สืบเนื่องจากสถานการณ์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่มีท่าทีคลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานทั่วโลก รัฐบาลในหลายประเทศจึงต้องเร่งประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ เรามาดูไปพร้อมกันว่าแต่ละประเทศมีกลยุทธ์รับมือที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

เกาหลีใต้ สลับวันใช้รถและปรับพฤติกรรมการอาบน้ำ
เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก รัฐบาลจึงประกาศมาตรการที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวงกว้าง เช่น
- มาตรการสลับใช้รถยนต์ 5 วัน (Five-day vehicle rotation system) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ งดขับรถส่วนตัว 1 วันต่อสัปดาห์ โดยอ้างอิงจากเลขท้ายทะเบียนรถ เช่น รถที่เลขท้ายทะเบียนลงด้วย 1 และ 6 ห้ามใช้ในวันจันทร์
- มาตรการประหยัดพลังงานระดับชาติ 12 ข้อ รณรงค์ให้ประชาชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การอาบน้ำให้สั้นลง, หลีกเลี่ยงการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงเวลากลางคืนเพื่อลดภาระการใช้ไฟฟ้า, การใช้รถประจำทางแทนการใช้รถส่วนบุคคล ฯลฯ

อียิปต์ จำกัดเวลาเปิด-ปิดห้างร้าน และดับไฟถนน
รัฐบาลอียิปต์เลือกใช้มาตรการที่เน้นการลดการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะ เช่น
- จำกัดเวลาเปิด-ปิด กำหนดให้ห้างสรรพสินค้าและสถานประกอบการต้องปิดทำการภายในเวลา 21.00 น. เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์
- ข้อยกเว้นเพื่อปากท้อง มาตรการนี้จะไม่บังคับใช้กับร้านขายของชำ, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านขนมปัง และร้านยา เพื่อให้ประชาชนยังคงเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้

บังกลาเทศ เลื่อนปิดสถานศึกษาล่วงหน้า
บังกลาเทศประกาศเลื่อนวันหยุดเทศกาลอีฎิลฟิตริ (Eid al-Fitr) ให้เร็วขึ้น เพื่อปิดมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศล่วงหน้า
ทางการเผยว่า สถาบันการศึกษามีการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ทั้งระบบปรับอากาศและห้องปฏิบัติการ การปิดสถานศึกษาล่วงหน้าจึงช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมและลดปัญหาจราจรติดขัด
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ออกมาตรการกระตุ้นให้สถาบันและสำนักงานต่าง ๆ ลดการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด เช่น ปรับลดเวลาทำการหน่วยงานรัฐ เหลือ 09.00-16.00 น และประกาศให้ห้างร้านปิดทำการในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน

ไทย ถอดสูทและปรับอุณหภูมิ
ประเทศไทยเองก็มีมาตรการลดค่าครองชีพและวิกฤตราคาพลังงาน เน้นให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 10 เช่น
มาตรการ "สลัดสูท" และปรับอุณหภูมิ
- รณรงค์ให้เจ้าหน้าที่รัฐงดสวมสูทผูกเน็กไทในระหว่างการปฏิบัติงานปกติ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและลดภาระเครื่องปรับอากาศ
- กำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส
Work From Home
- รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มดำเนินมาตรการ WFH ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการบริการประชาชน เพื่อลดการเดินทางและลดการใช้น้ำมัน
- ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Video Conference) แทนการเดินทางไปศึกษาดูงาน อีกทั้งยังระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
ในฐานะที่ ไทยพีบีเอส เป็นสื่อสาธารณะ ก็ได้ขานรับนโยบายและออกมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวดภายในองค์กรเช่นกัน ด้วยการเปิดโหมดทำงาน Work from Home 2 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟภายในสำนักงานได้เกือบ 3 แสนบาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปกติ
มาตรการ "สลัดสูท" บุคลากรและผู้ประกาศข่าวปรับเปลี่ยนมาแต่งกายชุดสุภาพโดยงดสวมสูท เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในอาคาร พร้อมควบคุมการเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส และรณรงค์ให้พนักงานใช้บันไดแทนลิฟต์
นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสยังดำเนินโครงการติดตั้ง Solar Rooftop บนอาคารสำนักงานและสถานีเครือข่ายทั่วประเทศ ตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 14,000 ตัน ตลอดระยะเวลาโครงการ
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ มิอาจรู้ได้เลยว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การร่วมมือกันประหยัดพลังงานจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกัน ที่ช่วยให้แต่ละประเทศประคองสถานการณ์และยืนระยะได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
หากคุณต้องการเกาะติดสถานการณ์โลกและค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการปรับตัวอย่างยั่งยืน สามารถติดตามเนื้อหาเพิ่มเติม
- จับตาสถานการณ์ - มาตรการประหยัดพลังงาน แก้วิกฤตพลังงาน?
- สมมุติว่า - ปฏิรูปพลังงาน ต้องรอปาฏิหาริย์
- วันใหม่วาไรตี้ - รู้ทันกันได้ 9 วิธีทำสิ่งนี้ที่บ้านช่วยลดความร้อนได้จริง
ที่มา: The Korea Times, The Guardian, Al Jazeera
คอลัมน์ต่อยอด l เสริมความคิด ต่อยอดความรู้ สื่อสารความเข้าใจ โดย ศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส (CCM)









