จากช่อง 7 ถึง 3Plus, oneD, MONOMAX, TrueVisions NOW และ VIPA สงครามสตรีมมิงกำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจสื่อ ก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในเดือนเม.ย.ปี 2572
การเปิดตัว CH7ON ของช่อง 7HD ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อ BUGABOO.TV แต่เป็นการประกาศทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญของสถานีโทรทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนตัวเองจากผู้ประกอบการช่องหมายเลข ไปสู่แพลตฟอร์มสื่อที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกที่ ทุกเวลา
ช่อง 7 กำลังขยับก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2572 ขณะที่ กสทช. ยังเผชิญข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติประธาน และคำถามต่อความชัดเจนของแผนแม่บทกับ Roadmap อุตสาหกรรมโทรทัศน์
ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนความย้อนแย้งอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการกำลังลงทุนสร้างอนาคต แต่กติกาที่จะรองรับอนาคตยังตามมาไม่ทัน
ช่อง 7 ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ
CH7ON ต่อยอดจาก BUGABOO.TV ที่เป็นผู้บุกเบิกพัฒนาสตรีมมิ่งมาก่อนใครนานหลายปี โดยนำคลังละคร ข่าว กีฬา และฐานผู้ชมเดิมมาสร้างบริการสตรีมมิงที่เชื่อมการดูสด ดูย้อนหลัง และคอนเทนต์พิเศษเข้าด้วยกัน
ข้อมูลการเปิดตัวระบุว่ามีคอนเทนต์มากกว่า 20,000 ชั่วโมง ละครกว่า 800 เรื่อง พร้อมบริการฟรีและ Premium รวมถึงระบบดูต่อจากจุดเดิมและร้านค้าออนไลน์
ความหมายทางธุรกิจอยู่ที่การเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมของสถานีให้สร้างมูลค่าได้หลายครั้ง ละครหนึ่งเรื่องไม่จำเป็นต้องจบชีวิตเมื่อออกอากาศตอนสุดท้าย แต่สามารถสร้างยอดรับชม โฆษณา สมาชิก และรายได้จากสิทธิ์เผยแพร่ต่อไปได้
โมเดลของ CH7ON จึงมีลักษณะผสมผสานระหว่าง AVOD หรือบริการฟรีที่มีโฆษณา กับ SVOD หรือบริการสมาชิก พร้อมต่อยอดสู่ Commerce
ช่อง 7 กำลังขยายจากธุรกิจขายเวลาโฆษณา ไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้จากความสัมพันธ์กับผู้ชมหลายรูปแบบ แม้ยังต้องพิสูจน์ว่ารายได้ใหม่จะเพิ่มขึ้นจริงเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนเทคโนโลยีและรายได้โทรทัศน์ที่อาจลดลง
นี่คือการสร้างทางเลือกทางธุรกิจก่อนกติกาเดิมสิ้นสุด ไม่ใช่การรอให้ปี 2572 มาถึงแล้วค่อยเริ่มปรับตัว
ไม่ใช่ช่อง 7 รายเดียว อุตสาหกรรมเปลี่ยนไปแล้ว
ช่อง 3 มี 3Plus ใช้ละครและฐานแฟนคลับขยายการรับชมสู่ดิจิทัล ฐานคอนเทนท์ละครและรายการวาไรตี้ของช่อง3 มีไม่น้อยกว่าช่อง7 เริ่มมองเห็นแนวโน้มการปรับสู่สตรีมมิ่งอย่างเต็มรูปแบบที่น่าจะเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่นานอย่างแน่นอน
ช่อง ONE มี oneD ต่อยอดละคร ซีรีส์ และทรัพย์สินทางปัญญาของกลุ่มธุรกิจ One Enterprise ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ รูปแบบธุรกิจที่มีรายได้หลักมาจากการบริหารศิลปิน สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ
MONO มี MONOMAX ที่ใช้ภาพยนตร์ ซีรีส์ และกีฬาเป็นองค์ประกอบของธุรกิจสมาชิก เปลี่ยนจากช่องทีวีดิจิทัลภาพยนตร์มาเป็นช่องกีฬาเต็มรูปแบบที่มีผลให้รายได้ค่าสมาชิกดูถ่ายทอดสดกีฬาฟุตบอลเข้ามาสม่ำเสมอมากกว่ารายได้โฆษณาในช่องภาพยนตี์ที่ถูกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแย่งคนดูไปมาก
ขณะที่กลุ่ม True มี TrueVisions NOW เชื่อมคอนเทนต์พรีเมียมเข้ากับบริการผ่านอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ สร้างพื้นที่บนแพลตฟอร์มเสมือนหนึ่งประตูไปสู่ช่องทีวีดิจิทัลอื่รๆและสตรีมมิ่งอื่น ๆ รวมทั้งการลงทุนสร้าง Original Content แบบซีรี่ย์และภาพยนตร์สำหรับโรงภาพยนตร์
ส่วนไทยพีบีเอสมี VIPA ซึ่งมุ่งให้ประชาชนเข้าถึงคอนเทนต์สาธารณะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และขยายการรับชมผ่านอุปกรณ์หลากหลายประเภท มีเป้าหมายยกระดับสู่ National Streaming Platform เพื่อเป็นทางเลือกให้ช่องทีวีดิจิทัลรายเล็กและกลางที่ไม่มีบ้านของตัวเอง เป้าหมายเพื่อสร้างนิเวศสื่อทางเลือกให้มีช่องทางมากขึ้น
ทั้งหกแพลตฟอร์มมีเป้าหมายและโมเดลรายได้แตกต่างกัน แต่กำลังตอบคำถามเดียวกันว่า จะรักษาผู้ชมอย่างไรเมื่อการรับชมไม่ได้ถูกกำหนดด้วยผังรายการอีกต่อไป
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจากการแย่งเรตติ้งช่องหมายเลข ไปสู่การแย่งเวลา ความสนใจ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ชม
สงครามแย่งผู้ชม ไม่ได้แข่งกันเฉพาะสถานีไทย
คู่แข่งของ CH7ON ไม่ได้มีเพียง 3Plus หรือ oneD แต่รวมถึง YouTube, Netflix, TikTok และแพลตฟอร์มต่างชาติที่แย่งเวลาของผู้ชมไทยทุกวัน
โดยเฉพาะ YouTube ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและคู่แข่ง สถานีโทรทัศน์ใช้เผยแพร่คลิปข่าวและรายการเพื่อขยายการเข้าถึง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งระบบแนะนำคอนเทนต์และกติกาการสร้างรายได้ของแพลตฟอร์มดังกล่าว
การมีแอปของตัวเองจึงช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีช่องทางบริหารคอนเทนต์ รายได้ และความสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรงมากขึ้น
แต่การมีแอปไม่ได้รับประกันว่าจะดึงผู้ชมกลับมาได้ ผู้ประกอบการต้องมีคอนเทนต์ที่แตกต่าง ใช้งานสะดวก และสร้างเหตุผลให้ผู้ชมกลับมาเปิดบริการเป็นประจำ
การแข่งขันยังขยายไปสู่สมาร์ตทีวีและจอใหญ่ในบ้าน จากเดิมผู้ชมเปิดโทรทัศน์แล้วเลือกช่องหมายเลข วันนี้ผู้ชมอาจเริ่มต้นจากหน้าแรกที่มีไอคอนของแพลตฟอร์มต่าง ๆ
พื้นที่แข่งขันจึงไม่ได้มีเพียงผังรายการ แต่รวมถึงการค้นพบแอป ความสะดวกในการใช้งาน และประสบการณ์รับชมด้วย
กสทช. ต้องตอบให้ได้ว่า Roadmap จะพาอุตสาหกรรมไปไหน
ขณะที่ผู้ประกอบการกำลังเปลี่ยนผ่าน กสทช. ยังมีภารกิจสำคัญในการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตทีวีดิจิทัลหลังเดือนเมษายน 2572
ข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติประธานต้องได้รับการพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย แต่ไม่ควรทำให้การวางอนาคตอุตสาหกรรมขาดกรอบเวลาที่แน่นอน
ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจลงทุนล่วงหน้าหลายปี ทั้งเทคโนโลยี โครงข่าย คอนเทนต์ และบุคลากร ไม่สามารถรอจนใบอนุญาตหมดอายุแล้วค่อยตัดสินใจ
Roadmap จึงต้องตอบมากกว่าจะเหลือใบอนุญาตกี่ช่อง ต้องตอบว่า DTT จะอยู่ร่วมกับ Streaming อย่างไร ต้นทุนโครงข่ายควรเป็นแบบไหน และประชาชนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะยังเข้าถึงข่าวสารได้อย่างไร
โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีคุณค่าด้านการเข้าถึงประชาชนโดยไม่ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะข่าวสาร เหตุฉุกเฉิน และรายการถ่ายทอดสด
ขณะที่ Streaming ตอบโจทย์การรับชมตามความต้องการ
อนาคตจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสองระบบ แต่ต้องออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าปล่อยให้คนทำคอนเทนต์ตกขบวน
เมื่อสถานีโทรทัศน์กลายเป็นแพลตฟอร์ม ผู้ผลิตละคร ภาพยนตร์ สารคดี และรายการอิสระอาจมีช่องทางเสนอผลงานเพิ่มขึ้น แต่จำนวนแพลตฟอร์มที่มากขึ้นไม่ได้รับประกันว่าผู้ผลิตจะมีรายได้ดีขึ้น
คำถามสำคัญคือใครถือครองทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ผลิตได้รับส่วนแบ่งรายได้อย่างไร และสามารถนำผลงานไปขายต่อในตลาดต่างประเทศได้หรือไม่
หากการแข่งขันทำให้แพลตฟอร์มต้องการคอนเทนต์มากขึ้น แต่ผู้ผลิตต้องยอมขายสิทธิ์ทั้งหมดในราคาที่ไม่คุ้มต้นทุน การเปลี่ยนผ่านก็อาจสร้างประโยชน์ไม่ทั่วถึง
Roadmap ของประเทศจึงต้องมองให้ไกลกว่าผู้ถือใบอนุญาต ไปถึงผู้ผลิตอิสระ แรงงานสร้างสรรค์ และโอกาสของคอนเทนต์ไทยในตลาดโลก
CH7ON ไม่ใช่หลักประกันว่าช่อง 7 จะประสบความสำเร็จในธุรกิจสตรีมมิง แต่เป็นภาพชัดเจนของผู้ประกอบการที่กำลังสร้างอนาคตโดยไม่รอให้กติกาเดิมสิ้นสุด
3Plus, oneD, MONOMAX, TrueVisions NOW และ VIPA ก็สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรม
เดือนเมษายน 2572 อาจเป็นวันสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัล แต่ไม่ควรเป็นวันที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตโทรทัศน์
เพราะผู้ประกอบการเริ่มสร้างอนาคตแล้ว ผู้ชมเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว เหลือคำถามว่า กสทช. จะทำให้กติกาของประเทศก้าวทันการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อใด
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









