"โพลสินบน" เมื่อรัฐไม่ยอมส่องกระจก แต่หันไปฟ้องกระจกว่าโกหก


คอลัมน์พิเศษ

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Thai PBS
แชร์

"โพลสินบน" เมื่อรัฐไม่ยอมส่องกระจก แต่หันไปฟ้องกระจกว่าโกหก

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3970

"โพลสินบน" เมื่อรัฐไม่ยอมส่องกระจก แต่หันไปฟ้องกระจกว่าโกหก
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

สิ่งที่เคยอยู่ใต้โต๊ะ ถูกยกขึ้นมาวางบนโต๊ะ และรัฐไทยต้องเลือกว่าจะตรวจโรค หรือจะด่าเครื่องมือวัดไข้

ผลโพลสินบนภาครัฐของ กกร. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไม่ใช่แค่ผลสำรวจธรรมดา แต่เป็นเสียงระฆังดังกลางห้องประชุมราชการไทย เสียงดังพอให้หลายหน่วยงานสะดุ้ง ดังพอให้ผู้มีอำนาจต้องรีบออกมาแถลง และดังพอให้สังคมเห็นว่า ปัญหาสินบนที่คนทำธุรกิจพูดกันมานาน ไม่ได้เป็นแค่เสียงบ่นหลังไมค์อีกต่อไป

ผลโพลสินบนภาครัฐของ กกร. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (อัปเดต พ.ค.69)

ผลโพลสินบนภาครัฐของ กกร. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (อัปเดต พ.ค.69)

ความสำคัญของโพลครั้งนี้อยู่ตรงที่ ภาคเอกชนไม่ได้พูดลอย ๆ ว่า “คอร์รัปชันมีอยู่ทั่วไป” เหมือนที่ผ่านมา แต่กล้าระบุชื่อหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจนว่า หน่วยงานใดถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงในการเรียกรับสินบน นี่คือเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย

เพราะโดยปกติ ภาคเอกชนไทยรู้ดีว่า การพูดเรื่องสินบนกับหน่วยงานรัฐคือการเดินบนเชือกเส้นบาง ๆ พูดเบาไปก็ไม่มีใครฟัง พูดแรงไปก็อาจถูกเพ่งเล็ง พูดชื่อหน่วยงานก็อาจกระทบธุรกิจในวันข้างหน้า เพราะคนทำธุรกิจยังต้องกลับไปขอใบอนุญาต ต่ออายุเอกสาร ผ่านด่าน ตรวจโรงงาน ขออนุมัติโครงการ และติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐชุดเดิม

ดังนั้น การที่ กกร. กล้าเปิดประเด็นนี้ตรง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก มันคือการส่งสัญญาณว่า ภาคเอกชนทนกับต้นทุนมืดของระบบราชการไม่ไหวแล้ว

แต่แทนที่หน่วยงานรัฐจะรับฟังด้วยความจริงจัง หลายหน่วยงานกลับเรียงหน้ากันออกมาโต้ทันที บางแห่งปฏิเสธ บางแห่งขอหลักฐาน บางแห่งบอกว่าระบบตัวเองโปร่งใสอยู่แล้ว บางแห่งบอกว่าไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษ จึงไม่น่าจะมีเรื่องสินบน

คำถามคือ นี่คือท่าทีของหน่วยงานที่อยากแก้ปัญหา หรือท่าทีของหน่วยงานที่อยากเอาตัวรอดจากข่าว?

การขอหลักฐานไม่ใช่เรื่องผิด หากเป็นการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รายบุคคล ย่อมต้องมีพยาน หลักฐาน วัน เวลา สถานที่ และตัวบุคคลชัดเจน แต่ผลโพลนี้ไม่ใช่คำฟ้องในศาล ไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครรับเงิน และไม่ใช่การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าโกง มันคือสัญญาณเตือนภัยเชิงระบบ

เมื่อสัญญาณเตือนภัยดัง สิ่งที่ควรทำคือรีบตรวจสอบว่ามีไฟไหม้ตรงไหน ไม่ใช่หันไปด่าเครื่องเตือนภัยว่า “มีหลักฐานไหมว่าไฟไหม้จริง”

ท่าทีของบางหน่วยงานรัฐจึงเหมือนคนป่วยที่หมอตรวจแล้วพบค่าผิดปกติ แต่แทนที่จะรีบรักษา กลับตะโกนใส่หมอว่า “ผมไม่ป่วย เอาหลักฐานมาสิว่าเชื้อโรคอยู่ตรงไหน” นี่ไม่ใช่การปกป้องความจริง นี่คือการปฏิเสธความจริง

และถ้ารัฐไทยยังใช้วิธีตอบปัญหาคอร์รัปชันแบบนี้ เราก็ไม่มีวันชนะโรคนี้ได้เลย เพราะสินบนไม่ใช่เรื่องที่มีใบเสร็จ ไม่มีใครออกใบกำกับภาษีให้เงินใต้โต๊ะ ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเซ็นรับรองว่า “วันนี้รับสินบนแล้ว” และไม่มีผู้ประกอบการคนไหนอยากเปิดหน้าชนกับหน่วยงานที่ตัวเองยังต้องพึ่งพาในอนาคต

ความจริงจึงมักไม่ปรากฏในเอกสารราชการ แต่ปรากฏในความกลัว ปรากฏในต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ปรากฏในเสียงกระซิบของผู้ประกอบการ และปรากฏในพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครกล้าพูด นี่แหละคือเหตุผลที่โพลครั้งนี้สำคัญ

เพราะมันทำให้สิ่งที่เคยอยู่ใต้โต๊ะ ถูกยกขึ้นมาวางบนโต๊ะ และเมื่อเรื่องถูกวางบนโต๊ะแล้ว หน่วยงานรัฐไม่ควรรีบปัดตก ไม่ควรรีบล้างตัว ไม่ควรรีบออกแถลงการณ์แบบตั้งการ์ด แต่ควรเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ทำไมผู้ประกอบการจึงรู้สึกเช่นนั้นกับเรา?”

ถ้าหน่วยงานใดมั่นใจว่าตัวเองโปร่งใสจริง ยิ่งควรกล้าเปิดกระบวนงานให้ตรวจสอบ ถ้าหน่วยงานใดเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่สุจริต ยิ่งควรรีบแยกคนดีออกจากระบบที่เปิดช่องให้คนไม่ดีหากิน ถ้าหน่วยงานใดเชื่อว่าตัวเองถูกเข้าใจผิด ยิ่งควรใช้โอกาสนี้พิสูจน์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยถ้อยแถลง

เพราะในยุคนี้ คำว่า “ไม่มี” จากปากหน่วยงานรัฐ แทบไม่มีน้ำหนักเท่ากับระบบที่ตรวจสอบได้ ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ไม่มีหน่วยงานปราบโกง ไม่ใช่ไม่มีคณะกรรมการ ไม่ใช่ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ไม่มีคำขวัญเรื่องโปร่งใส ปัญหาคือเรามีพิธีกรรมต่อต้านคอร์รัปชันมากเกินไป แต่มีการผ่าตัดอำนาจมืดน้อยเกินไป

เรามีป้ายประกาศคุณธรรมมากมาย แต่ยังมีดุลพินิจลับ ๆ อยู่เต็มระบบ เรามีระบบออนไลน์ แต่หลายเรื่องยังต้องโทรหา “คนรู้จัก” เรามีขั้นตอนราชการสวยหรูบนกระดาษ แต่ผู้ประกอบการยังรู้ดีว่าอะไรคือ “ค่าผ่านทาง” ที่ไม่เคยถูกเขียนไว้ในระเบียบ

สเต็ปต่อไปของภาคเอกชน
หนึ่ง — ทำดัชนีความเสี่ยงสินบนรายหน่วยงานอย่างต่อเนื่องทุกปี หรือทุก 6 เดือน เพื่อให้หน่วยงานรัฐรู้ว่าสังคมกำลังจับตา ไม่ใช่แค่ถูกพูดถึงวันสองวันแล้วจบ

สอง — ลงลึกจาก “ชื่อหน่วยงาน” ไปสู่ “กระบวนงาน” ว่าจุดใดเสี่ยงที่สุด ใบอนุญาตใด ด่านใด การตรวจใด การอนุมัติใด ใช้ดุลพินิจมากเกินไป ตรงไหนคือคอขวดที่ทำให้สินบนงอกขึ้นมา

สาม — สร้างระบบรับข้อมูลลับที่ปลอดภัยจริง ให้ผู้ประกอบการแจ้งเบาะแสได้โดยไม่ต้องเอาชีวิตธุรกิจไปแลก ต้องมีคนกลางที่สังคมเชื่อถือร่วมดูแล

สี่ — ผลักดันให้ทุกหน่วยงานเสี่ยงสูงเปิดข้อมูลการอนุมัติ อนุญาต ตรวจสอบ และลงโทษย้อนหลังได้จริง ใครยื่นเรื่องวันไหน ใครรับผิดชอบ ใช้เวลากี่วัน เหตุผลคืออะไร ทุกอย่างต้องทิ้งร่องรอยตรวจสอบได้

ห้า — เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจลดสินบนในหน่วยงานเสี่ยงสูง พร้อมเส้นตายชัดเจน ไม่ใช่ตั้งคณะกรรมการเพื่อถ่วงเวลา แต่ต้องประกาศมาตรการลดดุลพินิจ ลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และรายงานผลต่อสาธารณะ

เรื่องนี้ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสงครามระหว่างรัฐกับเอกชน เพราะถ้ารัฐมองเอกชนเป็นศัตรูเพียงเพราะกล้าพูดความจริง รัฐก็ไม่มีวันเข้าใจปัญหา และถ้าเอกชนพูดแล้วถอย เพราะกลัวแรงกดดัน เรื่องนี้ก็จะกลับไปอยู่ใต้พรมเหมือนเดิม

โพลสินบนครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศ ทดสอบว่ารัฐไทยกล้าส่องกระจกหรือไม่ ทดสอบว่าภาคเอกชนกล้ายืนระยะหรือไม่ และทดสอบว่าสังคมไทยยังพอมีความหวังกับการแก้คอร์รัปชันเชิงระบบหรือไม่

ประเทศที่แก้คอร์รัปชันได้ ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีเสียงกล่าวหา แต่คือประเทศที่เมื่อมีเสียงเตือน รัฐไม่รีบปิดหู เมื่อมีข้อมูลไม่สบายใจ รัฐไม่รีบข่มขู่ เมื่อมีคนกล้าพูด รัฐไม่รีบถามหาหลักฐานเพื่อกลบปัญหา

แต่รัฐต้องกล้าถามตัวเองว่า “เราเปิดช่องให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” และ “เราจะปิดช่องนั้นอย่างไร”

ถ้าหน่วยงานรัฐยังเชื่อว่า การปฏิเสธคือการปกป้ององค์กร ประเทศนี้ก็จะวนอยู่ในวงจรเดิม มีโพล มีข่าว มีแถลงการณ์ปฏิเสธ มีกระแสไม่กี่วัน แล้วทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม

ถ้าครั้งนี้ภาคเอกชนไม่ถอย สังคมไม่ปล่อยผ่าน และรัฐยอมรับว่าเสียงสะท้อนนี้คือโอกาสในการรักษาโรค ไม่ใช่การประจานผู้ป่วย โพลสินบนครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ข่าวร้อนประจำสัปดาห์ แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลาก “เงินใต้โต๊ะ” ออกจากเงามืด มาวางไว้กลางแดดให้สังคมเห็นชัด ๆ เสียที

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สินบนรัฐเอกชนคอร์รัปชัน
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ