ความล่าช้าในระบบราชการไทยอาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ความล่าช้าในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานะของประธานองค์กรกำกับดูแลระดับชาติ ไม่อาจถูกมองเป็นเพียงปัญหาเอกสารเดินช้า หรือความเห็นทางกฎหมายที่ยังไม่ลงตัว
เพราะทุกวันที่รัฐบาลปล่อยให้เรื่องนี้ค้างอยู่ ไม่ได้มีเพียงเวลาที่สูญเสียไป แต่ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรม องค์กรอิสระ และมาตรฐานการตัดสินใจของฝ่ายบริหารก็กำลังถูกกัดกร่อนไปพร้อมกัน
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
นับจากวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จนถึงวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม เวลาผ่านไปแล้ว 16 วัน
แต่สังคมกลับยังไม่ได้เห็นคำอธิบายที่ชัดเจนว่า กระบวนการหลังจากนี้ต้องเดินไปทางไหน ใครมีหน้าที่ดำเนินการ และเหตุใดเรื่องที่ควรมีกรอบกฎหมายรองรับจึงถูกปล่อยให้กลายเป็นความคลุมเครือระดับประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ประธาน กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ ลงนามหนังสือ เรียกประชุม และเตรียมทำหน้าที่ประธานการประชุมอีกครั้งในวันที่ 5 สิงหาคมนี้
คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า นพ.สรณควรอยู่หรือควรไป แต่ต้องถามให้ตรงกว่านั้นว่า
เหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้ประเทศเดินมาถึงจุดที่ทุกการเคลื่อนไหวของ กสทช. ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน ไม่ใช่มติ 4 ต่อ 0 ของคณะกรรมการสรรหา หากเป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่า ต้องรอมติของวุฒิสภาก่อนจึงจะดำเนินการต่อได้
คำพูดเพียงประโยคเดียวได้เปิดคำถามทางกฎหมายขนาดใหญ่ขึ้นทันทีว่า การรอวุฒิสภานั้น อาศัยบทบัญญัติมาตราใดของกฎหมายฉบับปัจจุบัน
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะภายหลังมีการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ได้มีการปรับปรุงมาตรา 20 และยกเลิกบทบัญญัติบางส่วน โดยเฉพาะมาตรา 20 (6) และมาตรา 20 (7) ที่เคยเกี่ยวข้องกับบทบาทของวุฒิสภาให้พ้นจากตำแหน่ง
จึงเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายว่า เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว กฎหมายปัจจุบันอาจไม่ได้กำหนดให้วุฒิสภาต้องลงมติรับรองคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาก่อนส่งเรื่องเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
แม้ไม่ได้ต้องการฟันธงแทนองค์กรผู้มีอำนาจ แต่เป็นข้อสงสัยที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องตอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชน นักกฎหมาย และผู้เกี่ยวข้องถกเถียงกันเองในพื้นที่สาธารณะ
หากรัฐบาลเห็นว่าต้องรอมติวุฒิสภา รัฐบาลก็ควรระบุให้ชัดว่าอาศัยกฎหมายมาตราใด มีความเห็นของหน่วยงานใดรองรับ และเหตุใดการแก้ไขมาตรา 20 จึงไม่ทำให้ขั้นตอนดังกล่าวสิ้นสุดลง
แต่หากไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้โดยตรง การยืนยันให้รอต่อไปก็ยิ่งต้องอธิบายว่าเป็นการตีความตามหลักกฎหมายใด มิใช่เพียงการยึดถือแนวปฏิบัติเดิมที่อาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่
ในประเทศที่อ้างว่าปกครองด้วยหลักนิติธรรม การใช้อำนาจรัฐไม่อาจตั้งอยู่บนประโยคว่า “เข้าใจกันว่า” หรือ “เคยทำกันมาเช่นนี้” เพราะกฎหมายที่ถูกแก้ไขย่อมมีผลเปลี่ยนแปลงกระบวนการตามเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจผิดหรือไม่ แต่คือใครเป็นผู้ทำให้นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าต้องรอมติวุฒิสภา
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทุกฉบับ แต่ย่อมต้องมีฝ่ายกฎหมาย หน่วยงานเลขานุการ และผู้รับผิดชอบตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนให้ข้อมูลหรือเสนอแนวทางดำเนินการ
หากข้อมูลที่เสนอแก่นายกรัฐมนตรีถูกต้อง รัฐบาลก็ควรกล้าเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะ เพราะยิ่งอธิบายช้า ความสงสัยก็ยิ่งขยายตัว และทำให้คำว่า “รอวุฒิสภา” ถูกมองว่าเป็นข้ออ้างเพื่อประวิงเวลา
แต่หากข้อมูลนั้นคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วน หรือยึดกฎหมายฉบับเก่ามาใช้กับกฎหมายฉบับใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้นายกรัฐมนตรีกลายเป็นผู้รับภาระทางการเมืองเพียงคนเดียว
ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าสถานะของประธาน กสทช. เพราะกำลังสะท้อนให้เห็นว่า ระบบกลั่นกรองข้อมูลทางกฎหมายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีใครกล้ารับผิดชอบเมื่อคำแนะนำของรัฐถูกท้าทาย
ในระบบบริหารที่ดี เมื่อเกิดข้อโต้แย้งสำคัญ รัฐบาลต้องเร่งรวบรวมความเห็น เปิดเผยฐานกฎหมาย และกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน มิใช่ปล่อยให้เรื่องเงียบไปพร้อมกับหวังว่าสังคมจะเลิกตั้งคำถาม
ความเงียบของรัฐบาลตลอด 16 วันจึงไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่กำลังกลายเป็นการเลือกปล่อยให้ความไม่แน่นอนดำรงอยู่ และโยนต้นทุนทั้งหมดให้ กสทช. ผู้ประกอบการ และประชาชนเป็นผู้แบกรับ
วันที่ 5 สิงหาคม จึงไม่ใช่เพียงวันประชุม กสทช. ตามปกติ แต่กำลังกลายเป็นเส้นตายทางความชอบธรรมที่รัฐบาลสร้างขึ้นจากการไม่ตัดสินใจของตนเอง
หากประธาน กสทช. ยังคงทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่ข้อโต้แย้งเรื่องคุณสมบัติและกระบวนการพ้นจากตำแหน่งยังไม่ยุติ ทุกวาระและทุกมติย่อมมีโอกาสถูกตั้งคำถามตามมา
หากกรรมการบางคนไม่เข้าร่วมประชุมเพราะไม่ยอมรับสถานการณ์ องค์กรก็อาจเผชิญปัญหาองค์ประชุม และภารกิจสำคัญของประเทศอาจต้องหยุดชะงักจากปัญหาที่รัฐบาลควรยุติได้ก่อนหน้านี้
แต่หากกรรมการเข้าประชุมและมีมติออกมา ผู้มีส่วนได้เสียก็อาจตั้งคำถามว่า มตินั้นเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างอำนาจที่มีข้อกังขาหรือไม่ แม้ในทางกฎหมายอาจยังไม่มีคำวินิจฉัยสุดท้ายก็ตาม
นี่คือความเสียหายที่รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เกิด เพราะองค์กรอย่าง กสทช. ไม่ได้พิจารณาเรื่องธุรการทั่วไป แต่กำกับดูแลคลื่นความถี่ โทรคมนาคม โทรทัศน์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมูลค่ามหาศาล
ทุกมติอาจกระทบการแข่งขันทางธุรกิจ สิทธิของผู้บริโภค การลงทุนของเอกชน และทิศทางอุตสาหกรรมสื่อ หากความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้อำนาจกำกับดูแลสั่นคลอน ผลกระทบย่อมลุกลามเกินกว่าห้องประชุม กสทช.
รัฐบาลจึงไม่ควรหลบอยู่หลังคำว่า “รอตามขั้นตอน” โดยไม่บอกว่าขั้นตอนนั้นคืออะไร เพราะการรอโดยไม่มีกรอบเวลา ไม่มีฐานกฎหมายที่เปิดเผย และไม่มีผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่กระบวนการตามกฎหมาย
แต่มันคือการทอดเวลาทางการเมือง ที่ใช้ความคลุมเครือเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ และปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องรับความเสี่ยงแทนรัฐบาล
คดีประธาน กสทช. จึงไม่ใช่บททดสอบของ นพ.สรณเพียงคนเดียว แต่เป็นบททดสอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทั้งคณะว่า จะจัดการปัญหาด้วยหลักกฎหมาย หรือใช้ความเงียบซื้อเวลาไปวันต่อวัน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งทุกฝ่าย แต่จำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดจึงเลือกแนวทางหนึ่ง ใครเป็นผู้เสนอแนวทางนั้น และมีเอกสารทางกฎหมายใดรองรับการตัดสินใจ
หากรัฐบาลยังไม่ตอบก่อนการประชุมวันที่ 5 สิงหาคม ความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นย่อมไม่อาจโยนให้ กสทช. หรือวุฒิสภาเพียงฝ่ายเดียว เพราะรัฐบาลมีเวลาแล้วถึง 16 วันในการคลี่คลายปัญหา
เวลาที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ข้อกฎหมายชัดขึ้นโดยอัตโนมัติ มีเพียงการตัดสินใจที่โปร่งใสและรับผิดชอบเท่านั้นที่จะยุติสุญญากาศนี้ได้
ท้ายที่สุด คำถามที่รัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงคือ ใครเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือการตีความทางกฎหมาย จนทำให้นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าต้องรอมติวุฒิสภา
หากมีคำตอบ รัฐบาลควรเปิดเผยเสียตั้งแต่วันนี้ แต่หากไม่มีคำตอบ ความเงียบตลอด 16 วันจะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า ปัญหาของประเทศอาจไม่ได้อยู่ที่กฎหมายไม่ชัด
แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจไม่กล้าตัดสินใจ และผู้ให้คำแนะนำไม่มีใครกล้ารับผิดชอบหรืออาจจะเลวร้ายไปกว่านั้น
ตอกย้ำข้อสงสัยของสังคม อันมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวมายาวนานระหว่างประธานกสทช.กับนายกฯกำลังอยู่เหนือผลประโยชน์สาธารณะ
อ่านเนื้้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









