ปฏิรูประบบราชการ : แผน “ปกรณ์” มาถูกทาง แต่ “นายกฯ” ยังไร้เจตจำนงทางการเมือง


คอลัมน์พิเศษ

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Thai PBS
แชร์

ปฏิรูประบบราชการ : แผน “ปกรณ์” มาถูกทาง แต่ “นายกฯ” ยังไร้เจตจำนงทางการเมือง

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4245

ปฏิรูประบบราชการ : แผน “ปกรณ์” มาถูกทาง แต่ “นายกฯ”  ยังไร้เจตจำนงทางการเมือง

การที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอแนวทางปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ควรรับฟังอย่างจริงจัง เพราะหลายข้อแตะปัญหาที่ระบบราชการไทยสะสมมานาน ตั้งแต่ขนาดกำลังคน ภาระงบประมาณ เงินเดือน บำนาญ สวัสดิการ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาลดขั้นตอนและทดแทนงานธุรการบางประเภท

หากพิจารณาเฉพาะตัวข้อเสนอ ต้องยอมรับว่า หลายเรื่องมาถูกทาง การ Freeze อัตรากำลัง การไม่บรรจุทดแทนตำแหน่งที่เกษียณโดยอัตโนมัติ การเปิดทาง Early Retirement การทบทวนเงินเดือนกับระบบบำนาญ รวมถึงการใช้ AI ลดขั้นตอนการทำงาน ล้วนเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ปรับขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐได้

 ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

โดยเฉพาะเรื่อง AI เป็นประเด็นที่สำคัญกว่าการลดจำนวนข้าราชการเสียอีก เพราะโจทย์ของการปฏิรูประบบราชการในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะลดข้าราชการได้กี่คน?” แต่ควรถามว่า “มีงานอะไรบ้างที่ข้าราชการไม่จำเป็นต้องทำอีกแล้ว?”

งานรับเรื่อง ตรวจเอกสาร ค้นข้อมูล กรอกข้อมูลซ้ำ สรุปเอกสาร จัดทำรายงาน ตลอดจนกระบวนการอนุมัติที่มีกฎเกณฑ์แน่นอนจำนวนมาก สามารถนำ Digital Workflow, Automation และ AI เข้ามาช่วยได้ แต่ต้องระวังว่า การนำ AI มาใช้ ไม่เท่ากับการปฏิรูประบบราชการ

หากกระบวนการหนึ่งมี 15 ขั้นตอน แล้วเพียงนำ AI มาช่วยให้ 15 ขั้นตอนนั้นเร็วขึ้น เราอาจได้เพียง “ระบบราชการแบบเดิมที่ทำงานเร็วขึ้น”

โจทย์ที่แท้จริงต้องถามว่า 15 ขั้นตอนนั้นจำเป็นจริงกี่ขั้นตอน เหลือ 5 ได้หรือไม่ เอกสาร 10 ชุดเหลือชุดเดียวได้หรือไม่ ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้วทำไมประชาชนต้องนำมายื่นให้รัฐอีก และใบอนุญาตบางประเภทจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่

ดังนั้นลำดับที่ถูกต้องควรเป็น ลดขั้นตอน → ออกแบบกระบวนการใหม่ → เชื่อมข้อมูล → Digitalize → Automate → AI ไม่ใช่ซื้อ AI มาแปะบนระบบราชการเดิม

นี่คือทิศทางที่ถูกต้องของรองนายกฯ ปกรณ์ แต่ขณะเดียวกันแนวคิดทั้งหมดนี้ยังมีช่องว่างสำคัญ และช่องว่างนั้นชื่อว่า Political Will

นายกรัฐมนตรีอยู่ตรงไหน?

การปฏิรูประบบราชการแตกต่างจากนโยบายทั่วไป เพราะกำลังเข้าไปแตะระบบที่มีทั้งคน งบประมาณ ตำแหน่ง อำนาจ กฎหมาย ระเบียบ และผลประโยชน์จำนวนมหาศาล

พูดว่า Freeze อัตรากำลัง ก็มีคนได้รับผลกระทบ 
พูดว่ายุบตำแหน่ง ก็มีคนต่อต้าน 
พูดว่ายุบหรือรวมหน่วยงาน แรงต้านยิ่งสูงขึ้น
พูดว่าลดขั้นตอน หมายความว่า อำนาจในการเซ็นอนุมัติของคนบางกลุ่มจะหายไป 
พูดว่าเชื่อมฐานข้อมูล ก็หมายความว่าบางกรมต้องยอมเลิกความคิดว่า “ข้อมูลนี้เป็นของฉัน”

และถ้าเดินไปถึงการปฏิรูประบบแต่งตั้งโยกย้าย ระบบอุปถัมภ์ การซื้อขายตำแหน่ง หรือผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง แรงต้านจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่า

เพราะฉะนั้น รองนายกรัฐมนตรีคนเดียวทำไม่ได้ ก.พ. ทำไม่ได้ ก.พ.ร. ทำไม่ได้ กระทรวงการคลังก็ทำไม่ได้ คนที่จะต้องยืนอยู่ข้างหน้าคือ นายกรัฐมนตรี

Political Will จึงไม่ได้หมายถึงนายกรัฐมนตรีพูดว่า “เห็นด้วย ฝากรองนายกฯ ไปดำเนินการ” แต่ต้องหมายถึง 

“นี่คือวาระสำคัญของรัฐบาล ผมเป็นเจ้าของนโยบาย และผมจะรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของมัน”

วันนี้สิ่งที่เราเห็นชัดคือความคิดของปกรณ์ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นชัดพอคือ ความคิดและเจตจำนงทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ยิ่งเปลี่ยนรองนายกฯ ยิ่งเห็นปัญหา

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ เมื่อย้อนกลับไปดูแนวคิดก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินเคยมีแนวคิดให้ศึกษาการ ขยายอายุเกษียณข้าราชการจาก 60 เป็น 65 ปี โดยมีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นรับไปศึกษา เหตุผลสำคัญคือประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย คนเกิดน้อย คนมีอายุยืนขึ้น และคนอายุ 60 จำนวนมากยังสามารถทำงานต่อได้

แต่เมื่อเปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรีจากบวรศักดิ์มาเป็นปกรณ์ แนวคิดกลับเปลี่ยนไปเกือบตรงข้าม จากการศึกษาว่า จะทำอย่างไรให้ข้าราชการอยู่ต่อถึง 65 ปี กลายเป็นการพูดถึง Freeze อัตรากำลัง ลดจำนวนคน และเปิดทาง Early Retirement สำหรับคนอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป

ต้องย้ำว่าทั้งสองแนวคิดมีเหตุผลรองรับ การขยายอายุเกษียณตอบโจทย์ Aging Society และการขาดแคลนแรงงานในอนาคต การลดกำลังคนก็ตอบโจทย์ภาระงบประมาณ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพภาครัฐ

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า “บวรศักดิ์ผิด หรือปกรณ์ถูก” แต่คำถามคือ “รัฐบาลอนุทินเชื่ออะไรกันแน่?”

นายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่เปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรี แล้วแนวคิดเรื่องกำลังคนภาครัฐเปลี่ยนเกือบ 180 องศา ย่อมสะท้อนว่าประเทศอาจยังไม่มี Grand Strategy ของการปฏิรูประบบราชการ

ถ้านโยบายประเทศเปลี่ยนตามคนที่มานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี วันหนึ่งเปลี่ยนรองนายกฯ อีกครั้ง เราจะเปลี่ยนทิศกันอีกหรือไม่?

ก่อนลดคน ต้องรู้ก่อนว่าอยากได้ “รัฐแบบไหน”

ก่อน Freeze หรือลดจำนวนคน รัฐบาลควรทำ Function Review ครั้งใหญ่ ถามทุกกระทรวง ทุกกรมว่า ภารกิจอะไรต้องทำต่อ อะไรเลิกได้ อะไรซ้ำซ้อน อะไรควรรวม อะไรควรถ่ายโอนให้ท้องถิ่น อะไรให้เอกชนหรือประชาสังคมทำได้ อะไรควรกลายเป็น Digital Service และอะไรสามารถใช้ Automation หรือ AI ทำแทน

เมื่อได้คำตอบแล้ว จึงค่อยถามว่า รัฐไทยในอนาคตต้องการข้าราชการกี่คน และต้องการคนที่มีทักษะแบบไหน

ลำดับจึงควรเป็น Function → Structure → Process → Technology → People ไม่ใช่เริ่มจากจำนวนคนก่อนแล้วจึงจัดงานให้เข้ากับจำนวนคน

เพราะเป้าหมายไม่ควรเป็นเพียง Smaller Government แต่ต้องเป็น Better Government

Political Will ต้องวัดจากเรื่องที่ “กล้าแตะ”

ท้ายที่สุด การพิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีเอาจริงกับการปฏิรูประบบราชการหรือไม่ ไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่พูดคำว่า AI หรือปฏิรูป แต่ต้องดูว่า กล้าแตะเรื่องยากหรือไม่

กล้ายุบหน่วยงานที่หมดความจำเป็นหรือไม่? 
กล้ารวมกรมที่ทำงานซ้ำกันหรือไม่? 
กล้ายกเลิกกฎหมาย ใบอนุญาต และขั้นตอนที่สร้างภาระประชาชนหรือไม่? 
กล้าปรับระบบประเมินผลงานให้คนทำงานดีกับคนไม่ทำงานได้รับผลตอบแทนต่างกันหรือไม่? และที่สำคัญที่สุด 
กล้าแตะ ระบบอุปถัมภ์ การฝากคน การแต่งตั้งโยกย้าย การซื้อขายตำแหน่ง และการทุจริต หรือไม่?

เพราะต่อให้ลดข้าราชการลงได้ 20% แต่ระบบอำนาจและวัฒนธรรมเดิมยังอยู่ เราก็จะได้เพียง “ระบบราชการแบบเดิมที่มีคนน้อยลง” ไม่ใช่ระบบราชการใหม่

ข้อเสนอของรองนายกฯ ปกรณ์จึงมีหลายเรื่องที่ควรสนับสนุน โดยเฉพาะการใช้ AI และเทคโนโลยีลดขั้นตอนและปรับกำลังคนให้เหมาะกับโลกใหม่ แต่คำถามใหญ่กว่าคือ นี่คือ “แผนปกรณ์” หรือ “แผนรัฐบาลอนุทิน”?

ประเทศไทยไม่ได้ขาดแนวคิดปฏิรูประบบราชการ เรามีมาหลายสิบปีแล้ว สิ่งที่ขาดบ่อยครั้งคือ Political Will ที่เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ และทำต่อเนื่องแม้ต้องเผชิญแรงต้าน

ดังนั้น ก่อนถามว่า “ปกรณ์จะลดข้าราชการได้กี่คน?” ควรถามนายกรัฐมนตรีก่อนว่า “อนุทินพร้อมเป็นเจ้าของการปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ด้วยตัวเองหรือยัง?”

เพราะต่อให้มี AI ที่ดีที่สุด มีแผนลดคนที่ดีที่สุด หรือมีรองนายกรัฐมนตรีที่ตั้งใจที่สุด หากผู้นำรัฐบาลไม่ประกาศชัดว่า “นี่คือภารกิจของผม” 

การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ก็ยังเสี่ยงที่จะจบลงพร้อมกับคนที่เป็นเจ้าของความคิดอีกครั้ง…

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข้าราชการการเมืองAIปฏิรูประบบราชการPolitical Will
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ