ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ
สิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ

จิราภพ ทวีสูงส่ง18 ก.ย. 699 นาที1 ชั่วโมงที่แล้ว

ชวนลดโลกร้อน เพราะ “โลกร้อน” ส่งผลกระทบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นผลให้ “โลก” กำลังเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพและแบนราบน้อยลง

ขนาดตัวอักษร

ส่งผลกระทบต่อการหมุนรอบตัวเอง และรบกวนระบบการกำหนดเวลาทั่วโลกของเราในปี 2029 ข้อมูลจากงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Geophysical Research: Solid Earth

มองจากอวกาศ โลกดูเหมือนจะเป็นทรงกลมสมบูรณ์แบบ เรียบเนียนและสวยงามราวกับลูกแก้วสีฟ้าลูกเล็ก ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลกมีรูปร่างคล้ายมันฝรั่งขรุขระ แบนราบที่ขั้วโลกและโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ตาม รูปร่างแปลก ๆ นี้ก็ไม่ได้คงที่เสมอไป

จากมุมมองของเรา ๆ โลกอาจดูเหมือนแข็งแกร่งดุจหินผา ซึ่งปกคลุมด้วยเปลือกโลกหนาที่ทำจากวัสดุที่แข็งและเคลื่อนที่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รูปร่างของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะช้ามาก ๆ ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การละลายของน้ำแข็งการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก และการเปลี่ยนแปลงภายในโลก เป็นต้น

ภาพจาก EUMETSAT/ESA

พาไปรู้จัก “โลก” แห่งธรณีวิทยา

โลกแห่งธรณีวิทยา คือวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการวัดรูปทรงเรขาคณิต สนามแรงโน้มถ่วง และการวางตัวในอวกาศของโลก โดยนักธรณีวิทยาได้ทำการวัดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของโลกมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้ดาวเทียมและเลเซอร์ในการวัดการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงเล็กน้อย

การศึกษาครั้งใหม่โดย Christopher Kotsakis นักธรณีวิทยาจาก Aristotle University of Thessaloniki ประเทศกรีซ พบว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราการยกตัวของพื้นที่ขั้วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในเวลาไม่ถึง 20 ปี

โดยข้อมูลใหม่ชี้ให้เห็นว่า รูปร่างทางกายภาพของโลกกำลังแบนน้อยลงเล็กน้อย ระหว่างปลายทศวรรษ 1990 ถึงปี 2015 การยกตัวขึ้นที่ขั้วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากประมาณ 0.5 มิลลิเมตรต่อปี เป็นเกือบ 1.0 มิลลิเมตรต่อปี ในขณะที่แถบเส้นศูนย์สูตรทรุดตัวลงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ผลที่ได้คือโลกมีรูปทรงกลมขึ้นเล็กน้อย

สำหรับแนวโน้มนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก บริเวณน้ำแข็งรอบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ของโลกละลายไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกทำให้มวล (ในรูปของน้ำ) กระจายตัวจากขั้วโลกไปยังส่วนอื่น ๆ ของมหาสมุทรบนโลก เช่น บริเวณเส้นศูนย์สูตร การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดภาระที่ขั้วโลก ทำให้เปลือกโลกบริเวณนั้นยกตัวสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพิ่มภาระใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้เปลือกโลกใต้ทะเลถูกกดลง

ภาพจาก Reid Wiseman / NASA

“แรงโน้มถ่วง” บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ

เรื่องราวเป็นที่น่าสนใจก็เพราะ การวัดแรงโน้มถ่วงแสดงให้เห็นเรื่องราวจากมุมมองที่แตกต่างออกไป จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า มวลโดยรวมของระบบโลกและมหาสมุทรไปอยู่ที่ใด ขั้วโลกกำลังสูญเสียมวล ในขณะที่ละติจูดต่ำกำลังได้รับมวลเพิ่มขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้ถูกต้อง แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า รูปร่างที่แท้จริงของเปลือกโลกกำลังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร? เนื่องจากมวลที่สะสมอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้สนามแรงโน้มถ่วงบริเวณนั้นโป่งพองขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นดินในบริเวณเดียวกันนั้นกลับมีลักษณะตรงกันข้าม คือถูกกดลงและบุ๋มลงเนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้โป่งพองออกไป

ทั้งนี้ งานวิจัยสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงทางเรขาคณิตนี้ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นอย่างสมบูรณ์ในสนามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งบ่งชี้ว่าการตอบสนองทางเรขาคณิตของโลกที่เป็นของแข็ง และการตอบสนองของสนามแรงโน้มถ่วงต่อการกระจายมวลใหม่นั้นไม่ได้วิวัฒนาการไปในทิศทางเดียวกัน

สนามแรงโน้มถ่วงของโลก: บริเวณที่มีมวลน้อย (แรงโน้มถ่วงน้อย) เช่น มหาสมุทร จะแสดงเป็นสีฟ้า ในขณะที่ภูเขาซึ่งแสดงถึงแรงดึงดูดที่มากกว่า จะแสดงเป็นสีแดง ภาพจาก NASA/Goddard Space Flight Center Scientific Visualization Studio

ปัญหาที่จะเกิดขึ้น เมื่อ “โลก” เปลี่ยนแปลงรูปร่างทางกายภาพ

ทีมวิจัยเผยว่า ไม่ว่าจะมองในมุมใด ตอนนี้โลกก็กำลังเปลี่ยนรูปร่างไป และนั่นอาจส่งผลกระทบอย่างมากในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ “โลก” จะส่งผลกระทบต่อการหมุนรอบตัวเองในวงโคจร ซึ่งจะทำให้ความยาวของวันทางดาราศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป และรบกวนระบบการกำหนดเวลาทั่วโลกของเรา ผลกระทบอาจรุนแรงมากจนนักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับเสนอแนะว่า เวลาสากลเชิงพิกัด (Coordinated Universal Time) อาจต้องมีการปรับเพิ่มวินาทีพิเศษ (leap second )ซึ่งหมายถึงนาทีที่มีเพียง 59 วินาที ในช่วงประมาณปี 2029 ที่จะถึงนี้

ภาพจาก NASA

โลกหมุนรอบตัวเองสำคัญอย่างไร?

การหมุนรอบตัวเองของโลก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนวัฏจักรธรรมชาติบนโลก โดยมีความสำคัญดังนี้

ทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน: ด้านที่หันรับแสงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางวัน ส่วนด้านที่ตรงข้ามจะกลายเป็นเวลากลางคืน หมุนเวียนสลับกันไป

ควบคุมอุณหภูมิของโลก: ช่วยให้พื้นผิวโลกไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป เนื่องจากแต่ละด้านมีเวลาได้รับแสงแดดและคลายความร้อนสลับกันอย่างสมดุล

กำหนดทิศทางลมและกระแสน้ำ: แรงจากการหมุนของโลก (Coriolis Effect) ทำให้กระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรเบี่ยงทิศทาง ช่วยกระจายความร้อนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

ทำให้เกิดการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์: ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏและลับขอบฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดทิศหลัก (เหนือ ใต้ ออก ตก) และการนับเวลาในชีวิตประจำวัน

หล่อเลี้ยงจังหวะชีวิต: ควบคุมนาฬิกาชีวิตหรือพฤติกรรมตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย

ภาพจาก NASA

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าโลกหยุดหมุน

หากโลกหยุดหมุนรอบตัวเองกะทันหันในพริบตา ผลลัพธ์ที่ตามมาจะกลายเป็นภัยพิบัติร้ายแรงในระดับล้างโลกทันที เนื่องจากทุกสิ่งบนโลกใบนี้ยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วตามแรงเฉื่อยเดิม

ผลกระทบทันทีทันใด (วินาทีแรก)

แรงเหวี่ยงมหาศาล: แรง inertia จะเหวี่ยงทุกอย่างที่ไม่ได้ยึดติดกับแกนโลกไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วเท่าเดิม (1,670 กม./ชม. ที่เส้นศูนย์สูตร) เปรียบเหมือนรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงแล้วเหยียบเบรกกะทันหัน สิ่งก่อสร้างจะพังทลาย และมนุษย์จะปะทะกับกำแพงด้วยความเร่งมากกว่าแรงโน้มถ่วงปกติถึง 47 เท่า

มหาพายุและสึนามิ: บรรยากาศและมหาสมุทรจะยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเดิม เกิดลมพายุที่แรงกว่าสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ถึง 4 เท่า ตามด้วยคลื่นสึนามิขนาดมหึมาที่พัดทำลายพื้นที่ที่เหลืออยู่

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์

มหาสมุทรย้ายทิศทาง: เนื่องจากแรงเหวี่ยงที่เคยทำให้น้ำนูนบริเวณเส้นศูนย์สูตรหายไป มหาสมุทรจะไหลเข้าหาขั้วโลกทั้งสองฝั่งที่มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่า

แผนที่โลกเปลี่ยนไป

มหาสมุทรจะท่วม: ทวีปยุโรป, รัสเซียส่วนใหญ่, กรีนแลนด์, แคนาดา, อาร์เจนตินา, ชิลี, นิวซีแลนด์ และแอนตาร์กติกา

เกิดมหาทวีปใหม่ขวางอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร: แยกมหาสมุทรออกเป็นสองฝั่ง (ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้)

แผ่นดินไหวรุนแรง: การปรับตัวของเปลือกโลกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงและการย้ายมวลน้ำ จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทั่วโลก

ผลกระทบระยะยาว

1 วัน ยาวนานเท่ากับ 1 ปี: วงจรกลางวันและกลางคืนจะเปลี่ยนไป โดยครึ่งโลกจะหันเข้าหาดวงอาทิตย์และเผชิญกับกลางวันยาวนานต่อเนื่อง 6 เดือน (ร้อนจัดจนกลายเป็นทะเลทราย) ส่วนอีกครึ่งโลกจะเป็นกลางคืนยาวนาน 6 เดือน (หนาวจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

สนามแม่เหล็กโลกสูญสลาย: การหยุดหมุนจะทำให้โลหะเหลวร้อนในแกนโลกหยุดเคลื่อนที่ตามไปด้วย ส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกที่ช่วยปกป้องเราจากรังสีคอสมิกและพายุสุริยะหายไป ชั้นบรรยากาศจะค่อย ๆ ถูกลมสุริยะพัดหายไปในอวกาศ และสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ในที่สุด

ข้อเท็จจริงในความเป็นจริง

เหตุการณ์นี้เป็นเพียงคำถามเชิงตรรกะและจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ โลกไม่ได้กำลังจะหยุดหมุนกะทันหัน แต่ในความเป็นจริง โลกหมุนช้าลงเรื่อย ๆ (วันยาวขึ้นเฉลี่ย 1.7 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ จากแรงน้ำขึ้นน้ำลงระหว่างโลกกับดวงจันทร์) ซึ่งต้องใช้เวลามากถึง 18,500 ล้านปี กว่าที่หนึ่งวันจะมีระยะเวลายาวนานเท่ากับหนึ่งปี


📌อ่าน : ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่พายุในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

📌อ่าน : ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก

📌อ่าน : จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้า “โลก” หยุดหมุนกะทันหัน

📌อ่าน : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว

📌อ่าน : ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

📌อ่าน : อะไร? คือ “ก็อดซิลลา เอลนีโญ” เมื่อสภาพอากาศกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด

📌อ่าน : “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง

📌อ่าน : ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?

📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

📌อ่าน : ทำไมโลกเผชิญภัยความหนาวเย็นสุดขั้วหนักขึ้น สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น

📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย

📌อ่าน : ไทยจะจอดหรือรอด? ในวันโลกเดือด ต้องใช้เทคโนโลยีไหนรับมือ


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  


ที่มาข้อมูล: agupubs, nectec, scimath, thaipbs, astronomy, NASA - Astronomy


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อม

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น

อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์! ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลยแม้แต่ลูกเดียว แต่การเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ก.ย. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

15 ก.ย. 69|3 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยากสิ่งแวดล้อม

ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก

ปรากฏการณ์เอลนีโญ 2026 มาถึงแล้ว! โดย NOAA เตือนว่า มีแนวโน้มที่จะรุนแรงกว่าปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใด ๆ ที่เคยบันทึกไว้ในรอบอย่างน้อย 150 ปี

14 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →