เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ไปลองค้นหาว่า ในโลกที่มีแต่มูลค่าทางเศรษฐกิจ เคยมีใครประเมินมูลค่าของธรรมชาติอย่างจริงจังไหม
Robert Costanza เป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดของโลก และเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Natural Capital (ทุนธรรมชาติ) และ Ecosystem Services (บริการจากระบบนิเวศ)
ในปี 1997 เขาและคณะตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ The Value of the World’s Ecosystem Services and Natural Capital ในวารสาร Nature ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในโลก
งานนี้พยายามตอบคำถามว่า
“ถ้าธรรมชาติให้บริการแก่มนุษย์ฟรี ๆ แล้วบริการเหล่านั้นมีมูลค่าเท่าไร?”
ได้ใช้เวลาศึกษามูลค่ารวมของธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก โดยมีตัวเลขดังนี้
มูลค่ารวมที่ Costanza คำนวณในปี 1997
ระบบนิเวศ มูลค่ารวมต่อปี
- มหาสมุทร 8.4 ล้านล้านดอลลาร์
- พื้นที่ชายฝั่ง 12.6 ล้านล้านดอลลาร์
- ป่าไม้ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์
- พื้นที่ชุ่มน้ำ 4.9 ล้านล้านดอลลาร์
- ทุ่งหญ้า 0.9 ล้านล้านดอลลาร์
- พื้นที่เกษตร 0.9 ล้านล้านดอลลาร์
รวมประมาณ 33 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และ ในความเป็นจริง นักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังมองว่าตัวเลข 33 ล้านล้านดอลลาร์ของ Costanza เป็นการประเมินค่อนข้าง “ต่ำ” เพราะยังไม่ได้รวมผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสี่ยงระยะยาวอีกหลายด้าน ทำให้การประเมินสมัยใหม่มักได้ตัวเลขรวมสูงกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับบริการจากระบบนิเวศทั่วโลก
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ปัจจุบัน GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกอยู่ที่ประมาณ 115 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขมูลค่าทางธรรมชาติประมาณ 100 ล้านล้านดอลลาร์
มนุษยชาติกำลังสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจในแต่ละปี มีขนาดใกล้เคียงกับมูลค่าสินทรัพย์ธรรมชาติทั้งโลกที่ถูกประเมินไว้
การประเมินมูลค่าของธรรมชาติ ไม่ได้วัดในมิติเดียว แต่วัดจากหลากหลายประโยชน์ที่ได้จากธรรมชาติ อาทิ มูลค่าของป่า ไม่ได้มีแค่ไม้ที่ตัดขายได้ แต่รวมถึงดูดซับคาร์บอน กักเก็บน้ำ ป้องกันน้ำท่วม ลดการพังทลายของดิน เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
เช่น ป่าฝนอเมซอน ถูกประเมินว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ หากคิดรวมบริการระบบนิเวศทั้งหมด
แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจคือ พื้นที่ชุ่มน้ำ wetland มีมูลค่าสูงกว่าป่าฝน เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน อาทิ กรองน้ำ กักเก็บคาร์บอน เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ลดน้ำท่วม
ในเชิงเศรษฐกิจจึงมี “ผลประโยชน์ต่อพื้นที่” สูงมาก
ในขณะที่มูลค่าของทะเลรวมถึง ประมง การท่องเที่ยว การป้องกันชายฝั่งจากคลื่นและพายุ การดูดซับคาร์บอนของมหาสมุทร และความหลากหลายทางชีวภาพ
แนวปะการังอาจมีพื้นที่น้อย แต่มีมูลค่าต่อพื้นที่สูงมาก ถ้าคิดเป็นตารางกิโลเมตร แนวปะการังเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหนาแน่นที่สุดในโลก
สำหรับประเทศไทยหากใช้แนวคิดเดียวกัน อ่าวไทย อาจมีมูลค่ามหาศาลจากประมง การดูดซับคาร์บอน และการป้องกันชายฝั่ง ทะเลอันดามัน มีมูลค่าสูงจากแนวปะการังและการท่องเที่ยว ป่าชายเลน น่าจะเป็นสินทรัพย์ธรรมชาติที่มีมูลค่าต่อไร่สูงที่สุดประเภทหนึ่ง เพราะให้ทั้งบริการประมงและป้องกันคลื่นพายุ
หันกลับมาดูที่แลนบริดจ์ น่าจะให้นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมลองประเมินก่อนไหมว่า ธรรมชาติที่จะถูกทำลายทั้งป่า ทะเล ปะการัง ป่าชายเลนจากโครงการนี้ มีมูลค่าแท้จริงเท่าไร ?
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









