วันนี้ (15 ก.ย.2569) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เปิดถ้อยแถลงของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กต. ในการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอม ที่สิงคโปร์
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และคณะผู้แทนกัมพูชา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิของเรา และเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน
ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งสำหรับการประชุมในวันนี้
เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้ คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน
ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือรักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี
เปิดถ้อยแถลง "สีหศักดิ์" ประชุม กมธ.ประนอม ไทย-กัมพูชา ครั้งแรก
แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง
เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน
ผมขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง
สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐาน ที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน
เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย
แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่น ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา
แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้ว ครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น
นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากัน และการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น
วิธีทีประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว
ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความเป็นมาที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย ผมจึงขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544
กัมพูชากล่าวอ้างว่าการตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง
ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุุมอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง
การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น
ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่น ๆ
ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายใน 6 เดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้
ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง
กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจท่านประธาน เพื่อแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็นที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณา
สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น
ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรม ที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ผมขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐาน ทางกฎหมาย
ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ
ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม ผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่าย หาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้
เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน
ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสองยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทาง เพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ
ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ และคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ เราต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้ จะมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต
เปิดถ้อยแถลง "สีหศักดิ์" ประชุม กมธ.ประนอม ไทย-กัมพูชา ครั้งแรก
กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างมั่นคง และขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา
ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อ่ไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง
ไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เราได้เคยย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง
กัมพูชาควรจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใด และเราหวังว่ากัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมือง ที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับเรา เพราะภายหลังจากกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ
ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา เราหวังว่ากัมพูชาก็จะทำเช่นเดียวกัน
อ่านข่าว :
จนท.ขยายผล "สารเร่งเนื้อแดง" ฟาร์มโค-สุกร ยึดของกลาง 32 ล้านบาท
"ศุภมาส" สยบข่าวลือ! ยันยังไม่มีนโยบายควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส
"คนภูมิใจไทย" มั่นใจ กกต.เป็นธรรม-ไม่สนแรงกดดัน รอฝ่ายค้านอภิปราย
