วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2569 ทางรอดของสื่อไทย ในวันที่แพลตฟอร์มครองโลก


Insight

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

แชร์

วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2569 ทางรอดของสื่อไทย ในวันที่แพลตฟอร์มครองโลก

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3936

วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2569 ทางรอดของสื่อไทย ในวันที่แพลตฟอร์มครองโลก

วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกปีนี้ ไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมประจำปีที่เราพูดซ้ำ ๆ ว่า สื่อต้องมีเสรีภาพ ต้องไม่ถูกแทรกแซง ต้องไม่ถูกคุกคาม และต้องไม่ถูกฟ้องปิดปาก ทั้งหมดนั้นยังจำเป็น แต่ไม่พออีกต่อไป

เพราะสงครามของสื่อในวันนี้ไม่ได้มีเพียงรัฐกับสื่อ ไม่ได้มีเพียงทุนกับกองบรรณาธิการ และไม่ได้มีเพียงนักการเมืองกับนักข่าว แต่มีผู้เล่นใหม่ที่ทรงอำนาจกว่าเดิมมาก นั่นคือ “แพลตฟอร์มโลก” ที่กำลังถือครองประตูทางเข้าข่าวสารของประชาชน ถือครองข้อมูลผู้ใช้ ถือครองรายได้โฆษณา และถือครองอัลกอริทึมที่ตัดสินว่า ข่าวใดจะถูกเห็น ข่าวใดจะถูกกลบ และเสียงของใครจะดังหรือเงียบในสังคม

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของเสรีภาพสื่อในยุคใหม่

เสรีภาพสื่อในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เสรีภาพจากการแทรกแซงของรัฐ แต่คือเสรีภาพจากการถูกบีบให้กลายเป็นแรงงานผลิตคอนเทนต์ราคาถูกให้แพลตฟอร์ม เสรีภาพจากระบบเศรษฐกิจข่าวที่ไม่เป็นธรรม และเสรีภาพของประชาชนที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง หลากหลาย ตรวจสอบได้ โดยไม่ถูกอัลกอริทึมเชิงพาณิชย์กำหนดแทบทุกลมหายใจ

สื่อไทยวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเองเท่านั้น แต่กำลังต่อสู้กับระบบนิเวศขนาดยักษ์ที่สื่อไม่ได้เป็นเจ้าของ

ในอดีต สื่อมีอำนาจ 3 อย่าง คือ ผลิตเนื้อหา เผยแพร่เนื้อหา และสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม แต่วันนี้อำนาจสองอย่างหลังถูกดูดไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มเกือบหมด สื่อยังผลิตข่าวเอง ส่งนักข่าวเอง แบกรับต้นทุนเอง รับผิดชอบความถูกต้องเอง แต่คนดูจำนวนมากกลับเข้าถึงข่าวผ่าน Facebook, YouTube, TikTok, Google, Line หรือแพลตฟอร์มอื่นที่สื่อไม่ได้ควบคุม

ข่าวจะถูกเห็นหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณค่าข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบจัดอันดับของแพลตฟอร์ม

อัลกอริทึมจึงกลายเป็น “บรรณาธิการที่มองไม่เห็น” ของสังคมไทย

ปัญหาคือ บรรณาธิการคนนี้ไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยประชาชน ไม่ได้มีจรรยาบรรณแบบกองบรรณาธิการ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมในความหมายเดียวกับสื่อ และไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาเวลาใช้งาน เพิ่มยอดมีส่วนร่วม และสร้างรายได้ให้แพลตฟอร์ม

ดังนั้น ข่าวที่กระตุ้นอารมณ์ ข่าวแรง ข่าวเร็ว ข่าวดราม่า ข่าวที่ทำให้คนโกรธ กลัว เกลียด หรือถกเถียง จึงมักได้รับรางวัลมากกว่าข่าวที่อธิบายปัญหาอย่างรอบด้าน ข่าวเชิงนโยบาย ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวชุมชน ข่าวการศึกษา หรือข่าวที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของประชาชน

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาธุรกิจสื่อ แต่นี่คือปัญหาโครงสร้างประชาธิปไตย

เพราะถ้าสังคมมองเห็นเฉพาะสิ่งที่อัลกอริทึมเห็นว่าทำกำไรได้ พื้นที่สาธารณะของประชาชนก็จะค่อย ๆ ถูกแปรรูปเป็นตลาดความสนใจของแพลตฟอร์ม

ในขณะเดียวกัน ข่าวคุณภาพมีต้นทุนสูง ต้องมีนักข่าว ต้องมีบรรณาธิการ ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต้องมีความรับผิดชอบทางกฎหมาย ต้องมีจริยธรรมวิชาชีพ แต่รายได้ดิจิทัลจำนวนมากกลับไหลไปอยู่ที่แพลตฟอร์ม ขณะที่สื่อเป็นผู้แบกรับต้นทุนการผลิตข่าว

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คำถามคือ ใครจะจ่ายต้นทุนให้ข่าวสืบสวน ใครจะจ่ายต้นทุนให้ข่าวท้องถิ่น ใครจะจ่ายต้นทุนให้ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวสุขภาพ ข่าวนโยบายสาธารณะ ข่าวกลุ่มเปราะบาง หรือข่าวที่ไม่ทำยอดวิวสูง แต่สังคมจำเป็นต้องรู้

ถ้าข่าวคุณภาพไม่มีรายได้หล่อเลี้ยง ความจริงจะไม่หายไปทันที แต่จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงที่ดังที่สุด เร็วที่สุด และขายได้ดีที่สุด

ยุค AI ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เพราะการผลิตภาพปลอม เสียงปลอม คลิปปลอม ข้อความปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และถูกลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

สื่อมืออาชีพจึงไม่ได้หมดความหมาย ตรงกันข้าม สื่อที่น่าเชื่อถือยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น แต่สื่อมืออาชีพกำลังถูกบังคับให้แข่งขันกับคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่ไม่มีต้นทุนตรวจสอบ ไม่มีต้นทุนจริยธรรม และไม่มีต้นทุนความรับผิดชอบ

นี่คือความไม่เป็นธรรมขั้นพื้นฐานของระบบข่าวสารยุคใหม่

ทางรอดของสื่อไทยจึงไม่ใช่คำพูดสวย ๆ ว่า “ต้องปรับตัว” เพราะคำนี้ถูกใช้จนกลายเป็นคำปลอบใจมากกว่าคำตอบ สื่อไทยต้องทำมากกว่านั้น คือต้องสร้างอำนาจใหม่ขึ้นมาแทนอำนาจเดิมที่ถูกแพลตฟอร์มดึงไป

อำนาจแรกคือ การกลับมาเป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับผู้ชม

สื่อไทยต้องไม่ฝากอนาคตไว้กับแพลตฟอร์มอย่างเดียว แพลตฟอร์มอาจเป็นทางผ่าน แต่ไม่ควรเป็นบ้านหลัก สื่อต้องมีเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน จดหมายข่าว ระบบสมาชิก พอดแคสต์ คอมมูนิตี้ ฐานข้อมูลผู้ชม และพื้นที่ของตัวเอง

เพราะใครเป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับผู้ชม คนนั้นเป็นเจ้าของอนาคต
แพลตฟอร์มควรเป็นสะพาน ไม่ใช่เจ้าของบ้านของสื่อไทย

อำนาจที่สองคือ ข้อมูล สื่อต้องใช้ Data และ AI อย่างจริงจัง 

แต่ต้องไม่ยอมให้ AI ทำลายจริยธรรมข่าว AI ควรเป็นเครื่องมือช่วยถอดเทป แปลภาษา ค้นคลังข่าว วิเคราะห์ข้อมูลผู้ชม ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และผลิตเนื้อหาหลายรูปแบบ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นโรงงานผลิตข่าวราคาถูกที่ไร้มนุษย์ตรวจสอบ

สื่อที่ใช้ AI อย่างรับผิดชอบจะอยู่รอด สื่อที่ใช้ AI เพียงเพื่อเร่งยอดคลิก อาจทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองเร็วกว่าที่คิด

อำนาจที่สามคือ ทรัพย์สินทางปัญญา 

สื่อไทยต้องเลิกมองคอนเทนต์เป็นของใช้ครั้งเดียวแล้วจบ ข่าว สารคดี รายการ ซีรีส์ พอดแคสต์ คลิปสั้น คลังภาพ คลังเสียง และข้อมูลย้อนหลัง ล้วนเป็น IP ที่ต่อยอดได้ ทั้งการขายลิขสิทธิ์ การขายฟอร์แมต การทำอีเวนต์ การทำหนังสือ การทำคอร์ส การผลิตสารคดีต่อยอด หรือการขายสิทธิ์ต่างประเทศ

ถ้าสื่อไม่เห็นคุณค่าทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง แพลตฟอร์มและบริษัทเทคโนโลยีก็พร้อมจะมองมันเป็นวัตถุดิบฟรี

อำนาจที่สี่คือ อำนาจต่อรองร่วม 

สื่อไทยแต่ละรายไม่มีทางต่อรองกับแพลตฟอร์มระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม หากต่างคนต่างสู้ ต่างคนต่างเจรจา ต่างคนต่างยอมรับเงื่อนไข

สื่อไทยต้องรวมตัวกัน ผลักดันกติกาแบ่งรายได้ที่เป็นธรรม คุ้มครองลิขสิทธิ์ข่าว ป้องกันการนำเนื้อหาข่าวไปใช้ฝึก AI โดยไม่มีค่าตอบแทน และสร้างมาตรฐานการใช้ข้อมูลผู้ชมร่วมกัน

ถ้าแพลตฟอร์มได้ประโยชน์จากข่าวคุณภาพ แพลตฟอร์มก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนของข่าวคุณภาพ

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่สื่อทำฝ่ายเดียวได้ ภาครัฐต้องเข้ามา เพียงแต่ต้องเข้ามาให้ถูกบทบาท

รัฐต้องกำกับอำนาจแพลตฟอร์ม ไม่ใช่กำกับเนื้อหาสื่อ

รัฐไม่ควรใช้ข้ออ้างเรื่องข่าวปลอม ความมั่นคง หรือความสงบเรียบร้อย เป็นเครื่องมือปิดปากสื่อหรือประชาชน แต่รัฐต้องสร้างกติกาที่ทำให้สนามแข่งขันเป็นธรรม เช่น กฎหมายหรือมาตรการต่อรองรายได้ข่าว ความโปร่งใสของอัลกอริทึม การคุ้มครองลิขสิทธิ์ข่าวจากแพลตฟอร์มและ AI การป้องกันการผูกขาดข้อมูล และการสนับสนุนสื่อท้องถิ่น สื่อชุมชน และสื่ออิสระ

หน้าที่ของรัฐไม่ใช่การบอกว่าสื่อควรเสนอข่าวอะไร แต่คือการทำให้สื่อยังมีพื้นที่เสนอข่าวได้อย่างเสรี เป็นธรรม และยั่งยืน

รัฐต้องไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติครองทางเข้าข้อมูลข่าวสารของประชาชนทั้งหมด เพราะหากประตูสู่ข่าวสารของประเทศอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติไม่กี่ราย อธิปไตยทางข้อมูลของสังคมไทยก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

ประเทศไทยจึงต้องมีพื้นที่ดิจิทัลสาธารณะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงสาธารณะ คลังสื่อสาธารณะ ระบบข้อมูลผู้ชม ระบบวัดผลข้ามแพลตฟอร์ม หรือพื้นที่เผยแพร่สำหรับสื่อท้องถิ่นและผู้ผลิตอิสระ

ตรงนี้คือบทบาทสำคัญของไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอสไม่ควรมองตัวเองเป็นเพียงช่องโทรทัศน์อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับเป็นกลไกถ่วงดุล Media Ecosystem ไทย เป็น Public Media Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสื่อสาธารณะของประเทศ

ในวันที่ตลาดให้รางวัลกับยอดวิว ไทยพีบีเอสต้องให้พื้นที่กับข่าวที่สังคมจำเป็นต้องรู้ แม้ข่าวนั้นไม่ทำยอดวิวสูง

ในวันที่ข้อมูลบิดเบือนแพร่กระจาย ไทยพีบีเอสต้องเป็น Trust Anchor หรือหลักยึดด้านความน่าเชื่อถือของสังคม

ในวันที่แพลตฟอร์มต่างชาติครองทางเข้าของผู้ชม ไทยพีบีเอสควรพัฒนา VIPA ไปสู่ National Public Streaming Platform ที่เป็นพื้นที่ดิจิทัลสาธารณะสำหรับข่าว สาระ ความรู้ สารคดี เด็ก เยาวชน การศึกษา วัฒนธรรม และคอนเทนต์คุณภาพจากภาคี

แพลตฟอร์มสาธารณะไม่ได้มีไว้แข่งกับ Netflix หรือ YouTube แต่มีไว้เพื่อให้สังคมไทยมีพื้นที่ดิจิทัลที่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก

ไทยพีบีเอสยังควรเป็นหลังบ้านให้สื่อท้องถิ่น นักข่าวพลเมือง และผู้ผลิตอิสระ เปิดพื้นที่เผยแพร่ สนับสนุนเครื่องมือผลิตคอนเทนต์ อบรมทักษะดิจิทัลและจริยธรรม ช่วยตรวจสอบข้อมูล และเปิดคลังข่าว คลังภาพ หรือฐานข้อมูลบางส่วนให้ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ไทยพีบีเอสไม่ควรเป็นเพียงสื่อของตัวเอง แต่ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สื่อดี ๆ ในสังคมมีที่ยืน

อีกบทบาทที่สำคัญมากคือ Archive ของไทยพีบีเอส คลังข่าว คลังสารคดี คลังภาพ และคลังเสียง ไม่ใช่โกดังเก็บรายการเก่า แต่คือความทรงจำร่วมของสังคมไทย หากจัดระบบ Metadata ให้ดี ค้นหาได้ ใช้งานต่อได้ และเปิดให้ภาคีเข้าถึงในระดับที่เหมาะสม จะกลายเป็นสินทรัพย์สาธารณะของประเทศ

ไทยพีบีเอสควรเป็นผู้นำเรื่องมาตรฐาน AI และ Data Governance ของสื่อไทยด้วย ต้องวางหลักให้ชัดว่า การใช้ AI ในงานข่าวต้องมีมนุษย์ตรวจสอบ ต้องเปิดเผยเมื่อใช้ AI สร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอ ต้องไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และต้องไม่ใช้ AI บิดเบือนข้อเท็จจริง

นี่คือบทบาทของสื่อสาธารณะที่ไม่ใช่แค่ผลิตรายการ แต่ช่วยพยุงทั้งระบบนิเวศสื่อ

วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกปีนี้ จึงควรถูกใช้เป็นวันที่เราตั้งคำถามใหญ่กว่าเดิม เราจะปล่อยให้อนาคตข่าวสารของประเทศอยู่ในมืออัลกอริทึมที่ตรวจสอบแทบไม่ได้ต่อไปหรือไม่ เราจะปล่อยให้ข่าวคุณภาพแบกรับต้นทุน แต่รายได้ไหลไปอยู่ที่แพลตฟอร์มต่อไปหรือไม่ เราจะปล่อยให้สื่อไทยกลายเป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบให้แพลตฟอร์มและ AI ต่อไปหรือไม่ และเราจะปล่อยให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารผ่านประตูที่บริษัทต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือไม่

ถ้าคำตอบคือไม่ เราต้องเริ่มสร้าง Media Ecosystem ใหม่ที่เป็นธรรมกว่าเดิม

สื่อต้องกลับมาเป็นเจ้าของความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับผู้ชม ข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง

รัฐต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ควบคุมสื่อ

แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบต่อระบบข่าวสารที่ตนเองได้ประโยชน์

และไทยพีบีเอสต้องยกระดับจากสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสื่อสาธารณะในโลกดิจิทัล

เพราะถ้าสื่ออ่อนแอ ประชาธิปไตยก็อ่อนแอ ถ้าข่าวคุณภาพอยู่ไม่ได้ ความจริงก็จะค่อย ๆ ถูกกลบ ถ้าแพลตฟอร์มเป็นเจ้าของทางเข้าทั้งหมด ประชาชนก็จะเหลือเสรีภาพเพียงเท่าที่อัลกอริทึมอนุญาตให้เห็น

ทางรอดของสื่อไทยในยุคแพลตฟอร์มครองโลก จึงไม่ใช่การปฏิเสธแพลตฟอร์ม แต่คือการไม่ยอมจำนนต่อแพลตฟอร์ม

สื่อจะอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะยอดวิวอย่างเดียว แต่เพราะยังสร้างคุณค่าที่แพลตฟอร์มทดแทนไม่ได้

และเสรีภาพสื่อจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสังคมยังมีสื่อที่เข้มแข็งพอจะยืนหยัดเพื่อความจริง ประโยชน์สาธารณะ และสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี รอบด้าน และไม่ถูกครอบงำโดยอำนาจใดอำนาจหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ทุน หรือแพลตฟอร์มโลก

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สื่อวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกสื่อมวลชนแพลตฟอร์มAIเสรีภาพสื่อ
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ