มติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ที่มีข้อยุติแล้วว่า กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแล OTT เพื่อบรรจุเข้าไปในแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับใหม่ ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า จะกำกับได้จริงหรือไม่ จะตามเทคโนโลยีทันหรือเปล่า และจะกลายเป็นการคุมอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศหรือไม่
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ดี แต่บทความตอนที่ 1 น่าจะช่วยตอบไปแล้วระดับหนึ่งว่า โลกไม่ได้ปล่อยให้ OTT เติบโตแบบไร้กติกา หลายประเทศกำกับดูแลทั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิงและบริการภาพและเสียงรูปแบบใหม่ เพียงแต่เขาไม่ได้ใช้วิธีคิดแบบโทรทัศน์ยุคเก่าไปครอบทุกอย่างบนโลกออนไลน์
เพราะฉะนั้น คำถามของไทยจากนี้จึงไม่ใช่ “มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ” อย่างเดียวอีกแล้ว แต่คือ “จะใช้อำนาจนั้นอย่างไรไม่ให้ผิดทิศ” มากกว่า
ถ้าเดินผิด ก็พังได้สองทาง…
ทางแรกคือ ไม่กล้าทำอะไรเลย ปล่อยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ขยายอิทธิพลต่อสังคมไทยไปเรื่อย ๆ โดยแทบไม่มีความรับผิดชอบสาธารณะที่ชัดเจน
อีกทางคือ ทำเกินไป จนกลายเป็นรัฐที่อยากคุมทุกโพสต์ ทุกคลิป ทุกไลฟ์ และสุดท้ายก็จะเจอแรงต้านทั้งในทางหลักการและในทางปฏิบัติ
สองทางนี้ไม่ควรเลือกทั้งคู่…

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ คือวางกติกา OTT แบบใหม่ ไม่ใช่กติกาแบบทีวีเก่า แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยว่างแบบไม่มีอะไรเลย
เหตุผลที่เรื่องนี้เร่งด่วน ไม่ได้มีแค่เพราะ OTT โตขึ้น แต่เพราะประเทศไทยกำลังเดินเข้าใกล้เดือนเมษายน 2572 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินรอบปัจจุบัน นี่คือจุดเปลี่ยนใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรม
ถ้ามองแค่เรื่องกฎหมาย เราอาจคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องการจัดสรรคลื่นหรือการอนุญาตรอบใหม่ แต่ถ้ามองให้ลึก คือจังหวะที่รัฐไทยต้องตอบคำถามครั้งสำคัญว่า หลังปี 2572 โทรทัศน์ไทยจะอยู่ตรงไหนในภูมิทัศน์สื่อใหม่ จะยังคิดตัวเองเป็น “ช่อง” แบบเดิมต่อไปหรือไม่
หรือจะยอมรับเสียทีว่า โลกของการรับชมกำลังเคลื่อนไปสู่การดูแบบสตรีมมิง การดูย้อนหลัง การดูผ่านมือถือ และการดูผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความจริงคือ พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปเร็วกว่ากติกาของรัฐมาก ผู้ชมจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากรีโมตทีวีอีกแล้ว แต่เริ่มจากมือถือ เริ่มจากแอป เริ่มจากสมาร์ตทีวี และเริ่มจากการดูเมื่อสะดวก ไม่ใช่ดูเมื่อผังรายการกำหนด

เมื่อ Media Landscape เปลี่ยนแบบนี้ การคิดเรื่องอนาคตของทีวีดิจิทัลโดยไม่คิดเรื่อง OTT และ Streaming Platform ไปพร้อมกัน จึงแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งใกล้เดือนเมษายน 2572 เท่าไร ก็ยิ่งหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะถ้ารัฐยังไม่มีกติกา OTT ที่ชัด ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีทางออกใหม่ให้ระบบโทรทัศน์ไทย เราจะเดินเข้าสู่วันสิ้นสุดใบอนุญาตเดิมโดยที่ทั้งกติกาและโครงสร้างรองรับโลกสื่อใหม่ยังไม่พร้อม ประเด็นนี้คือความเสี่ยงที่แท้จริง
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เรื่อง OTT กับเรื่อง National Streaming Platform ต้องคิดไปพร้อมกัน ไม่ใช่แยกกัน เพราะอย่างหนึ่งคือ “กติกา” และอีกอย่างคือ “โครงสร้างรองรับ”
ถ้ามีแต่กติกา แต่ไม่มีช่องทางใหม่ให้โทรทัศน์ไทยปรับตัว การกำกับก็จะเป็นเพียงการไล่ตามปัญหา แต่ถ้ามีแต่แพลตฟอร์มใหม่ โดยไม่มีกติกาที่ชัด ก็จะกลายเป็นการสร้างของใหม่บนพื้นที่ที่ยังสับสน และสุดท้ายก็เสี่ยงชนกับปัญหาเดิมในรูปแบบใหม่
National Streaming Platform จึงไม่ใช่แค่เรื่องอยากมีแอปอีกตัวในตลาด แต่คือแนวคิดเรื่อง “ช่องทางการเข้าถึงโทรทัศน์ระดับชาติบนโลกดิจิทัล”
ถ้าในอดีตการเข้าถึงโทรทัศน์ระดับชาติหมายถึงการเข้าถึงผ่านเสาอากาศ ภาคพื้นดิน ดาวเทียม หรือเคเบิล ในอนาคตคำว่า “เข้าถึงทุกครัวเรือน” อาจต้องหมายรวมถึง การเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตบ้าน อินเทอร์เน็ตมือถือ และเครือข่าย 5G ด้วย
จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้ารัฐยังยึดติดกับความคิดว่า โทรทัศน์ระดับชาติจะเข้าถึงคนได้ก็ต่อเมื่อมีโครงข่ายแบบเดิมรองรับเท่านั้น วันหนึ่งเราอาจยังมีสถานะเป็นโทรทัศน์ระดับชาติในทางกฎหมาย แต่สูญเสียความสามารถในการเข้าถึงผู้ชมจริงในชีวิตประจำวันไปทีละน้อย
ดังนั้น การวางกติกา OTT ให้ชัด และการสนับสนุนให้เกิด National Streaming Platform จึงเป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้ประชาชนยังเข้าถึงโทรทัศน์ระดับชาติของไทยได้ทั่วถึง แม้พฤติกรรมการรับชมจะย้ายจากเสาอากาศมาสู่จอมือถือและเครือข่ายดิจิทัลมากขึ้นแล้ว

คำถามต่อมา กสทช. ควรกำกับ OTTอย่างไร ? คำตอบที่ตรงที่สุดมีอยู่ 3 ชั้น
ชั้นแรก ต้องกำกับแพลตฟอร์มากกว่ากำกับทุกชิ้นเนื้อหา
สิ่งนี้คือเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุด การกำกับ OTT ไม่ควรหมายถึงการนั่งตรวจทุกโพสต์ ทุกคลิป ทุกไลฟ์ ว่าอะไรพูดได้อะไรพูดไม่ได้ เพราะแบบนั้นทั้งทำไม่ได้จริง และไม่ควรทำด้วย
สิ่งที่ควรกำกับคือ หน้าที่ขั้นต่ำของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มภาพและเสียง เช่น ต้องมีระบบรับเรื่องร้องเรียนที่ใช้ได้จริง ต้องมีความโปร่งใสเรื่องโฆษณาและการแทรกโฆษณา ต้องมีมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ต้องมีช่องทางประสานงานเมื่อเกิดความเสียหายต่อผู้บริโภค และต้องมีความชัดเจนว่า อะไรคือโฆษณา อะไรคือเนื้อหา อะไรคือการสื่อสารเชิงพาณิชย์
พูดให้ชัด กสทช. ไม่ควรเป็นผู้เซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต แต่ควรเป็นผู้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของบริการภาพและเสียงบนแพลตฟอร์ม
ชั้นที่สอง ต้องนิยามขอบเขตให้แม่นว่า OTT แบบใดอยู่ในข่ายกำกับ
คำว่า OTT กว้างเกินไป และถ้าไม่ระวัง จะเถียงกันไม่จบ บริการแบบ VOD, live streaming และ video-sharing platform ในมิติที่ทำหน้าที่เผยแพร่ภาพและเสียงต่อสาธารณะ สิ่งเหล่านั้นคือพื้นที่ที่ กสทช. ควรกล้าเข้าไปวางกติกา
แต่ถ้าเป็นแชตส่วนตัว การสื่อสารระหว่างบุคคล หรือบริการดิจิทัลที่ไม่ใช่บริการภาพและเสียงสาธารณะ ก็ไม่ควรถูกดึงเข้ามาแบบเหมาเข่ง การกำกับที่ดีจึงไม่ใช่การขยายอำนาจให้กว้างที่สุด แต่คือการใช้คำจำกัดความให้แม่นที่สุด
ชั้นที่สาม ต้องเชื่อมเรื่องนี้กับความเป็นธรรมของสนามแข่งขัน
ทีวีดิจิทัลไทยอยู่ใต้ระบบใบอนุญาต อยู่ใต้ภาระโครงข่าย อยู่ใต้ต้นทุนและกฎเกณฑ์หลายชั้นมาโดยตลอด ขณะที่แพลตฟอร์ม OTT จำนวนมากเข้ามาแย่งคนดู แย่งโฆษณา แย่งข้อมูลผู้ชม และแย่งอำนาจในการกำหนดสิ่งที่ผู้คนมองเห็น แต่กลับยังอยู่ในพื้นที่ที่กติกาไม่ชัด
แบบนี้ไม่ใช่การแข่งขันเสรี แต่คือสนามที่ไม่เท่าเทียม แน่นอน ทางออกไม่ใช่ยกภาระทีวีเก่าไปวางทับ OTT ทั้งหมด เพราะธรรมชาติของบริการต่างกัน แต่ก็ไม่ยุติธรรมเช่นกันที่จะให้ฝ่ายหนึ่งแบกภาระหนักเต็มหลัง ขณะที่อีกฝ่ายแทบไม่ต้องอยู่ใต้กติกาอะไรเลย
สิ่งที่ควรทำคือสร้าง baseline บางอย่างร่วมกัน ไม่ใช่ให้เหมือนกันทุกข้อ แต่ให้เป็นธรรมในระดับโครงสร้าง เช่น เรื่องความโปร่งใสของโฆษณา เรื่องการรับเรื่องร้องเรียน เรื่องความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค เรื่องการคุ้มครองเด็ก และเรื่องการตอบสนองเมื่อเกิดผลกระทบต่อสาธารณะ แนวทางแบบนี้คือ level playing field ที่ควรถูกพูดอย่างจริงจัง
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ ความสัมพันธ์กับ ETDA และ กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน่วยงานเดียวที่เกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์ ถ้า กสทช. จะเดินเรื่องนี้จริง ต้องทำให้ชัดว่าอะไรเป็นหน้าที่ของ ETDA ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วไป และอะไรเป็นหน้าที่ของ กสทช. ในฐานะผู้กำกับบริการแพร่ภาพและเสียงต่อสาธารณะ
การแบ่งบทบาทไม่ใช่ความอ่อนแอของรัฐ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ถ้าทุกหน่วยงานแย่งกันกำกับ สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดไม่ใช่ประชาชน แต่คือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่พร้อมใช้ช่องว่างและความสับสนของระบบราชการเล่นงานรัฐกลับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่แย่งอำนาจกัน แต่คือทำให้กติกาเชื่อมกันและไม่ซ้ำซ้อน
คนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยที่พูดว่า “กสทช. กำกับ OTT ไม่ได้” คำพูดนี้เข้าใจถูกอยู่ครึ่งหนึ่ง ถูกตรงที่ว่า กสทช. ไม่สามารถใช้โมเดลทีวีเก่าไปครอบ OTT ทั้งโลกได้จริง และไม่ควรทำตัวเป็นผู้กลั่นกรองทุกเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต แต่พลาดตรงที่สรุปต่อว่า เมื่อกำกับไม่ได้ทั้งหมด จึงเท่ากับกำกับไม่ได้เลย
ทั้งที่สองประโยคนี้ไม่เหมือนกัน คำที่แม่นกว่าคือ กำกับแบบเดิมไม่ได้ แต่กำกับแบบใหม่ได้ กำกับแบบใหม่หมายถึง กำกับแพลตฟอร์ม กำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการ คุ้มครองผู้บริโภค คุ้มครองเด็ก กำหนดความโปร่งใส เชื่อมกับการจัดระเบียบอุตสาหกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน และทำให้สนามแข่งขันระหว่างทีวีดิจิทัลกับแพลตฟอร์มใหม่เอียงน้อยลง
ยิ่งเมื่อประเทศกำลังเข้าใกล้เส้นตายเดือนเมษายน 2572 ยิ่งชัดว่าเรื่องนี้ผลัดผ่อนต่อไปไม่ได้ เพราะหลังใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะต้องตอบให้ได้ว่า โทรทัศน์ระดับชาติจะยังเข้าถึงประชาชนอย่างไร

ในโลกที่ประชาชนไม่ได้เริ่มต้นจากเสาอากาศอีกแล้ว แต่เริ่มต้นจากมือถือ อินเทอร์เน็ต และ 5G มากขึ้นทุกวัน ถ้าไม่มีทั้งกติกา OTT ที่ชัด และไม่มีทั้ง National Streaming Platform ที่เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการเข้าถึงทีวีระดับชาติ เราก็จะปล่อยให้ระบบโทรทัศน์ไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างสะเปะสะปะ
แต่ถ้าทำสองอย่างนี้ไปพร้อมกัน คือวางกติกาการกำกับ OTT ให้ชัด และสนับสนุนให้เกิด National Streaming Platform ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานการเข้าถึงโทรทัศน์ระดับชาติบนโลกอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนผ่านหลังปี 2572 ก็อาจไม่ใช่วิกฤต แต่อาจกลายเป็นโอกาสในการออกแบบภูมิทัศน์สื่อไทยใหม่ทั้งระบบ
สรุปให้สั้นที่สุด โจทย์ของวันนี้ไม่ใช่ “จะคุม OTT ให้ได้ทุกอย่างหรือไม่” เพราะไม่มีใครควรทำแบบนั้น แต่โจทย์คือ จะวางกติกาอย่างไรให้แพลตฟอร์มมีความรับผิดชอบ ให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง ให้การแข่งขันเป็นธรรม และให้โทรทัศน์ระดับชาติของไทยยังเข้าถึงประชาชนได้จริงในโลกสื่อยุคใหม่
ถ้า กสทช. ทำได้ นี่จะไม่ใช่การขยายอำนาจรัฐอย่างน่ากลัว แต่มันจะเป็นการทำให้กติกาสาธารณะของไทยวิ่งทันโลกสื่อที่เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
หลังสงกรานต์จับตากันให้ดี วาระ Roadmap Digital TVและ National Streaming Platform จะกลับมาเข้าที่ประชุมบอร์ด กสทช.อีกครั้งในวันที่ 21-22 เม.ย.นี้หรือไม่
บทความและเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









