โฆษณาหลอกลวง: บาดแผลใหญ่ของสังคมออนไลน์
โฆษณาหลอกลวงออนไลน์ไม่ใช่ปัญหาเล็กอีกต่อไป หลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากถูกหลอกผ่านโฆษณาบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งโฆษณาลงทุนปลอม เพจแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียง โฆษณาขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง เงินกู้ผิดกฎหมาย เว็บพนัน สินทรัพย์ดิจิทัลปลอม ไปจนถึงโฆษณาที่พาเหยื่อไปยังเว็บไซต์หรือบัญชีปลอมเพื่อดูดเงิน
ปัญหาคือ โฆษณาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในมุมมืดของอินเทอร์เน็ต แต่ปรากฏบนแพลตฟอร์มระดับโลกที่คนไทยใช้ทุกวัน ทั้ง Facebook, Google, TikTok, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ
คำถามจึงดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า แพลตฟอร์มที่รับเงินค่าโฆษณา “ไม่รู้จริงหรือ” ว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา และเมื่อโฆษณานั้นสร้างความเสียหาย แพลตฟอร์มควรรับผิดชอบมากกว่าการบอกว่าตัวเองเป็นเพียงตัวกลางหรือไม่
สาระสำคัญ: แพลตฟอร์มต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา
ความสำคัญของประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ฉบับที่ 2 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 5 พฤษภาคม 2569
หัวใจของประกาศนี้สั้นมาก คือ แพลตฟอร์มต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา
ต่อไปนี้ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ที่รับค่าบริการโฆษณา ไม่ว่าจะรับจากผู้ลงโฆษณาโดยตรงหรือบุคคลอื่น จะต้องจัดให้มีการพิสูจน์ตัวตนผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณาทุกครั้ง เว้นแต่เคยพิสูจน์ตัวตนไว้แล้วไม่เกิน 1 ปี
วิธีพิสูจน์ตัวตนอาจทำได้หลายแบบ เช่น ตรวจเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ ตรวจความเชื่อมโยงระหว่างผู้ลงโฆษณากับเอกสาร เปรียบเทียบภาพใบหน้ากับหลักฐาน หรือใช้ระบบพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ
แพลตฟอร์มยังต้องเก็บข้อมูลผู้ลงโฆษณาเท่าที่จำเป็น เช่น ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล หลักฐานแสดงตน ข้อมูลติดต่อ และหากมีผู้จ่ายเงินแทน ก็ต้องเก็บข้อมูลผู้จ่ายเงินแทนด้วย โดยเก็บไม่น้อยกว่า 90 วันหลังสิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา

เปลี่ยนหลักคิด: จากตัวกลางเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
ประกาศนี้เป็นการเปลี่ยนหลักคิดสำคัญ จากเดิมที่แพลตฟอร์มอาจมองตัวเองเป็นเพียง “พื้นที่กลาง” ให้ใครก็ได้ซื้อโฆษณา มาเป็นหลักใหม่ว่า หากรับเงินค่าโฆษณา ต้องมีหน้าที่รู้จักผู้ลงโฆษณา และต้องมีข้อมูลให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
ในมุมของการปราบมิจฉาชีพ ประกาศนี้มีเหตุผลมาก เพราะต้นทางของปัญหาไม่ได้อยู่แค่บัญชีม้า เบอร์ม้า หรือเว็บไซต์ปลอม แต่อยู่ที่ระบบโฆษณาที่เปิดช่องให้คนไม่เปิดเผยตัวตนซื้อพื้นที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
มุมคุณภาวุธ: เครื่องมือปิดช่องมิจฉาชีพสายยิงแอด
คุณภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่าประกาศฉบับนี้เป็นมาตรการที่ “เอาจริง” กับมิจฉาชีพสายยิงแอด เพราะบังคับให้แพลตฟอร์มต้องคัดกรองผู้ลงโฆษณาก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้เพจปลอม บัญชีปลอม หรือนิติบุคคลเถื่อนเข้ามาซื้อโฆษณาแล้วหายตัวไป
คุณภาวุธ สรุปสาระสำคัญไว้ 3 เรื่อง คือ
หนึ่ง ผู้ลงโฆษณาต้องยืนยันตัวตนก่อนยิงแอด สอง การยืนยันตัวตนทำได้ด้วยเอกสารหรือระบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ และสาม แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลผู้ลงโฆษณา รวมถึงผู้จ่ายเงินแทน เพื่อให้ตามตัวได้เมื่อเกิดปัญหา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เขามองว่าประกาศนี้ไม่ได้ดูเพียงว่าผู้ลงโฆษณาอยู่ประเทศใด แต่ดูว่าโฆษณานั้น “เผยแพร่ในประเทศไทย” หรือไม่ หากผู้ลงโฆษณาจากต่างประเทศตั้งค่าให้โฆษณาแสดงผลต่อคนไทย แพลตฟอร์มก็ควรต้องบังคับให้ยืนยันตัวตนเช่นกัน
นี่คือจุดแข็งสำคัญ เพราะโฆษณาหลอกลวงจำนวนมากไม่ได้มาจากคนไทยเท่านั้น แต่มีเครือข่ายข้ามชาติใช้แพลตฟอร์มระดับโลกยิงโฆษณาเข้ามาหาคนไทยโดยตรง
จุดอ่อนใหญ่: ถ้าแพลตฟอร์มไม่ทำตาม จะเกิดอะไรขึ้นจริง
แต่จุดแข็งของประกาศนี้จะมีความหมายเพียงใด ขึ้นอยู่กับคำถามใหญ่ที่ยังตอบไม่ชัด คือ ถ้าแพลตฟอร์มไม่ทำตาม จะเกิดอะไรขึ้นจริง
นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่สุดของมาตรการนี้
ประกาศฉบับนี้กำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มไว้ค่อนข้างชัด แต่บทลงโทษต่อแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามยังไม่ชัดพอ โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการเป็นแพลตฟอร์มข้ามชาติขนาดใหญ่ มีรายได้จากโฆษณาในไทยจำนวนมาก แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับแบบเข้มข้นเท่ากับธุรกิจที่มีใบอนุญาตเฉพาะ เช่น โทรคมนาคม การเงิน หรือหลักทรัพย์
พูดให้ตรงกว่านั้นคือ กฎหมายกำลังบอกว่า “แพลตฟอร์มต้องรู้ว่าใครลงโฆษณา” แต่ยังไม่ชัดว่า หากแพลตฟอร์มไม่รู้ ไม่ตรวจ ไม่เก็บ หรือปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงหลุดเข้ามา จะถูกลงโทษอย่างไร หนักพอหรือไม่ และใครจะเป็นผู้บังคับใช้อย่างจริงจัง
กฎหมายแพลตฟอร์มของ ETDA: จดแจ้งมากกว่ากำกับเข้ม
ตรงนี้ต้องโยงไปถึงกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA
กฎหมายแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีลักษณะสำคัญคือ เป็นระบบ “แจ้งให้ทราบ” หรือจดแจ้งการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล มากกว่าจะเป็นระบบใบอนุญาตที่มีอำนาจกำกับเข้มและลงโทษแรง แพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์ต้องแจ้งข้อมูลต่อ ETDA มีหน้าที่บางประการเรื่องความโปร่งใส การบริหารความเสี่ยง และการดูแลผู้ใช้บริการ แต่โครงสร้างกฎหมายยังไม่ได้วางบทลงโทษทางการเงินขนาดใหญ่แบบที่สร้างแรงสะเทือนต่อแพลตฟอร์มระดับโลก
นี่คือข้อจำกัดสำคัญ เพราะสำหรับแพลตฟอร์มข้ามชาติรายใหญ่ ค่าปรับระดับหลักแสนหรือมาตรการทางปกครองทั่วไปอาจไม่ใช่แรงจูงใจมากพอ เมื่อเทียบกับรายได้จากธุรกิจโฆษณา หากกฎหมายไม่มีบทลงโทษที่ชัด หนัก และบังคับใช้ได้จริง มาตรการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาอาจกลายเป็นเพียง “ภาระของคนสุจริต” มากกว่า “แรงกดดันต่อแพลตฟอร์ม”
ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติ: คนเล็กทำตามง่าย คนร้ายอาจเลี่ยงได้
ในทางปฏิบัติ คนที่ทำตามกฎหมายง่ายที่สุดอาจเป็นผู้ประกอบการไทยรายย่อย แม่ค้าออนไลน์ ร้านค้าเล็ก บริษัทไทย หรือฟรีแลนซ์ที่ต้องส่งเอกสารให้แพลตฟอร์ม ขณะที่เครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติอาจยังหาวิธีหลบเลี่ยงได้ เช่น ใช้นอมินี ใช้นิติบุคคลบังหน้า ใช้เอกสารจากต่างประเทศ ใช้ผู้จ่ายเงินแทน หรือเปลี่ยนบัญชีโฆษณาไปเรื่อย ๆ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า แพลตฟอร์มจะขอเอกสารผู้ลงโฆษณาหรือไม่ แต่ต้องถามว่า แพลตฟอร์มจะตรวจจริงแค่ไหน ตรวจด้วยมาตรฐานใด ส่งข้อมูลให้หน่วยงานรัฐเร็วเพียงใด และหากไม่ทำตาม จะถูกลงโทษอย่างไร
ถ้าคำถามเหล่านี้ยังไม่ชัด ประกาศที่ตั้งใจดีอาจไม่สามารถแตะ “โครงสร้างแรงจูงใจ” ของแพลตฟอร์มได้จริง
มุม ดร.อุดมธิปก: ต้องไม่ลืม PDPA และสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
ในอีกด้าน ความเห็นของ ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ช่วยเตือนให้เห็นความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง

ดร.อุดมธิปก เห็นด้วยกับหลักการว่า แพลตฟอร์มไม่ควรรับเงินค่าโฆษณาแล้วปล่อยให้ใครก็ได้ใช้พื้นที่โฆษณาโดยไม่รู้ตัวตน แต่เขาเตือนว่า มาตรการนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะมิจฉาชีพ หากยังกระทบผู้ขายสุจริต ผู้ประกอบการรายย่อย บุคคลธรรมดาที่ขายของออนไลน์ และนิติบุคคลที่ลงโฆษณาด้วย
พูดให้ชัดคือ คนที่ต้องส่งข้อมูลยืนยันตัวตนไม่ใช่แค่คนร้าย แต่รวมถึงคนทำธุรกิจออนไลน์จำนวนมากด้วย
ข้อมูลส่วนบุคคล: ความเสี่ยงที่มากับการยืนยันตัวตน
ข้อมูลที่ใช้พิสูจน์ตัวตนอาจไม่ใช่ข้อมูลเล็กน้อย แต่อาจรวมถึงชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลการชำระเงิน ภาพใบหน้า หรือเอกสารนิติบุคคลที่โยงถึงกรรมการ ผู้มีอำนาจลงนาม พนักงานฝ่ายการตลาด หรือผู้ชำระเงินแทนบริษัท
หากข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกส่งซ้ำไปยังหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook, TikTok, Google, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครลงโฆษณา” แต่ต้องถามต่อว่า ข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน ใช้เพื่ออะไร ส่งต่อให้ใคร เก็บนานแค่ไหน เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิได้อย่างไร และหากข้อมูลรั่ว ใครต้องรับผิดชอบ
นี่คือเหตุผลที่กฎหมายป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต้องเดินคู่กับ PDPA
จุดดีของประกาศ: สร้างร่องรอย ตรวจสอบย้อนหลัง และเพิ่มความรับผิดชอบ
จุดดีของประกาศนี้มีอยู่ชัดเจน
ข้อ1 แพลตฟอร์มจะอ้างความเป็นตัวกลางได้ยากขึ้น หากรับเงินค่าโฆษณาและปล่อยให้โฆษณาเผยแพร่ในไทย ก็ต้องรู้ว่าผู้ลงโฆษณาคือใคร
ข้อ2 เจ้าหน้าที่จะมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลัง เมื่อเกิดความเสียหาย จะสามารถไล่ดูได้ว่าโฆษณาชิ้นนั้นเป็นของใคร ใครจ่ายเงิน ใช้เอกสารใดยืนยันตัวตน และเผยแพร่เมื่อใด
ข้อ3 ระบบโฆษณาออนไลน์อาจน่าเชื่อถือขึ้นในระยะยาว คนขายของจริงไม่ต้องแข่งกับโฆษณาเถื่อนหรือแอดหลอกลวงที่ต้นทุนต่ำกว่าเพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ข้อ4 ประกาศนี้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายว่า รัฐไทยไม่ยอมให้แพลตฟอร์มระดับโลกทำธุรกิจโฆษณากับคนไทยโดยไร้ความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
จุดอ่อนที่ต้องแก้: กลไกลงโทษยังไม่แรงพอ
แต่จุดอ่อนก็มีไม่น้อย และจุดอ่อนใหญ่ที่สุดคือ กลไกบังคับใช้กับแพลตฟอร์มยังไม่แข็งแรงพอ
กฎหมายแพลตฟอร์มของ ETDA เป็นฐานกำกับที่สำคัญ แต่ยังเป็นฐานที่มีน้ำหนักจำกัด เพราะเน้นการจดแจ้ง การรายงาน การกำหนดหน้าที่ และมาตรการทางปกครอง มากกว่าการลงโทษที่รุนแรงหรือการกำกับแบบมีใบอนุญาต
เมื่อเทียบกับขนาดของแพลตฟอร์มระดับโลก บทลงโทษที่ไม่ชัดหรือไม่แรงพอ อาจไม่ทำให้แพลตฟอร์มเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง
ยิ่งไปกว่านั้น การสั่งระงับบริการแพลตฟอร์มทั้งระบบก็แทบเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะจะกระทบผู้ใช้จำนวนมหาศาล ธุรกิจรายย่อย สื่อมวลชน ผู้บริโภค และเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม รัฐจึงมักไม่กล้าใช้มาตรการรุนแรงกับแพลตฟอร์มใหญ่ เว้นแต่เป็นกรณีสุดโต่งจริง ๆ

ข้อเสนอเชิงบังคับใช้: ต้องมีมาตรการเฉพาะต่อบริการโฆษณา
ดังนั้น หากจะให้ประกาศฉบับนี้ใช้ได้จริง ต้องมีมาตรการที่เฉพาะเจาะจงกว่า เช่น สั่งระงับเฉพาะบริการโฆษณาบางประเภท สั่งห้ามโฆษณากลุ่มเสี่ยงสูงจนกว่าแพลตฟอร์มจะพิสูจน์ว่ามีระบบ KYC ได้มาตรฐาน กำหนดค่าปรับตามจำนวนความเสียหายหรือรายได้โฆษณา และบังคับให้แพลตฟอร์มส่งรายงานความโปร่งใสเกี่ยวกับโฆษณาหลอกลวงอย่างสม่ำเสมอ
ไม่เช่นนั้น กฎหมายอาจกลายเป็นเพียงการเพิ่มขั้นตอนให้ผู้ขายสุจริต แต่ไม่สามารถทำให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบต่อโฆษณาหลอกลวงได้จริง
ภาระของผู้ประกอบการรายย่อย: ต้องไม่ให้คนสุจริตแบกต้นทุนแทนแพลตฟอร์ม
อีกจุดที่ต้องระวังคือ ภาระอาจตกกับผู้ประกอบการรายย่อยมากเกินไป แม่ค้าออนไลน์ พ่อค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือกิจการเล็ก ๆ อาจต้องส่งเอกสารยืนยันตัวตนซ้ำ ๆ ให้หลายแพลตฟอร์ม โดยไม่รู้ว่าข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้อย่างไร
จุดถัดมาคือ ความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล หากออกแบบระบบไม่ดี มาตรการปราบมิจฉาชีพอาจกลายเป็นการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของผู้ขายออนไลน์ไทย กระจัดกระจายอยู่ในมือแพลตฟอร์มจำนวนมาก ทั้งในและต่างประเทศ
และคำว่าเก็บข้อมูล “ไม่น้อยกว่า 90 วัน” ต้องไม่ถูกตีความว่าเก็บได้เรื่อย ๆ ในมุม PDPA การเก็บข้อมูลต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ได้สัดส่วน และเมื่อหมดความจำเป็นต้องลบ ทำลาย หรือทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
สองมุมมองที่ต้องเดินไปพร้อมกัน
ดังนั้น ประกาศฉบับนี้ไม่ควรถูกมองว่า “ดีทั้งหมด” หรือ “น่ากลัวทั้งหมด”
หากมองจากมุมคุณภาวุธ ประกาศนี้คือเครื่องมือปิดช่องมิจฉาชีพยิงแอด เป็นการบังคับให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบมากขึ้น และช่วยให้ตามตัวผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น

หากมองจากมุม ดร.อุดมธิปก ประกาศนี้มีเหตุผล แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับ PDPA ไม่ใช่เปิดทางให้แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกินจำเป็น หรือส่งข้อมูลคนไทยไปต่างประเทศโดยขาดการกำกับดูแล
แต่หากมองจากมุมการบังคับใช้ จุดสำคัญกว่านั้นคือ รัฐไทยต้องตอบให้ได้ว่า แพลตฟอร์มที่ไม่ทำตามจะต้องรับผิดอย่างไร
ถ้าไม่มีบทลงโทษชัดเจน ไม่มีค่าปรับที่มีน้ำหนัก ไม่มีมาตรการเฉพาะต่อบริการโฆษณา และไม่มีระบบตรวจสอบการปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ประกาศฉบับนี้อาจเป็นเพียง “กฎหมายดีบนกระดาษ” ที่คนสุจริตต้องทำตาม แต่มิจฉาชีพยังหาช่องเลี่ยงได้ และแพลตฟอร์มยังรับเงินโฆษณาต่อไป
ทางออก: Verified Advertiser ID ลดการส่งข้อมูลซ้ำ
ทางออกที่น่าสนใจจากข้อเสนอของ ดร.อุดมธิปก คือ แนวคิด Verified Advertiser ID หรือระบบยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณากลาง
แทนที่จะให้ผู้ขายไทยต้องส่งสำเนาบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หนังสือรับรองบริษัท ภาพใบหน้า หรือข้อมูลสำคัญซ้ำ ๆ ให้ทุกแพลตฟอร์ม ประเทศไทยอาจออกแบบระบบกลางให้ผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตนกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง
เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว ผู้ลงโฆษณาจะได้รับสถานะ รหัส หรือหลักฐานรับรองบางอย่าง เพื่อนำไปใช้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ
แพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องเห็นข้อมูลทั้งหมด แต่เห็นเพียงว่าผู้ลงโฆษณารายนี้ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วหรือไม่ สถานะยังมีผลอยู่หรือไม่ และหากเกิดปัญหา หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
แนวทางนี้ช่วยได้ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ ลดการกระจายข้อมูลส่วนบุคคล ลดภาระของผู้ขายรายย่อย และยังทำให้รัฐกับแพลตฟอร์มตรวจสอบผู้ลงโฆษณาได้จริง
ต้องออกแบบด้วย Privacy by Design
แต่ระบบกลางเช่นนี้ต้องออกแบบด้วยหลัก Privacy by Design ตั้งแต่ต้น ต้องชัดเจนว่าใครเป็นผู้ดูแลระบบ ใครเข้าถึงข้อมูลได้ แพลตฟอร์มเห็นข้อมูลระดับใด มีบันทึกการตรวจสอบอย่างไร รักษาความปลอดภัยแบบไหน และเจ้าของข้อมูลใช้สิทธิได้อย่างไร
พร้อมกันนั้น ETDA ต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นหน่วยรับจดแจ้งแพลตฟอร์ม แต่ต้องยกระดับไปสู่การเป็นหน่วยกำกับที่ตรวจสอบได้จริงว่า แพลตฟอร์มมีระบบยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาหรือไม่ ระบบนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ มีการปล่อยโฆษณาหลอกลวงหลุดมากน้อยเพียงใด และเมื่อเกิดความเสียหาย แพลตฟอร์มให้ความร่วมมือเร็วเพียงใด
บททดสอบของรัฐไทย: กล้ากำกับแพลตฟอร์มจริงหรือไม่
นี่จึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หน่วยงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจ หน่วยงานการเงิน และหน่วยงานกำกับแพลตฟอร์ม
หากแต่ละหน่วยงานมองเฉพาะภารกิจของตัวเอง มาตรการนี้อาจแก้ปัญหาหนึ่ง แต่สร้างปัญหาใหม่อีกด้านหนึ่ง
แต่หากออกแบบอย่างรอบคอบ ประกาศฉบับนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล” ของประเทศ

บทเรียนสำคัญคือ ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลกับสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรถูกบังคับให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เราไม่ควรปล่อยให้มิจฉาชีพยิงแอดหลอกประชาชนได้ง่าย ๆ ในนามของเสรีภาพทางดิจิทัล แต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้การปราบมิจฉาชีพกลายเป็นเหตุให้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนสุจริตถูกเก็บ กระจาย และใช้เกินจำเป็น
ที่สำคัญ เราไม่ควรปล่อยให้กฎหมายใหม่กลายเป็นภาระของผู้ขายรายเล็ก แต่ไม่สามารถแตะต้องแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ได้จริง
โจทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะทำให้แพลตฟอร์มรู้ว่าใครลงโฆษณาได้อย่างไร” แต่คือ
จะทำให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบอย่างไร หากไม่รู้ ไม่ตรวจ หรือปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงสร้างความเสียหาย
กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ใครยิงแอด” แต่มันคือบททดสอบว่า ประเทศไทยจะกล้ากำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจังหรือไม่ หรือสุดท้ายจะมีเพียงประกาศที่เพิ่มภาระให้คนสุจริต ขณะที่แพลตฟอร์มใหญ่ยังรับเงินโฆษณาได้เหมือนเดิม
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









