วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 อาจเป็นอีกหนึ่งวันที่จะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ขององค์กรอิสระไทย เมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมมีมติส่งเรื่องผ่านนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูลตามขั้นตอนของกฎหมาย
ไม่ว่าผลของกระบวนการดังกล่าวจะลงเอยอย่างไร เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่หากสังคมหยุดอยู่เพียงการติดตามชะตากรรมของบุคคล หรือถกเถียงกันว่าใครถูกหรือผิด โอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบการสื่อสารของประเทศอาจหลุดลอยไปอีกครั้ง
สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญมากกว่าคือ การมองข้ามตัวบุคคลไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ประเทศไทยจะใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของ กสทช. ชุดปัจจุบันที่จะทยอยครบวาระถึงปี 2571 เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการสื่อสารครั้งใหญ่ หรือปล่อยให้หมดวาระไปพร้อมกับความขัดแย้ง
นี่คือความหมายของคำว่า “Post-สรณ”
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ภาพจาก กสทช.)
คำนี้ไม่ได้หมายถึงการตัดสินบุคคล ไม่ใช่การคาดการณ์ผลทางกฎหมาย และไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แต่หมายถึงช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดถึงอนาคตขององค์กรกำกับดูแลการสื่อสารในยุคใหม่ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตำแหน่งประธาน กสทช.
ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กรรมการ กสทช. ชุดปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงปลายวาระ ขณะที่โลกการสื่อสารกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
ช่วงเวลาที่เหลือจึงไม่ควรเป็นเพียงการบริหารงานประจำ แต่ควรเป็นการสร้าง "มรดกเชิงนโยบาย" ให้ประเทศ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กสทช. ถูกจดจำจากการประมูลคลื่นความถี่ การเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิทัล การผลักดัน 4G และ 5G การกำกับดูแลดาวเทียม รวมถึงการพิจารณาการควบรวมกิจการของผู้ประกอบการรายใหญ่
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป จะพบว่าโลกในวันที่กฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบ แตกต่างจากโลกในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ตโฟน
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 เกิดขึ้นในวันที่โทรทัศน์ดิจิทัลถูกมองว่าเป็นอนาคตของอุตสาหกรรม
ส่วน พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2553 ถูกออกแบบในยุคที่ประเทศไทยเพิ่งก้าวเข้าสู่ 3G ขณะที่คำว่า AI, Streaming Platform, Creator Economy หรือ Data Economy ยังแทบไม่ปรากฏในนโยบายสาธารณะ
แต่วันนี้ทุกอย่างได้หลอมรวมเป็นอุตสาหกรรมเดียวกัน
โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโทรทัศน์
โทรทัศน์กลายเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมผลิตคอนเทนต์
ผู้ผลิตคอนเทนต์สามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกโดยไม่ต้องถือครองคลื่นความถี่แม้แต่เมกะเฮิรตซ์เดียว
กฎหมายที่แยก "โทรคมนาคม" "วิทยุ" และ "โทรทัศน์" ออกจากกัน จึงเริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไป
นี่คือเหตุผลที่ภารกิจสำคัญที่สุดของ กสทช. ในช่วงเวลาที่เหลือ ไม่ใช่เพียงการกำกับดูแลรายวัน แต่คือการจัดทำข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคของการหลอมรวมเทคโนโลยี (Convergence)
อีกประเด็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือการถอดบทเรียนจากการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ทั้งกรณี True–DTAC และการเข้าซื้อกิจการ 3BB โดย AIS
ไม่ว่าความเห็นต่อการตัดสินใจของ กสทช. จะเป็นเช่นไร เหตุการณ์ทั้งสองกรณีได้สะท้อนข้อจำกัดของกฎหมาย อำนาจหน้าที่ และกลไกกำกับดูแลการแข่งขันอย่างชัดเจน
วันนี้ ประเทศไทยไม่ควรย้อนกลับไปถกเถียงเพียงว่าใครถูกหรือผิด แต่ควรถามว่า กฎหมายการแข่งขันเพียงพอหรือไม่ อำนาจของ กสทช. ชัดเจนหรือไม่ เงื่อนไขหลังการควบรวมสามารถติดตามและบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับประโยชน์ตามที่สังคมคาดหวังหรือไม่
หากสามารถรวบรวมบทเรียนจากทั้งสองกรณี แล้วพัฒนาเป็นหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับการกำกับดูแลการแข่งขันในยุคดิจิทัล ก็จะเป็นมรดกทางนโยบายที่สำคัญยิ่งกว่าการตัดสินใจในคดีใดคดีหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ภารกิจที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องคือการออกแบบอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยหลังปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่ใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะสิ้นสุดลง
คำถามในวันนี้ไม่ใช่ว่าโทรทัศน์ดิจิทัลจะอยู่ต่อหรือไม่ แต่คือ โทรทัศน์ไทยจะอยู่รอดอย่างไรในโลกที่ผู้ชมย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์
หากประเทศไทยใช้โอกาสนี้เพียงเพื่อออกใบอนุญาตรอบใหม่ โดยไม่ปรับโครงสร้างทั้งระบบ ก็อาจเป็นการเสียโอกาสครั้งสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมสื่อ
กสทช. จึงควรจัดทำ Roadmap โทรทัศน์ไทยหลังปี 2572 ครอบคลุมจำนวนช่อง รูปแบบใบอนุญาต การบริหารโครงข่าย มาตรฐานเทคโนโลยี การใช้คลื่นความถี่ และบทบาทของโทรทัศน์สาธารณะ โทรทัศน์เชิงพาณิชย์ และโทรทัศน์ชุมชน ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชมยุคใหม่
พร้อมกันนั้น ประเทศไทยต้องมีกรอบนโยบายที่ชัดเจนสำหรับ OTT และแพลตฟอร์มระดับโลก เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังอยู่ภายใต้กติกาที่แตกต่างจากผู้ให้บริการต่างชาติ ทั้งที่แข่งขันในตลาดเดียวกันและแย่งผู้ชมกลุ่มเดียวกัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การควบคุมเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการสร้าง สนามแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับแพลตฟอร์มระดับโลก
อีกแนวคิดที่ควรได้รับการผลักดัน คือ National Streaming Platform (NSP) ซึ่งไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงแพลตฟอร์มสตรีมมิงอีกแห่งหนึ่ง แต่ควรพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อดิจิทัลของประเทศ เปิดให้ผู้ประกอบการไทยใช้ร่วมกัน ทั้งระบบถ่ายทอดสด Video on Demand ระบบสมาชิก ระบบโฆษณา ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยี AI เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมศักยภาพการแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลก
นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญด้านการบริหารคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่าน C-band ไปสู่ Ku-band การกำหนดทิศทางของ วิทยุดิจิทัล DAB+ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการกำกับดูแลกิจการสื่อสารในยุค AI และเศรษฐกิจข้อมูล
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงงานบริหารประจำ แต่คือการวางรากฐานของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
เมื่อมองย้อนกลับไป ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำองค์กรจากจำนวนมติที่ออกในแต่ละปี แต่จดจำจากการตัดสินใจที่เปลี่ยนทิศทางของประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
กสทช. กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ จะเลือกทิ้งไว้เพียงความทรงจำของความขัดแย้ง หรือจะทิ้งพิมพ์เขียวของการปฏิรูปการสื่อสารไทยไว้ให้คนรุ่นต่อไป
แม้เวลาที่เหลืออาจไม่เพียงพอที่จะเห็นผลของทุกนโยบาย แต่เพียงพอที่จะวางรากฐานของทุกนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกฎหมาย การกำกับดูแลการแข่งขัน การออกแบบอุตสาหกรรมโทรทัศน์หลังปี 2572 การกำหนดบทบาทของ OTT การผลักดัน National Streaming Platform หรือการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับอนาคต
หาก กสทช. สามารถเปลี่ยนบทเรียนจากความขัดแย้งในอดีตให้กลายเป็นข้อเสนอเพื่อปฏิรูปประเทศได้ วาระสุดท้ายขององค์กรแห่งนี้จะไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการรอหมดวาระ แต่จะกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของการกำกับดูแลการสื่อสารไทย
ท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้ตั้งคำถามว่าใครดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ในช่วงเวลานั้น แต่จะถามเพียงว่า
เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมการสื่อสาร องค์กรแห่งนี้เลือกเป็นเพียง "ผู้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลง" หรือกล้าที่จะเป็น “ผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลง”
นั่นคือคำถามที่สำคัญกว่าตัวบุคคล และอาจเป็นคำตอบที่ประวัติศาสตร์ใช้ตัดสิน กสทช. ชุดปัจจุบันในวันข้างหน้า
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









