เวลามีคนพูดว่า “OTT กำกับไม่ได้หรอก” ผมมักรู้สึกว่า ประโยคนี้ฟังดูทันสมัยดี แต่จริง ๆ แล้วอาจไม่ค่อยตรงกับความจริงของโลกนัก เพราะถ้ามองออกไปข้างนอก จะพบว่าประเทศจำนวนมากไม่ได้ปล่อยให้แพลตฟอร์มภาพและเสียงเติบโตแบบไร้กติกาอีกต่อไปแล้ว
ต่างกันเพียงว่า แต่ละประเทศเลือก “วิธี” กำกับไม่เหมือนกัน บางประเทศเน้นคุ้มครองเด็ก บางประเทศเน้นความปลอดภัยออนไลน์ บางประเทศเน้นมาตรฐานโฆษณา บางประเทศเน้นให้แพลตฟอร์มช่วยลงทุนกลับคืนสู่อุตสาหกรรมในประเทศ
แต่แทบไม่มีใครพูดอย่างจริงจังว่า เมื่อบริการภาพและเสียงย้ายขึ้นอินเทอร์เน็ตแล้ว รัฐต้องถอยออกไปหมดโดยไม่มีบทบาทอะไรเลย
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ โลกไม่ได้เดินไปในทิศทาง การเอากฎทีวีแบบเดิมไปครอบทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตด้วย หลายประเทศพยายามแยกให้ออกว่า อะไรคือ “สื่อภาพและเสียง” อะไรคือ “แพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วไป” อะไรคือ “เนื้อหาที่ผู้ใช้โพสต์เอง” และอะไรคือ “หน้าที่ขั้นต่ำของแพลตฟอร์ม” ที่ควรต้องมี
ดังนั้น การถกเถียงของโลกวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “ควรกำกับ OTT หรือไม่ ?” เท่านั้น แต่เป็นคำถามว่า “จะกำกับ OTT แบบไหน จึงจะไม่ล้าหลังและไม่เกินเลย” มากกว่า

ถ้าจะสรุปให้เห็นภาพง่ายที่สุด การกำกับ OTT ในต่างประเทศ สามารถมองเป็น 5 ระดับ ไล่จากเบาไปหนักได้
ระดับแรก คือประเทศที่แทบไม่กำกับเนื้อหาออนไลน์โดยตรง
ตัวอย่างชัดคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่ง FCC ระบุเองว่า FCC does not regulate online content บทบาทหลักของหน่วยงานยังอยู่กับ broadcasting, cable, satellite และโครงข่ายสื่อสารมากกว่า โมเดลแบบนี้สะท้อนแนวคิดเสรีสูง และแยกโลกอินเทอร์เน็ตออกจากโลก broadcast ค่อนข้างชัด
ระดับที่สอง คือการกำกับแบบเน้นความปลอดภัยและความโปร่งใสของระบบมากกว่าการคุมเนื้อหาเป็นรายชิ้น
ที่ออสเตรเลียใช้กรอบ Basic Online Safety Expectations ภายใต้ Online Safety Act โดย eSafety สามารถกำหนดให้ผู้ให้บริการออนไลน์รายงานว่าตนดูแลผู้ใช้อย่างไร และคำสั่งให้รายงานเหล่านี้มีผลบังคับตามกฎหมาย
มีทั้งกลไกลงโทษและการเผยแพร่ข้อมูล เพื่อกดดันให้แพลตฟอร์มยกระดับมาตรฐานของตัวเองได้ จุดสำคัญของโมเดลนี้คือ รัฐไม่ได้เริ่มจากการถามว่า “คุณเป็นทีวีหรือไม่” แต่ถามว่า “คุณมีผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้อย่างไร” มากกว่า
ระดับที่สาม คือการกำกับแบบมีมาตรฐานเนื้อหาขั้นพื้นฐาน
แต่ไม่ถึงขั้นรัฐนั่งดูทุกเรื่องก่อนเผยแพร่ สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะ IMDA ระบุชัดว่าใช้แนวทาง co-regulatory กับอุตสาหกรรม และ ไม่ pre-vet รายการของผู้ให้บริการ VOD และ OTT ล่วงหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการก็ยังต้องอยู่ภายใต้ Content Code สำหรับ Over-the-Top, Video-on-Demand and Niche Services
นั่นแปลว่า รัฐยังวางกติกาอยู่ แต่ไม่ถึงขั้นทำตัวเป็นกองเซ็นเซอร์ประจำแพลตฟอร์มทุกเรื่องทุกตอน (อ้างอิง Infocomm Media Development Authority)
ระดับที่สี่ คือการกำกับ OTT ในฐานะบริการสื่อภาพและเสียงโดยแยกชั้นจากทีวีแบบเดิมอย่างชัดเจน
สหภาพยุโรปเดินมาไกลในทางนี้ผ่าน Audiovisual Media Services Directive หรือ AVMSD ซึ่งใช้หลัก technology-neutral กล่าวคือ ไม่สนว่าเนื้อหาจะมาทางทีวี อินเทอร์เน็ต เคเบิล หรือมือถือ
ถ้าเป็นบริการภาพและเสียง ก็สามารถอยู่ในกรอบกำกับได้ โดย AVMSD ครอบคลุมทั้ง traditional TV, on-demand services และ video-sharing platforms พร้อมแยกความเข้มของกฎระหว่างบริการแบบ linear กับ non-linear อย่างชัดเจน
จุดแข็งของยุโรปอยู่ตรงที่เขาไม่ได้พูดเพียงเรื่อง “ควบคุม” แต่พูดเรื่อง “ออกแบบสนามใหม่” ด้วย AVMSD วางหลักเรื่องการคุ้มครองเด็ก การห้ามปลุกปั่นความเกลียดชัง และการเข้าถึงของผู้พิการ หลักเกณฑ์เรื่องโฆษณาและการสื่อสารเชิงพาณิชย์ และยังส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผ่านข้อกำหนดให้บริการ on-demand ต้องมีผลงานยุโรปอย่างน้อย 30% ในแคตตาล็อก และต้องทำให้ผลงานเหล่านั้น “มองเห็นได้” จริง นี่คือการกำกับที่มอง OTT เป็นส่วนหนึ่งของระบบสื่อ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีปลายนิ้ว
ระดับที่ห้า คือการกำกับที่ไปไกลกว่ามาตรฐานเนื้อหาและความปลอดภัย
แต่ขยับไปสู่การทำให้แพลตฟอร์มต้อง “ช่วยแบกรับภาระ” ต่อระบบสื่อของประเทศด้วย แคนาดาเป็นกรณีชัดที่สุด เพราะภายใต้ Online Streaming Act และกระบวนการของ CRTC บริการสตรีมมิงออนไลน์บางกลุ่มต้องจ่าย 5% ของรายได้ในแคนาดา เพื่อสนับสนุนระบบกระจายเสียงของประเทศ
โดย CRTC ระบุว่าจะสร้างเงินใหม่ได้ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์แคนาดาต่อปี สำหรับเนื้อหาแคนาดา เนื้อหาภาษาฝรั่งเศส เนื้อหาชนพื้นเมือง และข่าวท้องถิ่นบางส่วน
นี่ไม่ใช่แค่การกำกับเนื้อหา แต่เป็นการกำกับเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของระบบสื่อเลยทีเดียว แต่ที่ทำให้แคนาดาน่าสนใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง 5% หากคือการวางเส้นแบ่งทางกฎหมายอย่างระมัดระวังด้วย Online Streaming Act เพิ่ม “online undertakings” เข้าไปในกฎหมายกระจายเสียง
แต่ในเวลาเดียวกันก็กำหนดไว้ชัดว่า โปรแกรมที่ผู้ใช้ทั่วไปอัปโหลดลง social media จะไม่อยู่ใต้กฎหมายนี้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขเฉพาะที่กฎหมายกำหนด เช่น มีรายได้ มีการเชื่อมโยงเชิงธุรกิจ หรือมีลักษณะที่ควรถูกดึงเข้ามาในกรอบกำกับ แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ แคนาดากำลังบอกว่า กำกับแพลตฟอร์มได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาก user-generated content ทั้งหมดเข้ามาเหมารวม
ถ้าขยับกลับมาที่สหราชอาณาจักร ก็จะเห็นอีกมุมหนึ่งของการปรับตัว อังกฤษเคยมีเกณฑ์กำกับ Video-Sharing Platforms หรือ VSP แยกต่างหาก แต่ OFCOM ระบุชัดว่า ตั้งแต่ 25 กรกฎาคม 2025 เกณฑ์ VSP เดิมถูกยกเลิก และบริการที่เคยอยู่ในระบบนั้นถูกย้ายเข้าสู่ Online Safety regime เต็มตัว
นี่เป็นสัญญาณสำคัญมากว่า รัฐไม่ได้ปล่อยมือจาก OTT แต่เปลี่ยนเครื่องมือกำกับจากกรอบทีวีและวิดีโอเดิม ไปสู่กรอบความปลอดภัยออนไลน์ที่กว้างและเหมาะกับสภาพบริการมากขึ้น

ถอดรหัสจากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นชัดว่าประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่มีแกนร่วมอยู่ 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือแทบไม่มีใครปล่อยให้แพลตฟอร์มภาพและเสียงขนาดใหญ่อยู่แบบไร้กติกาเลย เพราะทุกประเทศรู้แล้วว่า OTT ไม่ใช่เรื่องบันเทิงอย่างเดียว แต่มันคือโครงสร้างอำนาจใหม่ของสังคม
ใครคุมแพลตฟอร์ม ใครคุมอัลกอริทึม ใครคุมการมองเห็น และใครคุมตลาดโฆษณา คนนั้นย่อมมีอิทธิพลต่อประชาชนอย่างมหาศาล
เรื่องที่สอง คือแนวโน้มโลกไม่ได้ไปทาง “รัฐนั่งคุมทุกชิ้นเนื้อหา” แต่ไปทาง “ทำให้แพลตฟอร์มต้องมีหน้าที่” มากกว่า เช่น ต้องมีระบบร้องเรียน ต้องมีกลไกคุ้มครองเด็ก ต้องอธิบายความเสี่ยง ต้องมี transparency และในบางประเทศก็ต้องมีหน้าที่ต่อระบบสื่อของประเทศด้วย
นี่เป็นหัวใจสำคัญที่คนไทยควรทำความเข้าใจ เพราะถ้าเรายังเถียงกันอยู่ในกรอบเก่าว่า การกำกับต้องหมายถึงการเซ็นเซอร์ทุกอย่าง เราก็จะพลาดสาระของการกำกับแพลตฟอร์มยุคใหม่ไปทั้งหมด
เรื่องที่สาม คือประเทศที่เดินเรื่องนี้จริงมักระวังอย่างมากไม่ให้ลาก social media user content ทั้งหมดเข้ามาอยู่ใต้กฎหมายสื่อแบบเหมารวม
แคนาดาแยกเรื่องนี้ชัด สหรัฐฯ แยกออกค่อนข้างมาก ยุโรปเองก็ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตคือโทรทัศน์ แต่เลือกขยายกฎเฉพาะบางเรื่องไปยัง video-sharing platforms และบาง social media services ที่มีลักษณะเข้าข่าย
ดังนั้น ใครที่ได้ยินคำว่า “กำกับ OTT” แล้วรีบสรุปทันทีว่าจะกลายเป็นรัฐคุมอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ อาจกำลังใช้จินตนาการแทนข้อเท็จจริงมากเกินไป
บทเรียนสำคัญของตอนนี้จึงไม่ใช่การบอกว่า ไทยต้องลอกยุโรป หรือเลียนแบบแคนาดา หรือเดินตามอังกฤษทุกอย่าง เพราะแต่ละประเทศมีบริบทกฎหมาย การเมือง และวัฒนธรรมสื่อไม่เหมือนกัน
แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้มีอย่างน้อย 5 ข้อ
หนึ่ง โลกไม่ปล่อย OTT แบบไร้กติกาอีกแล้ว
สอง กติกายุคใหม่ไม่ได้เหมือนกติกาทีวีเก่า
สาม แพลตฟอร์มต้องมีหน้าที่ ไม่ใช่แค่สิทธิ
สี่ การคุ้มครองเด็ก ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของระบบ กลายเป็นหัวใจสำคัญของการกำกับ
ห้า การกำกับที่ฉลาดต้องแยกให้ออก ระหว่างบริการสื่อภาพและเสียง กับคอนเทนต์ของผู้ใช้ทั่วไป
โลกไม่ได้เถียงกันแล้วว่า OTT ควรอยู่ในกติกาหรือไม่ แต่โลกกำลังเถียงกันว่า ควรอยู่ในกติกาแบบไหน มากกว่า
และนี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าเรายังใช้ภาษาง่ายเกินไป เช่น “แพลตฟอร์มกำกับไม่ได้” หรือ “อินเทอร์เน็ตไม่ควรมีกติกา” เราจะเดินช้ากว่าโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ถ้าเราใช้วิธีคิดอีกขั้วหนึ่ง เช่น เอากฎทีวีเก่าไปครอบทุกอย่างบนมือถือ เราก็จะเดินผิดทิศไม่แพ้กัน
โจทย์ที่ยากจริง จึงไม่ใช่จะเลือก “เสรีทั้งหมด” หรือ “คุมทั้งหมด” แต่คือจะหาสมดุลให้เจอว่า แพลตฟอร์มที่มีอำนาจมากขึ้นทุกวัน ควรต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างไร โดยที่รัฐไม่กลายเป็นผู้คุมความคิดของประชาชนเสียเอง
ต่างประเทศให้คำตอบกับเราแล้วอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง คือ กำกับ OTT ได้ แต่ต้องกำกับให้แม่น ต้องกำกับให้พอดี และต้องกำกับให้ทันธรรมชาติของแพลตฟอร์มจริง ๆ

นี่คือบทเรียนใหญ่ของโลก และนี่ก็คือจุดตั้งต้นของคำถามในตอนต่อไปว่า เมื่อโลกส่วนใหญ่ไม่ได้ปล่อย OTT ให้โตแบบไร้กติกา แล้วประเทศไทย โดยเฉพาะ กสทช. ควรจะเดินไปทางไหน ? มีอำนาจแค่ไหน? ควรจะกำกับอะไร ? และเพราะอะไร ?
คำว่า “กำกับไม่ได้” อาจเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายต่ออนาคตของระบบสื่อไทยมากกว่าที่คิด อธิปไตยทางดิจิทัลของไทยกำลังจะสูญสิ้นไปแทบหมดแล้ว
อ่านข่าวและบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









