เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอวกาศ หลายคนมักนึกถึงภาพจรวด ดาวเทียม หรือระบบโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมขนาดใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือตัวแทนของอุตสาหกรรมอวกาศดั้งเดิม หรือที่เรียกกันว่า "Old Space Economy" บทความนี้จะพาไปสำรวจแนวคิดกระแสใหม่ที่น่าสนใจ "New Space Economy" หรือเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ที่ไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่ในกลุ่มธุรกิจเดิม ๆ อีกต่อไป แต่เป็นเศรษฐกิจขบวนใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตาและพร้อมใจกันเทเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างมหาศาล และนี่คือขบวนรถไฟแห่งโอกาสที่ประเทศไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
ภาพจำของเทคโนโลยีอวกาศมักผูกโยงอยู่กับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เช่น การจารึกรอยเท้าแรกของมนุษยชาติบนพื้นผิวดวงจันทร์ หรือโครงการกระสวยอวกาศ ซึ่งในยุคสมัยนั้น ภารกิจอวกาศถือเป็นเรื่องไกลตัวและจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ทว่าในปัจจุบัน ภาพความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อการปล่อยจรวดขนส่งและดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรโลกเกิดขึ้นเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์ ราวกับเป็นระบบขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ของโลก
การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดนี้ นำมาซึ่งนิยามของระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เรียกว่า "เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่" (New Space Economy) ซึ่งหมายถึงรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทางอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและกลไกตลาดเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ต้นทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีอวกาศลดต่ำลง จนองค์กรขนาดเล็กหรือภาคส่วนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างแพร่หลาย ต่างจากในอดีตที่ต้องพึ่งพางบประมาณและการกำกับดูแลจากภาครัฐเป็นหลัก
ยานขนส่งอวกาศดรากอนก็คืออีกหนึ่ง New Space Economy ที่ทำให้ยานอวกาศแคปซูลที่เดินทางไปยังอวกาศสามารถกลับมาใช้งานซ้ำใหม่ได้ ภาพจาก NASA
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมอวกาศมีราคาถูกลง คือบริษัท SpaceX ที่ได้พัฒนาจรวด Falcon 9 ซึ่งสามารถนำกลับมาลงจอดและใช้งานซ้ำได้ นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสิ่งของขึ้นสู่อวกาศลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเปิดประตูให้บริษัทต่าง ๆ เข้าถึงตลาดอวกาศได้ง่ายขึ้น และจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตดาวเทียมจากเดิมที่เป็นการ “ผลิตตามสั่ง” (custom-made) มาเป็นการผลิตแบบสายพานอุตสาหกรรม (mass production) ยิ่งช่วยให้สามารถผลิตดาวเทียมได้คราวละหลายดวงในเวลาที่สั้นลงภายใต้มาตรฐานเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ดาวเทียมมีราคาถูกลงและพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น นำไปสู่การเปิดตลาดใหม่ ๆ เช่น บริการโทรคมนาคมในวงโคจรต่ำรอบโลก เช่นอินเทอร์เน็ต Starlink ของ SpaceX ที่ใช้กลุ่มดาวเทียมในการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมายังพื้นโลก หรือบริษัท Synspective ของญี่ปุ่น ที่ใช้ดาวเทียมขนาดเล็กสแกนพื้นผิวโลกผ่านระบบ synthetic aperture radar เพื่อนำข้อมูลระดับความสูงมาสร้างมูลค่า หรือบริษัท Planet Labs ที่หารายได้จากการใช้ดาวเทียมขนาดเล็กถ่ายภาพพื้นผิวโลก
จะเห็นได้ชัดว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนผ่านจากการใช้ดาวเทียมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ดวง มาสู่การใช้ดาวเทียมขนาดเล็กที่ราคาถูกแต่ส่งขึ้นไปทำงานเป็นเครือข่ายได้จำนวนมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นไปได้เพราะต้นทุนการขนส่งสู่วงโคจรที่ต่ำลง ผนวกกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
นอกเหนือจากกลุ่มดาวเทียมแล้ว การส่งชุดการทดลองขึ้นสู่อวกาศก็เป็นอีกหนึ่งกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากองค์กรและสถาบันวิจัยหลายแห่งต้องการใช้ประโยชน์จากสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) ในการศึกษาศาสตร์ใหม่ ๆ และหนึ่งในแวดวงที่มีความต้องการสูงมากคือ ด้านการแพทย์
ในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศ เราจะไม่พบปรากฏการณ์บางอย่างที่มักเกิดบนโลก เช่น การตกตะกอน สภาพแวดล้อมเช่นนี้ช่วยให้นักวิจัยทำโปรตีนให้ตกผลึก (protein crystallization) ได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีความบริสุทธิ์สูงกว่าการทดลองบนพื้นโลกอย่างมีนัยสำคัญ โครงสร้างผลึกโปรตีนที่มีความละเอียดสูงระดับโมเลกุลนี้ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างสามมิติของโปรตีนเป้าหมายของโรคได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การออกแบบตัวยาที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ภาคการศึกษาและวิจัยจึงกลายเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทผู้ให้บริการส่งการทดลองขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ เช่น Voyager และ Space Application Services สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ธุรกิจการทดลองในอวกาศคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของ New Space Economy ที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ภาพของดาวเทียม Starlink ที่ถูกวางเรียงบนฝาปิดของจรวด Falcon 9 ซึ่งการที่ลดขนาดของดาวเทียมลงและใช้การผลิตจำนวนมากทำให้ดาวเทียมถูกลงและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ภาพจาก SpaceX
สำหรับประเทศไทย เราควรเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดอุตสาหกรรมอวกาศใหม่นี้เช่นกัน แม้เราอาจจะยังไม่มีเทคโนโลยีจรวดหรือดาวเทียมที่ล้ำสมัย แต่เราสามารถผลักดันเศรษฐกิจอวกาศใหม่ได้ผ่าน "อุตสาหกรรมดั้งเดิม" ที่เรามีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์
ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้มีรากฐานมาจากงานด้านวิศวกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการทดสอบชิ้นส่วนเพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยเนื้อแท้แล้ว เครื่องจักรที่ใช้ทดสอบชิ้นส่วนรถยนต์กับชิ้นส่วนดาวเทียม อาศัยกฎทางฟิสิกส์พื้นฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับแรงสั่นสะเทือน หรือคุณสมบัติทางไฟฟ้า ซึ่งในไทยมีสถาบันและธุรกิจที่รับทดสอบเฉพาะทางเหล่านี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะกับงานชุดการทดลองที่จะส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ
เราสามารถยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอวกาศได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด การขยับตัวในรูปแบบนี้จะช่วยดึงดูดลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีความต้องการใช้บริการทดสอบชิ้นส่วนอวกาศ นำไปสู่การสร้างงานสำหรับแรงงานทักษะสูงส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและยกระดับประเทศได้
การก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่จึงมิใช่เพียงเรื่องของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเรื่องของคนกลุ่มเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน หากแต่คือโอกาสทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (deep tech) การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะไม่ถูกจำกัดประโยชน์ไว้เพียงในห้วงอวกาศ แต่จะสร้างเม็ดเงินและการพัฒนาที่จับต้องได้บนประเทศไทย
อย่างไรก็ดี การที่จะเติบโตอย่างมั่นคงในน่านน้ำใหม่นี้ ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและรักษาบุคลากร การสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงข้อกฎหมาย ไปจนถึงการสนับสนุนการลงทุนโดยรัฐ เพื่อให้อุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยสามารถเกิดขึ้นได้จริง และกลายมาเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนของประเทศต่อไป
เรียบเรียงโดย จิรสิน อัศวกุล
พิสูจน์อักษร ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









