การที่สภาองค์กรของผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเตรียมฟ้อง Meta เจ้าของ Facebook ไม่ควรถูกมองเป็นแค่ “คดีผู้บริโภค” ธรรมดา แต่นี่คือคดีที่สะท้อนความล้มเหลวของรัฐไทยในการปกป้องประชาชนจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า Meta ต้องรับผิดชอบหรือไม่ แต่ต้องถามให้ตรงกว่านั้นว่า เหตุใดภาระการฟ้องแพลตฟอร์มระดับโลกจึงตกอยู่กับสภาองค์กรของผู้บริโภคและเอ็นจีโอ ทำไมรัฐบาลไทยไม่ฟ้องเอง
ข้อมูลของสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ตั้งแต่ปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับ หรือได้รับสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา รวมทั้งหมด 6,164 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นความเสียหายที่มาจากแพลตฟอร์ม Facebook ถึง 3,793 เรื่อง
เรื่องร้องเรียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ซื้อของแล้วไม่ได้ของ แต่ครอบคลุมตั้งแต่สั่งสินค้าแล้วสูญเงิน จ่ายเงินลงทุนแล้วเสียหาย ถูกแอบอ้างชื่อและรูปไปเปิดเพจปลอม ไปจนถึงเพจที่ตั้งใจเปิดมาเพื่อหลอกขายของโดยเฉพาะ และที่สำคัญคือ ผู้เสียหายจำนวนมากไม่สามารถติดตามผู้รับผิดชอบได้
นางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า ผู้บริโภคไทยถูกทำให้กลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานความเสียหาย คนหนึ่งถูกหลอกเงินเก็บทั้งชีวิต อีกคนถูกหลอกจนต้องเป็นหนี้ แต่แพลตฟอร์มยังเก็บค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าทุกวินาที
นี่คือประโยคที่ควรเขย่ารัฐบาลไทยให้ตื่น เพราะถ้าแพลตฟอร์มยังมีรายได้จากโฆษณา ในขณะที่ผู้บริโภคต้องสูญเงิน สูญชื่อเสียง สูญความมั่นคงในชีวิต คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ามิจฉาชีพอยู่ที่ไหน แต่ต้องถามว่า ใครปล่อยให้มิจฉาชีพซื้อพื้นที่โฆษณา ใครอนุมัติให้โฆษณาเหล่านั้นเข้าถึงเหยื่อ และใครได้ประโยชน์จากระบบที่กลายเป็นทางผ่านของการโกง
นางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค (ภาพจากแฟ้มข่าว)
สภาองค์กรของผู้บริโภคยังชี้ข้อกล่าวหาสำคัญหลายประเด็น หนึ่งคือ Facebook ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายเกลื่อนแพลตฟอร์ม ทั้งโฆษณาหลอกลงทุน แอปแอบอ้างบุคคลสำคัญ ดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวในรูปแบบโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน
สอง Facebook Marketplace และระบบเพจกลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าเถื่อนและอาวุธ ตั้งแต่สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยา อาหารเสริมไม่ได้มาตรฐาน สินค้าอันตราย ไปจนถึงอาวุธ สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหาและสินค้าในแพลตฟอร์ม
สาม อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือพาเหยื่อไปสู่ความเสียหายหรือไม่ เพราะระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้สามารถป้อนโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ผู้สนใจการลงทุนก็ถูกป้อนโฆษณาลงทุน ผู้สนใจสุขภาพก็ถูกป้อนโฆษณาอาหารเสริมหรือยาที่อาจไม่ได้มาตรฐาน ผู้บริโภคที่เริ่มสนใจสินค้าใดสินค้าหนึ่งก็อาจถูกไล่ตามด้วยโฆษณาหลอกลวงซ้ำ ๆ จนหลงเชื่อ
นี่ไม่ใช่ความผิดของมิจฉาชีพรายบุคคลเท่านั้น แต่เป็นคำถามต่อระบบธุรกิจของแพลตฟอร์มโดยตรง
ถ้า Facebook รับเงินค่าโฆษณาได้ ก็ต้องถูกถามว่า ตรวจสอบผู้ซื้อโฆษณาอย่างไร
ถ้ามีระบบอนุมัติโฆษณา ก็ต้องถูกถามว่า โฆษณาหลอกลวงผ่านเข้ามาได้อย่างไร
ถ้ามีอัลกอริทึมเจาะกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ ก็ต้องถามว่าเหตุใดมิจฉาชีพจึงใช้ระบบเดียวกันนี้เข้าถึงเหยื่อได้อย่างง่ายดาย
ตัวเลขอาชญากรรมออนไลน์ช่วงต้นปี 2569 ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เสียหายรายบุคคลหรือองค์กรผู้บริโภคเพียงลำพัง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยสถิติ 4 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 เมษายน มีคดีอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี ความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท
เฉลี่ยแล้วคนไทยถูกหลอกผ่านช่องทางออนไลน์วันละประมาณ 1,000 คดี เงินประชาชนไหลออกจากกระเป๋าไปสู่เครือข่ายมิจฉาชีพวันละกว่า 60 ล้านบาท เฉพาะวันที่ 4 มิถุนายน 2569 วันเดียว มีคดีรับแจ้ง 777 เคส ความเสียหาย 12.33 ล้านบาท
โดยแพลตฟอร์มที่ถูกใช้หลอกมากที่สุดคือ Facebook 429 เคส มากกว่า LINE, TikTok, Instagram และช่องทางอื่น ๆ อย่างชัดเจน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์
ตัวเลขเหล่านี้ควรทำให้รัฐบาลไทยสะดุ้ง เพราะ Facebook ไม่ใช่เพียงช่องทางหนึ่งของการหลอกลวงออนไลน์ แต่เป็นประตูหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อจำนวนมาก ผ่านเพจปลอม โฆษณาปลอม ร้านค้าปลอม การแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียง หลอกลงทุน หลอกจ้างงาน หลอกขายสินค้า แล้วลากเหยื่อไปคุยต่อใน LINE หรือ Telegram ก่อนรีดเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก
เมื่อประชาชนถูกหลอกทุกวัน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ามิจฉาชีพคือใคร แต่ต้องถามว่า รัฐไทยหายไปไหน ทำไมรัฐบาลยังทำตัวเหมือนเป็นเพียงผู้ประสานงานระหว่างประชาชนกับแพลตฟอร์ม
ทำไมกระทรวงดิจิทัลฯ ยังใช้สูตรเดิม เรียกผู้บริหารแพลตฟอร์มมาคุย ขอความร่วมมือ ขอให้ช่วยลบ ขอให้ช่วยปิดเพจ ขอให้ช่วยตรวจสอบ
การขอความร่วมมือไม่ผิด หากเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถ้าขอความร่วมมือมาแล้วหลายปี ประชาชนยังถูกหลอกวันละหลายร้อยถึงหลักพันคดี นั่นไม่ใช่ความร่วมมือแล้ว แต่มันคือความอ่อนแอของรัฐ
พูดให้แรงกว่านั้น รัฐไทยกำลังเกรงใจแพลตฟอร์มมากกว่าปกป้องประชาชนของตัวเองหรือไม่
วันนี้ตำรวจถูกบังคับให้วิ่งไล่จับปลายเหตุ รับแจ้งคดี อายัดบัญชีม้า ตามเส้นทางเงิน ปิดเพจปลอม ประสานแพลตฟอร์ม ตอบคำถามผู้เสียหาย ขณะที่ระบบหลอกลวงเกิดใหม่เร็วกว่าเครื่องมือรัฐหลายเท่า
นี่ไม่ต่างจากบ้านที่น้ำท่วมทุกวัน แต่รัฐสั่งให้ตำรวจถือถังตักน้ำออก โดยไม่ยอมปิดท่อที่รั่ว
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ Meta ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือรัฐไทยไม่มีเขี้ยวเล็บพอจะกำกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ การถกเถียงเรื่องกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่
กสทช.พูดเรื่องนี้มาอย่างน้อย 5 ปี แต่อุตสาหกรรมสื่อไทยยังถูกแพลตฟอร์มต่างชาติบีบ ขณะที่ผู้บริโภคยังถูกทิ้งให้เผชิญความเสี่ยง
กสทช.ยังไม่สร้างกรอบกำกับที่มีผลจริง
กระทรวงดิจิทัลฯ ยังพึ่งกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ล้าสมัยต่อปัญหาใหม่
ส่วนกฎหมายแพลตฟอร์มของ ETDA แม้ทำให้ผู้ให้บริการต้องเข้ามาจดแจ้ง แต่ก็ยังหนักไปทางลงทะเบียนให้รัฐรู้จัก มากกว่าจะเป็นเครื่องมือบังคับ ลงโทษ หรือสั่งให้แพลตฟอร์มเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง
การจดแจ้งไม่ใช่การกำกับ การขอข้อมูลไม่ใช่การลงโทษ การเรียกมาคุยไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมาย และการขอความร่วมมือซ้ำ ๆ ไม่ใช่นโยบายสาธารณะที่ปกป้องประชาชนได้จริง
ลองดูต่างประเทศแล้วจะเห็นความแตกต่างชัดเจน สหรัฐอเมริกาไม่ได้ขอความร่วมมือจาก Facebook หลังคดี Cambridge Analytica แต่ FTC หรือคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลาง เป็นผู้ดำเนินคดีเอง
ผลคือ Facebook ต้องจ่ายค่าปรับ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 180,000 ล้านบาท พร้อมถูกบังคับให้ปรับโครงสร้างระบบกำกับความเป็นส่วนตัวภายในบริษัท
รัฐเท็กซัสก็ไม่ได้เชิญ Meta มานั่งคุยเฉย ๆ แต่อัยการสูงสุดของรัฐฟ้อง Meta เรื่องการเก็บและใช้ข้อมูลชีวมิติจากระบบจดจำใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม
คดีต่อสู้กันประมาณสองปี ก่อน Meta ยอมความ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 50,000 ล้านบาท
ยุโรปใช้ GDPR และหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของไอร์แลนด์ดำเนินการกับ Meta กรณีโอนข้อมูลผู้ใช้ Facebook ในยุโรปไปยังสหรัฐฯ โดยไม่มีหลักประกันเพียงพอ
ผลคือ Meta ถูกปรับ 1,200 ล้านยูโร พร้อมคำสั่งให้ปรับวิธีการโอนข้อมูล
ออสเตรเลียใช้หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของรัฐดำเนินคดีกรณี Cambridge Analytica ก่อน Meta ยอมจ่าย 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
บทเรียนชัดมาก รัฐที่เอาจริงไม่ทำตัวเป็นเพียงคนกลาง ไม่ปล่อยให้ประชาชนสู้เอง ไม่รอให้แพลตฟอร์มเมตตา แต่ใช้กฎหมาย ใช้อัยการ ใช้หน่วยงานกำกับ ใช้ค่าปรับ ใช้คำสั่งบังคับ และใช้คดีฟ้องร้องเป็นเครื่องมือบังคับให้แพลตฟอร์มรับผิด
ต่างประเทศเลิกขอความร่วมมือแล้วเข้าสู่ยุคบังคับให้รับผิด แต่ไทยยังวนอยู่ในพิธีกรรมเดิม เรียกมาคุย
ขอให้ลบ
ขอให้ปิด
ขอให้ตรวจสอบ
ขอให้ร่วมมือ
แล้วประชาชนก็ถูกหลอกต่อไป
คำถามจึงต้องส่งตรงถึงรัฐบาลไทยและนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเรียก Meta มาขอความร่วมมืออีกกี่รอบ
จะปล่อยให้ตำรวจวิ่งไล่ปลายเหตุอีกกี่คดี
จะปล่อยให้ประชาชนถูกหลอกอีกกี่วัน
และจะปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเก็บรายได้จากตลาดไทย โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของคนไทยอีกนานแค่ไหน
รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานทางกฎหมายเพื่อพิจารณาฟ้อง Meta โดยตรง ใช้ทั้งกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายโฆษณา กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกค่าเสียหาย บังคับเปิดเผยข้อมูลผู้ลงโฆษณาความเสี่ยงสูง กำหนดเวลาระงับโฆษณาหลอกลวง และตั้งกลไกเยียวยาผู้เสียหาย
พร้อมกันนั้นต้องปฏิรูปกฎหมายกำกับแพลตฟอร์มทั้งระบบ กสทช.ต้องเลิกถกเรื่อง OTT แบบไม่มีปลายทาง กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องเลิกซ่อนอยู่หลังกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ไม่ทันโลก ETDA ต้องมีอำนาจมากกว่าการรับจดแจ้ง และรัฐบาลต้องกล้าสร้างกติกาใหม่ที่ทำให้แพลตฟอร์มข้ามชาติต้องรับผิดชอบต่อผู้ใช้ในไทยจริง ๆ
ปัญหาใหญ่ที่สุดวันนี้ไม่ใช่แค่ Meta ไม่รับผิดชอบ แต่คือรัฐไทยยังไม่ทำหน้าที่ของรัฐให้สมบูรณ์ รัฐที่ดีไม่ควรปล่อยให้ประชาชนถูกหลอกทุกวัน แล้วค่อยตามเก็บซากความเสียหาย ไม่ควรปล่อยให้ตำรวจรับคดีจนล้นมือ แต่ไม่กล้าจัดการต้นทาง และไม่ควรปล่อยให้องค์กรผู้บริโภคต้องลุกขึ้นสู้กับยักษ์ใหญ่ข้ามชาติแทนรัฐบาล
ถ้า Meta ไม่รับผิดชอบ รัฐบาลไทยต้องฟ้อง และถ้ารัฐบาลไทยยังไม่ฟ้อง ก็ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า เหตุใดประเทศอื่นกล้าใช้อำนาจรัฐปกป้องพลเมืองของเขา แต่ประเทศไทยยังปล่อยให้คนไทยถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีกบนแพลตฟอร์มเดิม ๆ
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









