วันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2026 คณะนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ร่วมด้วยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรีดดิง (University of Reading) ประเทศอังกฤษ (ทั้งสองมหาวิทยาลัย) ตีพิมพ์รายงานในวารสาร PLOSH Biology ผลการวิจัยศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับ “การถนัดขวา” (right-handedness) ของคนส่วนใหญ่ทั่วโลก ชี้ว่า เป็นผลจากวิวัฒนาการใน 2 เรื่องใหญ่ของมนุษย์ คือ (1) การเดินตัวตรงด้วย 2 ขา และ (2) สมองที่ใหญ่ขึ้น
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ จะนำท่านผู้อ่านไปดูผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องการถนัดขวาของมนุษย์ว่า ได้ผลเป็นบทสรุป “สุดท้าย” สำหรับเรื่องการถนัดขวาของมนุษย์หรือยัง ? และบางเรื่องราวเกี่ยวกับการถนัดซ้าย-ถนัดขวาที่น่าสนใจ
“ความไม่ดี” ที่มากับ “การถนัดซ้าย”
โดยภาพรวม ตั้งแต่อดีตมา ก็เป็นที่ “ประจักษ์” ว่า คน (และสัตว์บางชนิด) ทั้งโลก มีทั้งคนถนัดขวา ถนัดซ้าย และถนัดทั้งขวาและซ้าย
ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่คนส่วนใหญ่ทั่วโลกถนัดขวา และในกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ทั้งในเรื่องของการดำรงชีวิต การทำงาน รวมไปถึงเรื่องการต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้ระดับใหญ่เป็นกลุ่ม เป็นกองทัพ บรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ ก็จะถูกออกแบบสำหรับนักสู้นักรบ ที่ถนัดขวา...
รวมไปถึงคาวบอยขี่ม้าและทหารม้า ล้วนยิงปืน จับอาวุธ ดาบ ขวาน หอก ด้วยมือขวา
โดยภาพรวมที่ปรากฏ “การถนัดซ้าย” จึงกลายเป็นเรื่องไม่ปรกติ หนักลงไป ก็เป็นเรื่องไม่ดี ไม่เป็นมงคล และหนักที่สุด ก็ถึงระดับเป็นความเชื่อว่า คนถนัดซ้ายเป็นคนบาป เป็นคนถูกพระเจ้าลงโทษให้เกิดมาเป็นคนถนัดซ้าย
เรื่องความไม่ดีไม่เป็นมงคลของการถนัดซ้าย ยิ่งถูก “ตอกตรึง” ด้วยวัฒนธรรมทางภาษา ที่มีอิทธิพลสูงในการถ่ายทอดความหมายต่อๆ กันมา คือ คำภาษาละตินโบราณแห่งจักรวรรดิโรมัน ที่เป็นรากเหง้าต้นทางของภาษาตะวันตกยุคใหม่หลายภาษาหลายประเทศ ดังเช่น ภาษาอังกฤษ ซึ่ง (ภาษาละตินโบราณ) มีความหมายตรงๆ เพียง ซ้าย, ขวา และ ขวา-ขวา มีความหมายจำเพาะไปถึง “สภาพความเชื่อ” เกี่ยวกับ คนถนัดซ้าย และคนถนัดขวา รวมไปถึงคนถนัดทั้งสองข้าง
กล่าวคือ คำภาษาละตินโบราณซึ่งมีความหมายตรงๆ เป็นเพียง “ซ้าย” หรือ “ด้านซ้าย” คือ sinister กลายมาเป็นภาษาอังกฤษ sinister มีความหมาย หรือแปลกันเป็น “คนบาป” “คนชั่วร้าย” “สิ่งเลวร้าย”
แล้วก็มีคำ dexter ซึ่งรากศัพท์ภาษาละติน มีความหมายเพียง “ขวา” หรือ “ด้านขวา” ก็กลายมาเป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายถึง “right” แปลว่า “ถูกต้อง” ที่คู่กับฝั่งตรงข้าม คือ “wrong” แปลว่า “ผิด” “ไม่ถูกต้อง”
ส่วน ambidexter ซึ่งรากศัพท์ภาษาละติน หมายถึง “ขวา-ขวา” หรือคนถนัดทั้งสองข้าง (เสมือนมีมือขวาสองข้าง) มักจะไม่เป็นที่สนใจกันนัก เพราะมีอยู่น้อย และไม่เป็นปัญหาให้ต้องถูกกล่าวถึงนัก
ภาษาจีนกับ “การถนัดข้าง”
สำหรับผู้เขียน ภาษาจีน เป็นภาษาที่มีเสน่ห์ น่าทึ่ง และยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาจีนแบบดั้งเดิม ที่มีประวัติยาวนานกว่า 3,000 ปี จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1955 จึงมีการประกาศ (โดยรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์) ให้ใช้ภาษาจีนแบบใหม่ (เรียกเป็น simplified chinese : ภาษาจีนแบบง่ายหรือภาษาจีนแบบย่อ) อย่างเป็นทางการ
และอย่างน่าสนใจ การปรับเปลี่ยนภาษาจีนให้เป็นแบบใหม่ ก็เป็นเสมือนกับชะตากรรมของ “คนถนัดซ้าย” ในประเทศจีนไปด้วย เพราะภาษาจีนแบบเก่า เป็นแบบที่ “เอื้อ” ต่อคนถนัดซ้าย มากกว่าคนถนัดขวา
ผู้เขียนเองในสมัยเป็นเด็ก มีโอกาสได้เรียนภาษาจีน และจึงได้รับรู้ทั้งเรื่องของภาษาจีนแบบดั้งเดิมกับแบบใหม่ แต่ที่ฝึกเขียน-อ่าน-จริงๆ ก็เป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิม
อย่างเร็วๆ โดยภาพรวม ภาษาจีน...ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ เป็นภาษาที่เสมือนกับ “ภาษาภาพ” แต่ละตัวอักษรหรือคำเป็นภาพจำลองกับของจริงในธรรมชาติ...
เช่น ภาษาจีนสำหรับดวงอาทิตย์ ก็เป็นภาพคำประกอบด้วยขีดและเส้น เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแนวตั้ง มีเส้นหนึ่งเส้นในแนวนอน อยู่ตรงกลางในกรอบ จำลองภาพของดวงอาทิตย์ คำภาษาจีนสำหรับดวงจันทร์ ก็เป็นภาพจำลองคล้ายจำลองดวงอาทิตย์ แต่จำลองให้มีลักษณะคล้ายดวงจันทร์มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงใหญ่ของภาษาจีนแบบใหม่กับแบบดั้งเดิมที่สำคัญ คือ
*มีตัวอักษรที่จำเป็นจริงๆ น้อยลง สามารถเรียนรู้ในการอ่านและเขียนง่ายขึ้น จากแบบเก่าที่มีกว่า 50,000 ตัวอักษร มาเป็นแบบย่อประมาณ 2,500-3,000 ตัวอักษร
*การเปลี่ยนระบบการเขียนภาษาจีนจากแบบเดิม ที่เขียนจากขวาไปซ้าย บนหน้ากระดาษ มาเป็นจากซ้ายไปขวา แบบภาษาอังกฤษและภาษาไทย และเปลี่ยนการเขียนตัวอักษรเป็นแนวตั้ง ให้เรียงจากขวาไปซ้าย มาเป็นแบบจากซ้ายไปขวา
การเขียนภาษาจีนแบบเดิม จึงเอื้อต่อคนถนัดซ้าย มากกว่าคนถนัดขวา เพราะจะเห็นตัวอักษรที่เขียนมาก่อน และฝ่ามือจับเครื่องเขียน ไม่ “เลอะหมึก” สำหรับการเขียนภาษาจีนก่อนมีปากกาหมึกซึม
*เหตุผลใหญ่ของทางการจีนในการเปลี่ยนรูปแบบการเขียน ก็เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ยุคใหม่ ซึ่งแท่นพิมพ์จากตะวันตก ถูกออกแบบสำหรับการพิมพ์แบบจากซ้ายไปขวา รวมไปถึงเทคโนโลยียุคใหม่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ถูกออกแบบให้เอื้อต่อคนถนัดขวา
การวิจัยล่าสุด : วิธีการ
ผลงานการวิจัยล่าสุด เป็นของคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด 2 คน คือ โทมัส เอ. พุสเชล (Thomas A. Puschel) และราเชล เอ็ม. เฮอร์วิตซ์ (Rachel M. Hurwitz) ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรีดดิง คือ คริส เวนดิตติ (Chris Venditti)
สำหรับวิธีการของคณะวิจัยล่าสุด ขั้นต้นตั้งสมมติฐานว่า สาเหตุของการที่มนุษย์ส่วนใหญ่ถนัดขวา น่าจะเป็นผลจากวิวัฒนาการของมนุษย์ ตั้งแต่บรรพบุรุษแรกเริ่มถึงล่าสุด คือ มนุษย์ยุคปัจจุบัน โฮโมเซเปียนส์
คณะวิจัยจึงออกแบบวิธีการวิจัย โดยมีกระบวนการและตัวอย่างการศึกษาใหญ่ๆ คือ
*ศึกษาข้อมูลเชิงวิวัฒนาการของทั้งมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มมา ถึงโฮโมเซเปียนส์ และของสัตว์คล้ายมนุษย์มากที่สุด คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมไพรเมต (primate) ทั้งลิงเล็กจำพวก monkey (มีหาง) และลิงใหญ่จำพวกเอป (ape) ไม่มีหาง
*ตัวอย่างจำเพาะสำหรับการศึกษา คือ ข้อมูลของลิงเล็กและลิงใหญ่จำนวน 2,025 ตัว รวม 41 สปีชีส์
*เป้าหมายของการศึกษาตัวอย่าง ใหญ่ๆ คือ :
- อุปกรณ์เครื่องมือที่ตัวอย่างใช้
- อาหาร
- ที่อยู่อาศัย
- ขนาดของร่างกาย
- ขนาดของสมอง
- รูปแบบของการเคลื่อนไหว
*เผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคใหม่ ดังเช่น
- โฮโมเออร์แกสเตอร์ (Homo ercaster)
- โฮโมอิเร็กตัส (Homo erectus)
- นีแอนเดอร์ทัลส์ (Neanderthals)
*สายพันธุ์มนุษย์โฮโมฟลอเรซิเอนซิส (Homo floresiensis) หรือมนุษย์ฟลอเรสหรือ “ฮอบบิต” (Hobbit) เผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณ มีขนาดเล็ก สูงเพียงประมาณ 106 เซนติเมตร น้ำหนัก 30 กิโลกรัม พบเป็นโครงกระดูกอยู่เฉพาะบนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย มีชีวิตอยู่ระหว่างประมาณ 100,000-50,000 ปีก่อน ชื่อ Hobbit เรียกตามชนเผ่า Hobbit ในนิยายแฟนตาซี The Lord Of The Rings ของ J.R.R. Tolkien
จากข้อมูลทั้งหมด คณะวิจัยก็ใช้วิธีการเชิงสถิติ คือ Bayesian statistics (สถิติเบย์เซียน) สร้างแบบจำลองเบย์เซียน (Bayesian modeling) เพื่อหา “ความน่าจะเป็น” ของประเด็นหรือโจทย์ที่ต้องการ ซึ่งก็คือคำตอบสำหรับคำถาม “ทำไมมนุษย์ส่วนใหญ่จึงถนัดขวา ?”
อย่างเร็วๆ สถิติเบย์เซียน มาจากทฤษฎีของเบส์ (Bayes Theorem) ซึ่งมาจากต้นทางความคิดของ โทมัส เบส์ (Thomas Bayes : ค.ศ. 1701-1761) นักบวชและนักสถิติศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นสถิติพยากรณ์ “ความน่าจะเป็น” ที่มีเหตุปัจจัยซับซ้อน เป็นวิธีการที่ อะแลน ทัวริง (Alan Turing : ค.ศ. 1912-1954) ใช้ในการถอดรหัสลับของเยอรมันนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง
ในปัจจุบัน ทฤษฎีของเบส์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง สำหรับการประยุกต์ใช้กับโจทย์ที่ซับซ้อน แต่ก็มีการวิพากษ์อย่างกว้างขวางเช่นกัน เพราะ “ความน่าจะเป็น” ที่ซับซ้อนและเปิดช่องสำหรับการวิพากษ์ผลจากทฤษฎีของเบส์
ผลจากการวิจัยล่าสุด
คณะวิจัยตั้งชื่อรายงานผลการวิจัยที่ลงตีพิมพ์ว่า “Bipedalism and brain expansion explain human handedness” (“การเดินสองขาและการขยายใหญ่ขึ้นของสมอง อธิบายการถนัดข้างของมนุษย์”)
โดยภาพรวม ข้อสรุปผลการวิจัยในขั้นต้น เฉพาะจากหลักฐานทางวิวัฒนาการ ยังไม่พบสาเหตุการที่มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ส่วนใหญ่เกือบ 90% ถนัดขวาที่ชัดเจน
กล่าวคือ ในเชิงวิวัฒนาการเกี่ยวกับเรื่องการถนัดขวา ดูจะไม่มีเหตุปัจจัยนำมาสู่การถนัดขวาของมนุษย์ยุคใหม่ที่ชัดเจน
แต่เมื่อคณะวิจัยเพิ่ม 2 ปัจจัยที่เป็นลักษณะจำเพาะเด่นชัดของมนุษย์ยุคใหม่ คือ (1) การเดินตรงด้วย 2 ขา และ (2) สมองที่ใหญ่ขึ้น เพื่อดูว่า จะมีผลต่อเรื่องการถนัดขวาของมนุษย์ยุคใหม่หรือไม่ ?
วิธีการสำหรับปัจจัยการเดินด้วย 2 ขา คณะวิจัยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความยาวของขาและแขนของมนุษย์โบราณ ตั้งแต่รุ่นแรกๆ ถึงปัจจุบัน โดยมีเหตุผลที่มา คือ เมื่อมนุษย์เปลี่ยนจากการเดินเสมือนกับ 4 ขา (ใช้ทั้งขาและมือในการเดินการเคลื่อนไหว) ซึ่งเป็นสภาพของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ที่ใช้ชีวิตคล้ายลิง อยู่กับต้นไม้ ต้องมีการปีนป่าย...
แต่ต่อมา เมื่อมนุษย์เปลี่ยนจากการปีนป่ายต้นไม้ มาเป็นการเดินบนพื้นฐาน ก็มีผลคือ ทำให้มนุษย์เสมือนกับได้มือที่เป็นอิสระในการ “ทำ” เรื่องต่างๆ แทนที่จะต้องใช้มือช่วย ในการปีนต้นไม้
ผลต่อมา จึงเป็นว่า มนุษย์รุ่นต่อๆ มาจึงมีแขนสั้นลง
สำหรับเรื่องสมอง ก็เป็นหลักฐานทางวิวัฒนาการว่า มนุษย์รุ่นต่อๆ มา มีขนาดศีรษะที่ใหญ่ขึ้น คือ สมองใหญ่ขึ้น
แล้วอย่างไรต่อ ?
คณะวิจัยพบว่า หลังการป้อน 2 ปัจจัยใหม่เข้าไป คือ การเดินตัวตรงด้วย 2 ขา และสมองที่ใหญ่ขึ้น ผลจากการวิเคราะห์ “ความน่าจะเป็น” ของสถิติเบย์เซียน ก็พบว่าปัจจัยใหม่ทั้งสองปัจจัย มีผลทำให้เกิดการ “ถนัดขวา” ของมนุษย์ขึ้นมาจริง
จากผลการวิจัย ซึ่งเป้าหมายใหญ่ คือ การค้นหาสาเหตุที่มาการที่คนส่วนใหญ่เกือบ 90% ถนัดขวา คณะวิจัยเชื่อว่า ได้คำตอบ “ที่น่าจะเป็น” มากที่สุดแล้ว คือ เป็นผลจาก 2 ปัจจัยใหญ่ คือ การเดินตัวตรง 2 ขา และสมองที่ใหญ่ขึ้นของมนุษย์
แล้วผลการวิจัยบอกอะไรได้อีก ?
คณะวิจัยชี้ว่า ผลการวิจัยและข้อมูลเชิงวิวัฒนาการ ไม่มีคำตอบชัดเจนสำหรับเรื่องการถนัดขวาหรือไม่ ของมนุษย์ยุคก่อนโฮโมเซเปียนส์
แต่ก็ชี้ว่า การถนัดขวาน่าจะเป็น “ปรากฏการณ์ที่ใช้เวลายาวนาน ในแบบของวิวัฒนาการจริงๆ” แต่จะยาวนานแค่ไหน เกิดกับมนุษย์ยุคก่อนโฮโมเซเปียนส์แค่ไหน ก็เป็นประเด็นที่ควรจะศึกษากันต่อ
แล้วก็มีความคิดเห็นจากคณะวิจัยสำหรับกรณีของมนุษย์ฟลอเรนส์หรือ “ฮอบบิต” ที่สูญพันธุ์ไปแล้วว่า น่าจะยังไม่แสดงความเป็นมนุษย์ถนัดขวานัก...
เพราะสภาพแวดล้อมที่เป็นเกาะ เป็นต้นไม้แล้วก็ขนาดของร่างกายและสมองที่เล็ก
บทสรุปรวบยอดและคำถามที่ยังรอคำตอบต่อ !
ผลการวิจัยศึกษาล่าสุดนี้ เป็นบทสรุป “สุดท้าย” สำหรับเรื่องการถนัดขวาของมนุษย์ยุคใหม่หรือยัง ?
คำตอบคือ “น่าจะยัง” เพราะเป็นบทสรุปที่มาจากข้อมูลจริง (ทางวิวัฒนาการ) และจากการคาดการณ์เชิงสถิติ “ความน่าจะเป็น” ของสถิติเบย์เซียน ซึ่งก็มิใช่นักวิจัยทุกคนจะเห็นด้วยกับบทสรุปจากสถิติเบย์เซียน...
แล้วคณะวิจัยเอง ก็ยังมีประเด็นที่เสนอให้มีการศึกษาวิจัยต่อ 2 เรื่อง สรุปอย่างสั้นๆ คือ
หนึ่ง : ทำไมจึงยังมี “คนถนัดซ้าย” อยู่อีก ในโลกที่ทั้งวิวัฒนาการและวัฒนธรรมส่งเสริมการถนัดขวา ?
สอง : การศึกษาเรื่องการถนัดข้างที่มีอยู่กับสัตว์ ดังเช่น นกแก้วและจิงโจ้ จะช่วยไขความกระจ่างสำหรับบทบาทของวิวัฒนาการที่สัตว์โลกต่างสปีชีส์มีร่วมกันได้หรือไม่ ?
ผู้เขียนเป็นคนถนัดขวา มีหรือรู้จักกับเพื่อนไม่กี่คน (ตั้งแต่เด็กมา) ที่ถนัดซ้าย และเพื่อนที่ถนัดซ้ายทุกคน จำได้ว่าเขียนหนังสือ...คือมีลายมือ...สวยมาก
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ มีเพื่อนที่ถนัดซ้ายบ้างไหมครับ ? และเพื่อนที่ถนัดซ้าย (ถ้ามี) เขียนหนังสือสวยไหมครับ ? หรือมี “ความสามารถเด่นพิเศษ” อะไรบ้างครับ ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









