersecurity
- มีเรื่องเลขหมาย SMS ใบอนุญาต และข้อร้องเรียนผู้บริโภค
ดังนั้น ทุกวันที่บอร์ดตัดสินใจไม่ได้ ไม่ได้หมายความเพียงว่า “งานราชการช้า”
ภาคธุรกิจต้องรอการตัดสินใจ การลงทุนอาจต้องเลื่อน ต้นทุนทางการเงินยังเดิน ประชาชนยังรอการแก้ปัญหา ส่วนเรื่องที่มีกรอบเวลา ความเสี่ยงจากข้อพิพาทและการฟ้องร้องก็เพิ่มขึ้น หากวันหนึ่งรัฐต้องชดใช้ความเสียหาย คนจ่ายสุดท้ายคือประชาชน 136 วาระจึงเป็นใบเสร็จของการปล่อยให้ระบบรัฐติดล็อก
แต่อันตรายที่สุดคือ “บรรทัดฐานรอพระบรมราชโองการ”
ความเสียหายที่ใหญ่กว่า 136 วาระ คือสิ่งที่กรณีนี้อาจทิ้งไว้เป็นแบบอย่าง ถ้าสุดท้ายประเทศไทยยอมรับหลักว่า แม้กลไกตามกฎหมายจะมีมติเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติแล้ว แต่ผู้ดำรงตำแหน่งยังสามารถใช้อำนาจต่อไปเต็มที่จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ครั้งหน้าใครจะหยิบเหตุผลนี้ไปใช้ ?
วันนี้คือประธาน กสทช. วันหน้าอาจเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอื่นที่กระบวนการแต่งตั้งหรือพ้นจากตำแหน่งเกี่ยวข้องกับพระบรมราชโองการ แล้วทุกคนอาจพูดได้เหมือนกันว่า “แม้มีคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ผมก็ยังใช้อำนาจต่อ”
ยังลงนาม ยังออกคำสั่ง ยังประชุม ยังลงมติ ยังอนุมัติเรื่องสำคัญ
ถ้าภายหลังเกิดข้อพิพาทว่า การใช้อำนาจในช่วงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ใครรับผิดชอบ ? มติที่ออกไปมีผลหรือไม่ ? คำสั่งที่ลงนามไปจะถูกเพิกถอนหรือไม่ ? ผู้เสียหายจะฟ้องรัฐหรือไม่?
นี่คือความเสี่ยงเชิงระบบที่อันตรายกว่ากรณี นพ.สรณคนเดียว
อย่าผลักความเสียหายไปผูกกับขั้นตอนพระราชอำนาจ
ยิ่งตำแหน่งใดมีกระบวนการเกี่ยวข้องกับพระบรมราชโองการ ฝ่ายรัฐยิ่งต้องจัดการ “ช่วงรอยต่อ” ให้รัดกุม
ใครควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ? ใครทำหน้าที่แทน ? องค์กรจะเดินต่ออย่างไร ? จะป้องกันความเสียหายอย่างไร ?
ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ที่ระบบรัฐต้องมีคำตอบ ไม่ใช่ปล่อยให้เหลือเพียงประโยคว่า “ต้องรอพระบรมราชโองการ”
เพราะหากทำเช่นนั้น เท่ากับนำความสามารถของรัฐในการหยุดความเสียหายไปผูกไว้กับขั้นตอนพระราชอำนาจโดยไม่จำเป็น
และหากความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างนั้น ก็ไม่ควรมีใครทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นเพราะ “ยังไม่มีพระบรมราชโองการ”
ความรับผิดชอบต้องอยู่กับผู้มีหน้าที่จัดการกระบวนการและบริหารความเสี่ยงในช่วงรอยต่อ
พระราชอำนาจไม่ควรถูกทำให้ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองจากความล่าช้า ความขัดแย้ง หรือการไม่ตัดสินใจของฝ่ายรัฐ
นี่คือข้อสอบความเป็นผู้นำที่นายกรัฐมนตรีกำลังสอบไม่ผ่านหรือไม่ ?
สุดท้ายแล้ว กรณีนี้ต้องกลับมาที่คำถามเรื่องมาตรฐานความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะความรับผิดชอบทางการเมืองมีมาตรฐานสูงกว่าความรับผิดทางอาญา
ผู้นำประเทศอาจไม่ได้ทำผิดกฎหมายแม้แต่มาตราเดียว แต่ยังสามารถถูกตั้งคำถามได้ว่า ตัดสินใจช้า มองความเสี่ยงไม่ขาด บริหารวิกฤตไม่ได้ หรือมีระดับความรับผิดชอบต่ำกว่าที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควรมี
ตำแหน่งยิ่งสูง ความรับผิดชอบต้องยิ่งสูง
นายกรัฐมนตรีจึงไม่ควรถามเพียงว่า “ผมมีอำนาจสั่งหรือไม่?” แต่ต้องถามว่า “ภายใต้อำนาจทั้งหมดที่ผมมี ผมทำทุกอย่างแล้วหรือยังเพื่อไม่ให้ประเทศเสียหาย?”
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
วันนี้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ประชุมล่ม 6 ครั้ง 136 วาระค้าง 52 เรื่องแข่งกับเวลา ธุรกิจรับ Regulatory Risk ประชาชนรอคำตอบ และกำลังเกิดความเสี่ยงที่จะสร้างบรรทัดฐานว่า “ขาดคุณสมบัติแล้วก็ยังใช้อำนาจต่อได้ ขอเพียงยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้น”
ถ้าผู้นำประเทศมองเห็นทั้งหมดนี้แล้วยังไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้ว่า ได้ใช้ทุกกลไกที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อหยุดความเสียหายอย่างไร สิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพการทำงาน แต่คือมาตรฐานความเป็นผู้นำ
ประเทศไม่ได้ต้องการนายกรัฐมนตรีที่เพียงบอกประชาชนว่า “เรื่องนี้ผมสั่งไม่ได้”
ประเทศต้องการผู้นำที่พูดว่า “ถ้าผมสั่งไม่ได้ ผมจะหาว่าภายใต้กฎหมายผมทำอะไรได้บ้าง และจะไม่ปล่อยให้ประเทศเสียหายโดยไม่มีใครรับผิดชอบ”
ถ้าทำไม่ได้ แม้เห็นวิกฤตอยู่ตรงหน้า คำถามที่สังคมมีสิทธิถามนายกรัฐมนตรีจึงแรงและตรงที่สุดว่า
ระดับความรับผิดชอบที่ท่านแสดงออกต่อวิกฤต กสทช.ครั้งนี้ ต่ำกว่ามาตรฐานความเป็นผู้นำประเทศที่ประชาชนควรได้รับหรือไม่ ?
และถ้าคำตอบปรากฏผ่านความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว วิกฤตที่ใหญ่กว่า “สุญญากาศ กสทช.” อาจไม่ใช่เรื่องของ นพ.สรณอีกต่อไป
แต่คือวิกฤตศรัทธาต่อคนที่มีหน้าที่นำประเทศออกจากปัญหา แต่กลับปล่อยให้ปัญหาเดินหน้าจนกลายเป็นความเสียหายและบรรทัดฐานอันตรายของประเทศเสียเอง
อ่านนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









