เข้าใจ “โรคปอด” มากขึ้น ด้วยการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

Thai PBS
แชร์

เข้าใจ “โรคปอด” มากขึ้น ด้วยการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4300

เข้าใจ “โรคปอด” มากขึ้น ด้วยการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

เป็นที่รู้กันว่า “นกพิราบ” เป็นพาหะนำโรคร้ายมามาสู่มนุษย์ได้หลายโรค เช่น โรคปอด แต่ถึงอย่างนั้นในหลายประเทศทั่วโลก กลับมีการเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกพิราบเพื่อการแข่งขันหรือการประกวดซึ่งได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย เพื่อทำความเข้าใจ “โรคปอด” ให้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบ โดยจะมีความน่าสนใจอย่างไรตามมาอ่านกันได้เลย

ในเมืองไทย มีคนนิยมเลี้ยงนกจำนวนไม่น้อย แต่ “นกพิราบ” กลับไม่เป็นที่นิยม เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เนือง ๆ เช่น เคส “ให้อาหารนกพิราบ” ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่ปอด ข้อมูลจาก นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ เผยว่า นกพิราบที่พบเห็นได้ทั่วไป สามารถพาหะนำโรคร้ายมามาสู่มนุษย์ได้หลายโรค เนื่องจากมูลของนกพิราบจะมีเชื้อราที่ชื่อว่า คริปโตคอคคัส นีโอฟอร์แมนส์ (Cryptococcus Neoformans) อยู่นั่นเอง เมื่อมูลของนกที่ติดมาตามตัว ปีกที่กระพือออกจนเกิดฝุ่น เหล่านี้นำพาให้เชื้อไวรัสจากมูลนกติดต่อสู่คนผ่านการสูบดมได้

ส่งผลให้นกพิราบกลายเป็นพาหะนำโรคสู่คนได้หลายโรค อาทิ ไข้หวัดนก พยาธิ ไข้กาฬหลังแอ่น ไวรัสตับอักเสบบี โรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ และโรคเชื้อราในปอดจากนก เป็นต้น

การสังเกตอาการเสี่ยงติดเชื้อที่ปอด

การสูดดมเชื้อไวรัสจากมูลนกพิราบเข้าไปในร่างกายจะทำให้ติดเชื้อที่ปอด และยังสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น สมอง ได้อีกด้วย โดยอาจจะมีอาการไข้ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก มีปัญหาทางการมองเห็น มึนงง หากมีการติดเชื้อที่สมองจะมีอาการสับสน และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป และอาจไม่ใช่เฉพาะมีอาการปอดอักเสบ แต่เชื้ออาจลามไปทำลายสมองของเราได้อีกด้วย

โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่าคนปกติ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนที่ได้รับยากดภูมิ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาแต่กำเนิด สำหรับคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยควรป้องกันตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อราจากมูลนกพิราบ ด้วยวิธีดังนี้

- หลีกเลี่ยงการสัมผัสนก การเข้าไปอยู่ในฝูงนกพิราบ หากต้องเข้าใกล้ ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค

- คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่ควรเข้าไปใกล้นกพิราบ เพราะอาจได้รับเชื้อในมูลเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจ

- ไล่นกพิราบไปไกล ๆ ไม่ให้มาอาศัยอยู่ภายในบริเวณบ้าน

- ทำความสะอาดอาคารเก่า หรือบริเวณที่พบนกเคยอยู่อาศัย และล้างมือหลังจากทำความสะอาดทุกครั้ง

- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันเชื้อโรคได้

- ไม่ให้อาหารนกพิราบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

เมืองไทยไม่นิยมเลี้ยงนกพิราบ แต่หลายกลับฮิตในหลายประเทศทั่วโลก สู่การทำความเข้าใจ “โรคปอด” ให้มากขึ้นของนักวิทยาศาสตร์

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 นกพิราบแข่งพันธุ์เบลเยียมที่ชื่อ New Kim ถูกขายในการประมูลด้วยราคาถึง 1.44 ล้านปอนด์ ซึ่งราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงมูลค่าทางการเงิน การแข่งขัน และความสนใจจากนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงนกพิราบ

การเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกพิราบ เพื่อการแข่งขันหรือการประกวดเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยเฉพาะนกพิราบสายพันธุ์ยุโรปที่มีมูลค่าสูงดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยมีสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการได้รับความนิยมนี้

ทุกเดือนมกราคม นักเลี้ยงนกจำนวนหลายพันคน จะเดินทางไปยังเมืองแบล็กพูลเพื่อเข้าร่วมงาน British Homing World Show of the Year มีการเดินชมแผงขายสินค้า พบปะผู้คน และชื่นชมนกที่มีขนบนหัวสวยงาม ขนที่ม้วนงอ และสีสันที่หลากหลาย เป็นต้น ขณะที่ทีมวิจัยที่นำโดย Dr. Phil Lynch แพทย์ทั่วไปและผู้เลี้ยงนกพิราบ และ Dr. Gavin Boyd แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ ได้ก่อตั้งโครงการวิจัยซึ่งพัฒนามาเป็นมูลนิธิวิจัยทางการแพทย์สำหรับผู้เลี้ยงนกพิราบแห่งอังกฤษ (British Pigeon Fanciers Medical Research Trust) เข้าร่วมงานโดยมีจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไป นั่นคือ เก็บตัวอย่างเลือดจากคนเลี้ยงนกพิราบ เพื่อมาทำการศึกษา

รู้จักโรคปอดนกพิราบ

หรืออีกชื่อก็คือ โรคปอดของคนเลี้ยงนก (Bird Fancier's Lung) เป็นโรคปอดอักเสบจากภูมิแพ้ (Hypersensitivity Pneumonitis) เกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองของโปรตีนจากมูลนก ขน หรือรังแคของนกที่แห้งและสะสมเป็นเวลานาน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติและเนื้อปอดอักเสบ

โดยทั่วไปแล้วผู้เลี้ยงนกส่วนใหญ่จะไม่เป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ในคนที่มีความเสี่ยง ระบบภูมิคุ้มกันจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนและทำให้เกิดการอักเสบรอบถุงลมเล็ก ๆ ในปอด อาการอาจรวมถึงอาการไอ หายใจลำบาก มีไข้ และอ่อนเพลียหลังจากใช้เวลาอยู่กับนก

การอักเสบซ้ำ ๆ อาจนำไปสู่ภาวะพังผืด ซึ่งเป็นการเกิดแผลเป็นถาวรในเนื้อเยื่อปอด ทำให้ปอดแข็งตัวขึ้นและลดความสามารถในการส่งออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือด ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจถึงแก่ชีวิตได้ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้เลี้ยงนกพิราบมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อภาวะปอดอักเสบจากภูมิแพ้และโรคปอดคั่นระหว่างเซลล์อื่น ๆ ซึ่งเป็นคำรวมสำหรับภาวะต่าง ๆ ที่ทำให้เนื้อเยื่อรอบถุงลมเกิดการอักเสบหรือเป็นแผลเป็น

การลดหรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา อย่างไรก็ตาม สำหรับคนเลี้ยงนก การหลีกเลี่ยงอย่างสมบูรณ์อาจหมายถึงการยกนกที่เขาอุทิศชีวิตให้ ไปให้คนอื่นเลี้ยงแทนเสีย

แต่ทั้งนี้ ก็ยังไม่มีการทดสอบใดเพียงอย่างเดียวที่ยืนยันการวินิจฉัยโรคปอดจากนกพิราบได้ แพทย์มักพิจารณาจากอาการ ประวัติการสัมผัส การทดสอบการหายใจ การตรวจเลือด และการสแกนปอด การตรวจเลือด เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยาต่อโปรตีนจากนกพิราบหรือไม่ แต่เป็นการบ่งชี้ถึงการสัมผัสมากกว่าการพิสูจน์ว่าเป็นโรค

เมื่อคนเลี้ยงนกพิราบ ได้รับคำแนะนำให้เลิกเลี้ยงนก ก่อนที่จะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน สิ่งนี้จึงอาจเป็นการทำลายความไว้วางใจ ทำให้คนเลี้ยงนกพิราบบางคนอาจลังเลที่จะบอกผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่าตนเองเลี้ยงนกพิราบ ในขณะที่บางคนอาจล่าช้าในการขอคำแนะนำทางการแพทย์

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2019 Dr. Phil Lynch, Dr. Gavin Boyd และทีมวิจัย จึงได้เริ่มการศึกษาพันธุกรรมของโรคปอดอักเสบเรื้อรังในกลุ่มคนเลี้ยงนกพิราบแห่งสหราชอาณาจักร (British Pigeon Fanciers Genetics of Interstitial Lung Disease)

โดยมีผู้เข้าร่วมตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ การทำงาน ประวัติการสูบบุหรี่ และเวลาที่ใช้กับนกของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการทดสอบการหายใจ การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) ซึ่งจะวัดปริมาณอากาศที่บุคคลสามารถหายใจออกได้อย่างแรงและเร็วเพียงใด เพื่อวัดสุขภาพปอดโดยรวม การตรวจด้วยคลื่นความดัน (Oscillometry) ใช้คลื่นความดันอ่อน ๆ เพื่อประเมินว่าอากาศเคลื่อนที่ผ่านปอดและทางเดินหายใจได้ง่ายเพียงใด ทำให้ทีมวิจัยสามารถระบุผู้ที่มีปอดแข็งตัวและอาจมีรอยแผลเป็นได้

ที่สำคัญ มีการเก็บตัวอย่างเลือดด้วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมวิจัยสามารถศึกษาดีเอ็นเอของผู้เข้าร่วม แอนติบอดีที่สร้างขึ้นต่อต้านโปรตีนในนกพิราบ และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เชื่อมโยงกับการอักเสบ โดยการเปรียบเทียบผู้ที่ยังคงมีสุขภาพดีกับผู้ที่เกิดอาการหรือความผิดปกติของปอด โดยทีมวิจัยหวังว่าจะค้นพบสาเหตุที่นักเลี้ยงนกพิราบบางคนป่วยในขณะที่คนอื่นไม่ป่วย

สิ่งนี้ช่วยให้นักวิจัยระบุบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น และค้นหากระบวนการทางชีวภาพที่อาจกลายเป็นเป้าหมายในการรักษาได้

โดยงานวิจัยนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้คนนอกเหนือจากกลุ่มคนเลี้ยงนกพิราบด้วยเช่นกัน เพราะโรคปอดนกพิราบจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการสูดดมสารต่าง ๆ ที่พบเจอในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่าง ขณะที่ Farmer's Lung (โรคปอดอักเสบเรื้อรังของผู้ทำไร่ทำนา) พบได้บ่อยในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตในฟางหรือหญ้าแห้งที่ขึ้นรา นอกจากนี้ยังโรคปอดที่เกิดสาเหตุอื่น ๆ เช่น เชื้อราในอาคาร เครื่องเพิ่มความชื้นที่ปนเปื้อน หรือโปรตีนจากสัตว์ ด้วย

ปัจจัยกระตุ้นอาจแตกต่างกัน แต่การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและกระบวนการที่นำไปสู่ภาวะพังผืดบางอย่างอาจทับซ้อนกันได้ ดังนั้น การศึกษาในผู้ที่มีปัจจัยกระตุ้นที่ระบุได้อย่างชัดเจน อาจช่วยให้เข้าใจกรณีที่ยากต่อการระบุปัจจัยกระตุ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่มีคนเลี้ยงนกพิราบเข้าร่วมการวิจัยมากกว่า 500 คน และหลายคนกลับมาตรวจซ้ำทุกปี ซึ่งทำให้ทีมวิจัยสามารถตรวจสอบได้ว่าการทำงานของปอด การสัมผัสสารอันตราย และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของคนเลี้ยงนกพิราบมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป

ความเข้าใจที่ได้จากกลุ่มคนเลี้ยงนกพิราบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการนกเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในวงกว้าง เพราะช่วยถอดรหัสโรคปอดจากสิ่งแวดล้อม และช่วยพัฒนาการรักษาในอนาคต เนื่องจากการศึกษาคนเลี้ยงนกพิราบช่วยให้นักวิจัยเห็นตัวแปรและสิ่งกระตุ้น (Triggers) ที่ชัดเจน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถนำโมเดลนี้ไปใช้หาวิธีวินิจฉัยและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรังชนิดอื่น ๆ ที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดต่อไป


📌อ่าน : 4 เรื่องควรรู้ ภัยร้ายจาก “นกพิราบ” เกิดได้อย่างไร ?


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: thaipbs, โรงพยาบาลศิครินทร์, sciencedirect, theconversation 


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นกพิราบติดเชื้อจากนกพิราบคนเลี้ยงนกพิราบเลี้ยงนกพิราบให้อาหารนกพิราบปอดมะเร็งปอดวัณโรคปอดโรคปอดวิทยาศาสตร์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Science
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" นิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ม.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover

บทความ NOW แนะนำ