แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์ ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม


Insight

คมสัน ประมูลมาก

แชร์

แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์ ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3947

แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์ ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

แลนด์บริดจ์ คือโครงการที่ถูกพูดถึงมาหลายยุคสมัย ไม่ว่าสีไหนพรรคใดได้เป็นรัฐบาล เพียงแค่เปลี่ยนชื่อและรูปแบบโครงการ ปรับโฉมใหม่เป็นโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน แต่หัวใจของโครงการยังคงเหมือนเดิม นั้นก็คือใช้เป็นเส้นทางลัดในการขนส่งสินค้าแทนการพึ่งพาช่องแคบมะละกา จะคอคอดกระหรือแลนด์บริดจ์ก็เริ่มมาจากแนวคิดเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะคอคอดกระหรือแลนด์บริดจ์ ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดการถกเถียงกันเป็นวงกว้างในสังคม ทั้งในเรื่องของความคุ้มค่าของโครงการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ทับซ้อน จนเกิดการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการขึ้นมาทุกครั้งที่มีการพูดถึง แต่พอกระแสสังคมตีกลับ หรือมีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล โครงการก็ชะลอกันไปเสียก่อน รอวันถูกปลุกผีขึ้นมาใหม่ค่อยตั้งคณะกรรมการศึกษากันอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเครื่องหมายคำถามที่มีต่อโครงการนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ยังคงไม่ได้รับคำตอบ แต่รัฐบาลกลับหยิบยกเรื่องความจำเป็นใหม่ ๆ และความคุ้มค่าของโครงการขึ้นมานำเสนอให้ดูมีน้ำหนักขึ้นมาทดแทนคำถาม สถานะปัจจุบันของโครงการแลนด์บริดจ์จึงอยู่ในระหว่างการศึกษาความเหมาะสม หากสามารถลงทุนพัฒนาได้หลังการศึกษา จะเป็นเมกะโปรเจกต์ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

แลนด์บริดจ์ กับ คำถามต่อความคุ้มค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจ

ในเรื่องของความคุ้มค่าของโครงการนี้ สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือเส้นทางใหม่ในการขนส่งสินค้าแทนช่องแคบมะละกา เพราะในปัจจุบันช่องแคบมะละการองรับปริมาณการขนส่งค้าถึง 25-30% ของโลก เกิดความแออัดทางด้านการส่ง การมาของแลนด์บริดจ์จะกลายเป็นทางเลือกใหม่ ให้ประเทศไทยเป็นประตูการค้าเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของเอเชียออกสู่มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกได้โดยตรง สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ได้อีกมหาศาล

เส้นทางโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง

แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมองตรงกันก็คือ ปัญหาการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน ที่ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด การยกตู้คอนเทนเนอร์ระดับหมื่นตู้ลงจากเรือขนาดใหญ่ เพื่อขนส่งข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร จากแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร และยกขึ้นเรืออีกฝั่ง ที่แหลมอ่าวอ่าง อ. เมืองระนอง จ. ระนอง ต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อนมาก ทำให้ต้องเสียเวลาเบ็ดเสร็จประมาณ 6-9 วัน ซึ่งอาจช้ากว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา 

ในแง่ของการแข่งขันด้านเวลาและต้นทุน จึงอาจไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะมาหยุดพักเพื่อยกขนสินค้าขึ้นและลงแบบซ้ำซ้อน เพราะนอกจากจะช้ากว่าแล้ว ยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการยกตู้ที่เพิ่มขึ้นตามมาอีกด้วย

ที่สำคัญโครงการนี้ใช้เงินลงทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด พร้อมเสนอว่า ควรให้ความสำคัญกับการสร้างเส้นทางเข้าถึงพื้นที่พัฒนาตามแผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (SEC) โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่และดำเนินการพัฒนาต่อจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีการให้คะแนนความเหมาะสมของโครงการอยู่ที่ 19.3%

ผลสำรวจความคุ้มค่า โดย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีแรก จังหวัดระนองจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 36.3 ส่วนจังหวัดชุมพรโตร้อยละ 32.8 และระดับประเทศโตร้อยละ 5.5 นั้นเกินจริงไปค่อนข้างมาก เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สูงกว่าอัตราการเติบโตในอดีตของพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นยุคที่ไทยเพิ่งพบก๊าซธรรมชาติและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบเสียอีก

แลนด์บริดจ์ กับ คำถามที่มีต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

คำถามเรื่องผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม คืออีกหนึ่งคำถามที่สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความกังขาที่มีต่อแลนด์บริดจ์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องตัดผ่านและก่อสร้างในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง เริ่มจากทางฝั่งทะเลชุมพร ที่คาดการณ์ว่าจะมีการสูญเสียทรัพยาการทางทะเลเป็นจำนวนมาก เพราะมีการถมทะเลกินพื้นที่มากกว่า 5,800 ไร่ โดยเฉพาะบริเวณทะเลหลังสวน ที่มีสัตว์ทะเลอาศัยอยู่มากกว่า 108 ชนิด รวมไปถึงสัตว์ทะเลเศรษฐกิจอย่าง กุ้ง ปลาหมึก ปลาอินทรี ปลาเก๋า ที่ชุกชุมอยู่ในบริเวณนี้ ก็จะอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น นอกจากนี้ทะเลชุมพรยังเป็นแหล่งวางไข่ปลาทู แหล่งอาหารหลักของคนไทยก็อาจจะหายตามไปด้วยเช่นเดียวกัน รวมไปถึง ป่าชายเลน และป่าพรุ ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอน และรักษาความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ ก็จะไม่มีอีกต่อไป

ทางฝั่งระนองทะเลอันดามันก็ไม่น้อยหน้า มีการถมทะเลถึง 6,975 ไร่ ที่สำคัญพื้นที่ในบริเวณนี้อุดมไปด้วยหญ้าทะเล กลุ่มพืชดอกที่เติบโตใต้น้ำสามารถสังเคราะห์แสงได้เหมือนพืชบนบก หญ้าทะเลจึงเปรียบได้กับพืชที่เป็นตัวแทนของดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง บริเวณไหนมีหญ้าทะเลจะเป็นการบ่งบอกถึงคุณภาพน้ำที่ดี ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ แหล่งวางไข่ให้กับสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด นอกจากนี้บริเวณดังกล่าวยังห้อมล้อมไปด้วยแนวปะการังมากกว่า 1,200 ไร่ และสัตว์ทะเลมากกว่า 164 ชนิด ที่อาจเกิดการสูญพันธุ์ โดยเฉพาะพะยูนสัตว์ป่าสงวน (พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562) ที่มีการคาดการว่ามีอยู่ไม่ถึง 200 ตัว ในท้องทะเลไทย

หญ้าทะเลอาหารหลักของพะยูน (Photo by THOMAS VIGNAUD / AAMP / AFP)

การดำรงชีพของพะยูนในปัจจุบันนั้นกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต สืบเนื่องจากการที่พะยูนนั้นกินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก การทำลายระบบนิเวศหญ้าทะเลจึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของพะยูนโดยตรง 

นอกจากนี้พื้นที่อยู่อาศัยที่เคยว่ายน้ำข้ามไปมา ระหว่างพังงา ระนอง และทะเลพม่า ก็ต้องถูกขวางกั้นด้วยเรือขนส่งสินค้าที่อาจสร้างอันตรายให้เกิดขึ้น จนอาจทำให้แหล่งพักพิงสุดท้ายของพะยูนในทะเลอันดามัน กลายเป็นแหล่งสูญพันธุ์ของพะยูนไปจากท้องทะเลไทย รวมไปถึงความฝันในการขึ้นบัญชีต่อยูเนสโกเพื่อเป็นมรดกโลกทางทะเลก็อาจจะต้องจบลงไปด้วย

แลนด์บริดจ์ กับ คำถามที่มีต่อผลกระทบต่อชุมชนและการท่องเที่ยว

โครงการแลนด์บริดจ์กินพื้นที่หลายพันไร่ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณริมฝั่งทะเลซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของชุมชน ดังนั้นการสูญเสียที่ดินทำกินและวิถีชีวิตดั้งเดิมจะเกิดขึ้นผ่านการเวนคืนที่ดิน ถางพื้นที่ป่า เป็นการทำลายอาชีพหลักของคนในพื้นที่ เช่น การทำประมงพื้นบ้าน กระแสน้ำที่ไหลเร็วขึ้นกว่าเดิมจากการเข้าออกของเรือขนส่งสินค้าทำให้สัตว์ทะเลจับได้ยากขึ้น นานวันเข้าสัตว์ทะเลก็จะอพยพไปอาศัยในบริเวณอื่น ต้นทุนในการเดินเรือไปหาแหล่งจับสัตว์ทะเลแห่งใหม่ ก็จะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกับต้นทุนในการใช้ชีวิตของชาวประมง ไหนจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากมลพิษทางน้ำ และคราบน้ำมันที่เกิดจากการจอดเทียบท่าและกิจกรรมของเรือสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำลายสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แลนด์บริดจ์ส่งผลกระทบต่อจุดดำน้ำ (Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

ส่วนจุดขายสำคัญของประเทศไทยอย่างการท่องเที่ยว หัวใจหลักในการสร้างรายได้ของภาคใต้ก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ต้องมีการขุดลอกร่องน้ำ ต้องมีการสร้างเขื่อนกันคลื่น รวมถึงการเวนคืนที่ดินและถางป่า สิ่งเหล่านี้จะทำลายความสวยงามของทัศนียภาพชายทะเลที่ได้รับการขนานนามว่าสวยอันดับต้น ๆ ของโลก รวมไปถึงจุดดำน้ำที่เคยเป็นจุดขาย สัตว์ทะเลนานาพันธุ์ ปะการังนานาชนิด เสน่ห์ที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็จะหายไป ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และกระทบต่อรายได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แลนด์บริดจ์ กับ คำถามต่อร่าง พ.ร.บ. SEC

ร่าง พ.ร.บ. SEC หรือ ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor) เป็นกฎหมายพิเศษที่รัฐบาลเตรียมผลักดันเพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนและบริหารจัดการโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ปลดล็อกข้อจำกัดของกฎหมายปกติ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. SEC กำลังเผชิญกับข้อกังวลและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลากประเด็น

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนและนักลงทุนต่างชาติ กฎหมายนี้อาจเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากมีการมอบสิทธิพิเศษในการลงทุน การยกเว้นภาษีอากร  (iLaw)

รวมไปถึงการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายปกติอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ข้อกำหนดที่ให้สิทธิชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี และการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ยกอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดที่เกี่ยวกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ไปไว้ที่คณะกรรมการนโยบายระดับชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

การประท้วงแสดงความไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์

ทั้งหมดนี้คือคำถามหลัก ๆ เพียงแค่บางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแลนด์บริดจ์ โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล ที่ทำให้เกิดการถกเถียงกันเป็นวงกว้าง แน่นอนว่าเราไม่อาจปฏิเสธการพัฒนา ปฏิเสธการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมที่กำลังจะมาถึงได้ แต่การพัฒนาก็จำเป็นที่ต้องมองผลกระทบให้รอบด้าน คำนึงถึงข้อคัดค้าน ฟังเสียงจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ซึ่งในเวลานี้ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก็ได้แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ จะเป็นการมองทุกบริบทอย่างรอบด้านโดยแท้จริง ไม่ได้เป็นการโยนหินถามทาง วัดกระแสสังคม หรือสำรวจแต่ด้านดีของโครงการ แล้วดำเนินโครงการโดยไม่ได้คำนึงถึงข้อคัดค้าน เพราะบางอย่างถ้าสูญเสียไปแล้วก็ไม่อาจกลับคืนมาได้อีก

 

ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติม

อ้างอิง

  • ผลกระทบและข้อโต้แย้ง ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ | มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
  • “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” | Greenpeace
  • แลนด์บริดจ์-ร่างพ.ร.บ.SEC โครงการยักษ์ระนอง-ชุมพร เอื้อนายทุนต่างชาติสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม | ilaw
  • โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย | สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แลนด์บริดจ์สิ่งแวดล้อมปัญหาเศรษฐกิจการขนส่ง
คมสัน ประมูลมาก

ผู้เขียน: คมสัน ประมูลมาก

นักเขียนและผู้ผลิตคอนเทนต์ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม และผู้เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้ว ที่ทำด้วยตนเอง (สำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS)

บทความ NOW แนะนำ