หลายฝ่ายกังวล “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้ม-กระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลลงพื้นที่ 8 พ.ค.พบชาวบ้าน

สิ่งแวดล้อม
12:14
จำนวนผู้ชม 12,021
หลายฝ่ายกังวล “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้ม-กระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลลงพื้นที่ 8 พ.ค.พบชาวบ้าน
Botnoi Voice
หลายฝ่ายกังวล “โครงการแลนด์บริดจ์” ไม่คุ้มค่า นักธุรกิจขนส่งทางเรือระบุไม่คุ้มค่าขนส่ง ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมห่วงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทะเลอันดามัน-ปะการัง ขณะที่นายกฯ ไฟเขียวเดินหน้า สั่ง “พิพัฒน์” ลงพื้นที่ 8 พ.ค.พบชาวบ้าน มั่นใจคุ้มค่าลงทุน

วันนี้ (30 เม.ย.2569) นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียนสารคดี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า

"ผู้มีอำนาจฝันไปเรื่อย ไม่มีบริษัทเดินเรือขนส่งระดับโลกไหนจะมาใช้แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) นี้หรอก เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก" ผู้บริหารสายการเดินเรือระหว่างประเทศหลายคนที่เป็นลูกค้าโดยตรงของโครงการนี้เล่าให้ผู้เขียนฟังตรงกัน

ผลของการศึกษาของจุฬาฯ ก็ออกมาแล้วว่า ลงทุนไป 1 ล้านล้านบาทไม่คุ้มค่าแน่นอน แต่รัฐบาลไม่ฟัง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2566 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง) ด้วยมูลค่าการลงทุนโครงการนี้มากถึง 1 ล้านล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลถึงความไม่คุ้มค่า

ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะรัฐมนตรีคมนาคมก็ประกาศย้ำแล้วย้ำอีกว่า จะเดินหน้าโครงการนี้อย่างแน่นอน

โครงการ "แลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง" จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง (รถไฟทางคู่) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด "One Port Two Side" และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและกิจกรรมเชิงพาณิชย์

โดยได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง คือ บริเวณแหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และ แหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง ที่สามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู (ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยาว 20 ฟุต)

สำหรับท่าเรือฝั่งชุมพรจะมีพื้นที่ถมทะเลประมาณ 5,808 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ท่าเทียบเรือ 4,788 ไร่ และ พื้นที่พัฒนาอเนกประสงค์ 1,020 ไร่ ส่วนท่าเรือฝั่งระนอง จะมีพื้นที่ถมทะเลประมาณ 6,975 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ท่าเทียบเรือ 5,633 ไร่ และพื้นที่อเนกประสงค์ 1,342 ไร่

ส่วนระบบเส้นทางเชื่อมโยงมีระยะทาง 93.9 กิโลเมตร ประกอบด้วย มอเตอร์เวย์และรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน (1.435 เมตร) รองรับการขนส่งสินค้า และรางขนาด 1 เมตร เพื่อเชื่อมการเดินทางขนส่งของประเทศอีกด้วย โดยมีรูปแบบทั้งทางยกระดับ ทางระดับพื้นและอุโมงค์ 3 แห่ง

รัฐบาลตั้งเป้าจะให้แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เป็นจุดศูนย์กลางขนส่งสินค้าและเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก โดยมีแรงจูงใจจะดึงผู้มาใช้บริการ คือ สามารถลดระยะเวลาขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก จากเดิมที่การใช้เส้นทางช่องแคบมะลากาใช้เวลา 9 วัน โครงการแลนด์บริดจ์นี้จะทำให้เหลือ 5 วัน ด้วยการนำสินค้าจากเรือมาขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟแล้วขนไปลงเรือที่ท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง

นอกจากนี้จะเกิดโครงการนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีการตั้งเขตเศรษฐกิจเสรีเพื่อดึงดูดนักลงทุนมาพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่าเรือและจะทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามมา เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในภาคใต้ต่อไป

บริษัทขนส่งทางเรือชี้ไม่คุ้มค่า

ผู้บริหารสายการเดินเรือให้ข้อมูลผู้เขียนต่อว่า ลองคิดดูสิ หากเรือสินค้ามาจอดที่ท่าเรือชุมพร ต้องยกตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร แล้วยกขึ้นรถไฟไประนอง แล้วยกลงจากรถไฟเพื่อยกไปขึ้นเรือที่ระนองอีก ยกตู้ 4 ครั้ง โดนไป 4,000-5,000 บาท/ตู้ ไหนจะค่าภาระท่าเรือ 2 แห่ง ค่าขนส่งทางรถไฟอีกประมาณ 100 กม. รวมแล้วค่าใช้จ่ายเยอะมาก ประมาณ 10,000-12,000 บาท/ตู้ (ประมาณ 300-400 ดอลลาร์สหรัฐ)

ปัจจุบันนี้เรือขนส่งสินค้าจะมีระวางขับน้ำตั้งแต่ 100,000 -200,000 ตัน ยิ่งลำใหญ่ต้นทุนขนส่งสินค้าจะถูกลง สมมติว่าเรือสินค้าขนาดระวาง 100,000 ตัน จะบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ได้ 10,000 ตู้ หรือเฉลี่ยตู้คอนเทนเนอร์ละ 10 ตัน ถ้ามีเรือเทียบท่าเรือระนองวันละ 10 ลำ หมายความว่ามีตู้ต้องยกขึ้นรถไฟ 100,000 ตู้ ขณะที่รถไฟแต่ละขบวนขนได้ประมาณ 500 ตู้คอนเทนเนอร์ ลองคิดดูสิว่าจะเสียเวลากี่วันกว่าจะขนขึ้นขนลง

ขณะที่เรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์หรือมาเลเซียเสียค่าใช้จ่ายตู้ละ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ เรือสินค้าลำหนึ่งขนตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 10,000-20,000 ตู้ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายถูกกว่ากันลำละหลายสิบล้านบาท และกว่าจะขนถ่ายตู้นับหมื่นขึ้นลงรถไฟ และขนส่งตู้ระหว่างชุมพร-ระนองคงใช้เวลาประมาณ 5-10 วัน ไม่ได้ประหยัดเวลาเลย

สรุปคือระยะเวลาก็ไม่ได้เร็วกว่า แต่ยังเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก แล้วลูกค้าเรือสินค้าที่ไหนจะมา

ความเห็นของผมคือโครงการนี้ไม่น่าจะไปรอด ตำน้ำพริกละลายทะเลเปล่า ๆ และคนในวงการเดินเรือส่วนใหญ่ส่ายหน้ากับโครงการนี้มานานแล้ว และอีกประการหนึ่ง รัฐบาลก็กำลังสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ เรือกินน้ำลึกเข้าจอดเทียบท่าได้ แล้วจะไม่เป็นการแย่งลูกค้ากันเหรอ

ต่อคำถามที่ว่า แล้วที่จะมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นหลังท่าเรือและจะทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามมา พวกเขามีความเห็นอย่างไร

การจะมีอุตสาหกรรมหลังท่าเรือตามมา มันจะต้องมีตู้ขนส่งสินค้าจำนวนมากวิ่งผ่าน เกิดความหลากหลายของสินค้า จึงจะเป็นการดึงดูดให้เกิดอุตสาหกรรม แต่จะมีจริงหรือ เราเคยสร้างท่าเรือระนองแล้วบอกว่าจะมีอุตสาหกรรมตามมา แต่ไปดูท่าเรือระนองเปิดมาสิบกว่าปี แทบไม่มีใครใช้ ตอนนี้ก็แทบจะร้างแล้ว

ขณะที่รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ และ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีข้อสรุปว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เสนอว่า

"…ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน คือ การให้ความสำคัญกับการสร้างเส้นทางเข้าถึงพื้นที่พัฒนาตามแผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (SEC) โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่และดำเนินการพัฒนาต่อจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด…"

อีกด้านหนึ่งโครงการนี้ยังสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้มหาศาลอย่างมาก

"ดร.ธรณ์" หวั่นกระทบมรดกโลกอันดามัน

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักสิ่งแวดล้อมทางทะเล ให้ความเห็นว่า ความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อการยื่นขอมรดกโลกทะเลอันดามัน ส่งผลกระทบต่อป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่ดีที่สุด และสามารถนำรายได้เข้าประเทศในระยะยาวผ่านกลไกการค้าคาร์บอนที่เพิ่งตกลงชัดเจนในเวทีเจรจาโลกร้อนระดับโลก (COP24) ที่กลาสโกว์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการสูญเสียศักยภาพสร้างรายได้ประเทศจากการท่องเที่ยว

ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล กล่าวว่า หากท่าเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์เกิดขึ้นที่เเหลมริ่ว เเละ เเหลมอ่าวอ่าง ตามที่ได้มีการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลยว่าเส้นทางเดินเรือสมุทรที่จะเข้าท่าเรือ จะผ่านเเนวหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน เเละกองหินริเชอริว ในฝั่งทะเลอันดามันเหนือ เเละในส่วนฝั่งอ่าวไทยถ้าวิ่งตรงจากเเหลมริ่ว ก็จะไปพบกับหินใบ เกาะเต่า เเละกองหินชุมพร

กองหินเเละหมู่เกาะที่ ดร.ศักดิ์อนันต์ พูดทั้งหมดคือ เเนวภูเขาใต้น้ำที่มีระบบนิเวศปะการังที่สำคัญของโลก "ริเชอริวร็อค" คือจุดดำน้ำที่ติด 1 ใน 5 ของโลก เเละเกาะเต่าคือโรงเรียนของนักดำน้ำ ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างเเน่นอนจากเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ ซึ่งละเลยการศึกษาในส่วนนี้ไป มีพูดถึงพื้นที่ตั้งโครงการเพียง 5 กิโลเมตร ในรายงาน EHIA เเต่ผลกระทบตลอดเเนวเส้นทางเดินเรือไม่ได้ถูกศึกษาเเละพูดถึง

"ดร.ศักดิ์อนันต์" ห่วงระบบนิเวศทั้งอ่าวไทย-อันดามัน

นอกจากนั้น เเนวปะการังในพื้นที่เกาะสุรินทร์ ริเชอริวร็อค เกาะสุรินทร์ เป็นทะเลน้ำลึก ธาตุอาหารตะกอนต่ำ เเละไกลจากการรบกวนของมนุษย์ ซึ่งหากมีเรือเดินสมุทรจำนวนมาก ขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่เเนวปะการังที่อุดมบูรณ์เเละมีความเฉพาะก็อาจจะได้รับผลกระทบได้ ต้องเข้าใจว่า พื้นที่บริเวณนี้มีระบบนิเวศที่เฉพาะ ไกลจากกิจกรรมของมนุษย์การเข้าไปรบกวนอาจทำให้พังทั้งระบบเเละยากต่อการฟื้นฟูได้

สำหรับฝั่งอ่าวไทย การกระจายพันธุ์ของสัตว์ทะเลหายากหลายชนิด ยังเป็นเเหล่งวางไข่ของปลาทูไทยด้วย เเละหากเส้นทางเดินเรือผ่านเกาะเต่า หินใบ เเละกองหินชุมพร ซึ่งเป็นจุดดำน้ำของโลก มีมูลค่าจากการท่องเที่ยวเเละการสอนดำน้ำเป็นหมื่นล้านต่อปี หากเส้นทางเดินเรือผ่านเเนวนี้มันจะกระทบมากขนาดไหน ? ดร.ศักดิ์อนันต์ ตั้งคำถาม

น่าแปลกใจที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศมาตลอด ประเทศไทยมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่การกระทำสวนทางโดยสิ้นเชิง

การพัฒนาภาคใต้ควรให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาลเป็นหลัก โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย แต่แลนด์บริดจ์กำลังจะมาทำลายอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้ประเทศอันดับ 1 ในขณะที่การลงทุนมหาศาลจะมีเรือสินค้ามาใช้เดินเรือจริงหรือไม่ ยังเป็นความฝันอยู่

โครงการลงทุน 1 ล้านล้านบาท คุ้มค่าจริงหรือ คำตอบมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะรับรู้หรือไม่

ส่วนความเคลื่อนไหวของโครงการฯ หลังจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ และเดินหน้าโครงการนี้

“พิพัฒน์” ลงชุมพร-ระนอง ทำความเข้าใจ “แลนด์บริดจ์”

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต

รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ทั้ง จ.ชุมพร และ จ.ระนอง และให้ข้อมูลกับประชาชน ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

สำหรับประเด็นสำคัญคือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ผลการศึกษาความคิดเห็นประชาชน และการมีส่วนร่วม 2.ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ และ 3งบประมาณในการลงทุน ว่าจะนำมาจากแหล่งใด

ส่วนจะเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.สัญจรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้ตั้งเรื่องการเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

“พิพัฒน์” ยันโครงการคุ้มค่า-สร้างโอกาส

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายก​รัฐมนตรี ​และ ​รมว.คมนาคม​ ระบุว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ โดยผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า “โครงการมีความคุ้มค่าและเป็นโอกาสของไทย”

เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.2569) นายกฯ มีข้อสั่งการให้​ลงพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งกำหนดเบื้องต้นว่า วันที่ 8 พ.ค.2569 จะลงพื้นที่ไปที่ชุมพรก่อน บินจาก กทม.ไปชุมพร อ.หลังสวน อ.พะโต๊ะ ขับรถจากพะโต๊ะไประนอง ให้ท้องถิ่นผู้นำชุมชนมาหารือ พยายามเอาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมามีส่วนร่วม ขอความเห็นจากชาวบ้าน เห็นด้วยหรือไม่

ผมจะไปชี้แจงข้อดี ข้อเสีย และผลการศึกษา อาชีพอะไรทำได้เมื่อมีท่าเรือเพิ่มขึ้น การที่เรือมาทิ้งสมอจะสร้างอาชีพอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ สามารถเป็นบริษัทในพื้นที่ และจะมีอาชีพอะไรที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนพื้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องทำการศึกษาให้คนระนอง และชุมพร ก่อนเท่านั้น

ส่วนกรณีที่มีการคัดค้าน นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่กังวล โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติของโครงการขนาดใหญ่ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ส่วนกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาระบุว่า ยังไม่ได้ศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ​นั้น นายพิพัฒน์​ระบุว่า เป็นคนละเรื่องกัน เพราะที่ศึกษาคลองไทย เป็นการ​ศึกษามายาวนานแล้ว มี 4 ส่วน จากคอคอดกระ จนมาถึงคลองไทย ยืนยันว่า จะเดินหน้าแลนด์​บริดจ์ ไม่มีการแบ่งแยกประเทศไทยเป็นสองส่วน ไม่มีไทยเหนือ ไทยใต้ ที่ผ่านมาการแบ่งประเทศเป็นสองส่วนเป็นความกังวลฝ่ายความมั่นคง

“โครงการแลนด์บริดจ์” คืออะไร

สำหรับ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกระหว่างจังหวัดระนองและชุมพร ด้วยทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร รวมถึงท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน วงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท

มีเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2573 และพัฒนาเต็มรูปแบบภายในปี 2582 เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ลดระยะ เวลาการขนส่งทางทะเล เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เชื่อมโยงกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ภาคใต้ได้ จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี

รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือน มิ.ย.2569 และเร่งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อเปิดประมูลผู้ลงทุน และก่อสร้างระยะที่ 1 ภายในปี 2573

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสการสร้างรายได้ และการจ้างงาน ให้กับประเทศไทย อีกทั้งโครงการนี้ยังได้รับความสนใจจากประเทศสิงคโปร์

อ่านข่าว :

ปชป.ยื่นญัตติขอสภาฯ ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ หวั่นไม่คุ้มค่า

"พิพัฒน์" ลงพื้นที่ "แลนด์บริดจ์" แจงชาวบ้าน-ฟังความเห็น 8 พ.ค.

ประจักษ์วิเคราะห์ : ปัดฝุ่น "แลนด์บริดจ์" พายเรือวนในอ่างเดิม

"นายกฯ" ชี้ "แลนด์บริดจ์" เป็นประโยชน์สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ