ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะสงครามที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย ยูเครน, สหรัฐอเมริกา อิหร่าน, ไทย กัมพูชา รอยร้าวเหล่านี้ชวนให้เรานึกย้อนกลับไปถึงยุค “สงครามเย็น" (Cold War) ช่วงเวลาที่โลกถูกแบ่งรูปแบบการปกครองด้วยกำแพงเบอร์ลิน ที่เริ่มต้นขึ้นหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
ในยุคสมัยนั้น โลกไม่ได้ห้ำหั่นกันด้วยกองทัพขนาดใหญ่ในสงครามเต็มรูปแบบ แต่ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝั่ง 2 อุดมการณ์การปกครอง ได้แก่
- ฝั่งโลกเสรีประชาธิปไตยและทุนนิยมนำโดย สหรัฐอเมริกา
- ฝั่งโลกคอมมิวนิสต์นำโดย สหภาพโซเวียต
โดยสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและการแบ่งแยกได้ชัดเจนที่สุดก็คือ"กำแพงเบอร์ลิน" นั่นเอง
กำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์ของความขัดแย้งและการแบ่งอุดมการณ์การปกครอง (Photo by AFP)
จุดเริ่มต้นกำแพงเบอร์ลิน เมื่อเยอรมนีถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน
จุดเริ่มต้นของ กำแพงเบอร์ลิน ต้องย้อนไปหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1945 หลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนี เยอรมนีในฐานะผู้แพ้สงครามได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามข้อตกลงพ็อทซ์ดัม (Potsdam Agreement) โดยแต่ละโซนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศผู้ชนะทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และสหภาพโซเวียต
ผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีในฐานะผู้แพ้สงคราม ได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นที่เมืองหลวงอย่าง "เบอร์ลิน" แม้เบอร์ลินจะตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตอิทธิพลของโซเวียต แต่ด้วยความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เมืองหลวงแห่งนี้จึงถูกแบ่งย่อยออกเป็น 4 ส่วนเช่นเดียวกัน โดยฝั่งตะวันตกของเบอร์ลินอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส เรียกว่า เบอร์ลินตะวันตก ส่วนฝั่งตะวันออกอยู่ภายใต้โซเวียต เรียกว่า เบอร์ลินตะวันออก ทั้ง 2 ฝั่ง มีแผนการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- แผนการมาร์แชลล์ (Marshall Plan) เป็นแผนการของฝั่งตะวันตก อัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือสูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อพลิกฟื้นเยอรมันนี ผ่านการสร้างอุตสาหกรรม งาน และชีวิตใหม่
- แผนการโมโลตอฟ (Molotov Plan) เป็นแผนการของฝั่งตะวันออก แต่ด้วยเงินทุนที่น้อยกว่า จึงไม่สามารถฟื้นฟูได้ดีเท่าแผนมาร์แชลล์ จึงทำการขนย้ายทรัพยากรและโรงงานอุตสาหกรรมกลับไปพัฒนาประเทศตนเอง
ประตูบรันเดนบูร์ก สัญลักษณ์การแบ่งแยกยุคสงครามเย็น (Photo by Raph GATTI_AFP)
ความแตกต่างของแผนการและการปกครอง ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการแสดงความสามารถในการบริหาร นำไปสู่การรวมเขตปกครองฝั่งตะวันตกก่อตั้งเป็น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน หรือเยอรมนีตะวันตก (FRG) ขณะที่โซเวียตก็ทำการก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน หรือเยอรมนีตะวันออก (GDR) ในเวลาต่อมา
วิกฤตการณ์ปิดล้อมก่อนมีกำแพงเบอร์ลิน
ความตึงเครียดปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1948 เมื่อ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำโซเวียตขณะนั้น ได้พยายามบีบให้ส่งมอบเบอร์ลินตะวันตกให้แก่โซเวียต ด้วยการปิดล้อมเบอร์ลิน อ้างว่าเป็นการปิดถนนและทางรถไฟเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมสะพาน และห้ามไม่ให้มีการส่งอาหาร สินค้า และถ่านหินเข้าไปในเบอร์ลินตะวันตก ทางด้านฝั่งตะวันตกแก้เกมด้วยปฏิบัติการสะพานอากาศเบอร์ลิน บินส่งเสบียง อาหาร และถ่านหินทางอากาศวันละหลายร้อยเที่ยวเป็นเวลากว่า 500 วัน จนเกิดเป็นภาพประวัติศาสตร์เครื่องบินทิ้งลูกอม ของ เกล ฮาลเวอร์เซน ทหารอเมริกันที่ผูกลูกอมกับร่มชูชีพทำมือโปรยลงมาให้เด็ก ๆ ในเบอร์ลินตะวันตก สร้างกระแสความนิยมจนกระทั่งสตาลินต้องยอมยกเลิกการปิดล้อมในปี ค.ศ.1949
ปฏิบัติการสะพานอากาศเบอร์ลิน (Photo by AFP)
หลังจากการปิดล้อมสิ้นสุดลง สภาพความเป็นอยู่ของเยอรมนีทั้งสองฝั่งเริ่มแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เยอรมนีตะวันตก ผู้คนอยู่ดีกินดี มีสิทธิเสรีภาพ มีระบอบประชาธิปไตย ส่วนเยอรมนีตะวันออก อยู่ภายใต้การกดขี่จากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ที่ขาดแคลน
ส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหล ชาวเยอรมันตะวันออกมากกว่า 3.55 ล้านคน พากันหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังฝั่งตะวันตกผ่านทางเบอร์ลินเพราะเป็นจุดที่ไม่มีการปิดกั้นอย่างแน่นหนา โดยผู้หลบหนีส่วนมากเป็นคนหนุ่มสาวและผู้มีความรู้ความสามารถ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ การเจริญเติบโต และเศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันออกอย่างรุนแรง
จากรั้วลวดหนามสู่กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัดขาดคนในประเทศออกจากกัน
ในที่สุดช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1961 กองกำลังทหารและตำรวจเยอรมันตะวันออกก็เริ่มลงมือขึงรั้วลวดหนามยาวกว่า 156 กิโลเมตร ปิดกั้นพรมแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตกและตะวันออก ถนนถูกขุดทำลาย ทางรถไฟถูกปิดกั้น โดยในเวลาต่อมารั้วลวดหนามได้กลายเป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่มีความสูง 3.6 เมตร กว้าง 1.2 เมตร ตัดขาดคนในเมืองหลวงทั้ง 2 ฝั่งออกจากกันอย่างถาวร
ความตึงเครียด ความหวาดระแวง และความรุนแรง หลังก่อกำแพงเบอร์ลิน
ก่อนที่จะมีกำแพงเบอร์ลิน ประชาชนชาวเบอร์ลินสามารถเดินไปซื้อของ ไปทำงาน หรือเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องอีกฝั่งได้อย่างอิสระเหมือนการเดินทางไปสวนสาธารณะ ไปห้างสรรพสินค้า แต่หลังจากกำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้น ครอบครัวจำนวนมากต้องพลัดพรากจากกันถาวรจากกำแพงที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อ โดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ร่ำลา
ส่วนบรรยากาศในเยอรมันนีตะวันออกเต็มไปด้วยความหวาดระแวง มีการจำกัดการเข้าถึงทางด้านข้อมูลข่าวสาร สืบเนื่องจากความกังวลว่าจะมีการหลบหนีไปฝั่งตะวันตก มีการสร้างหอสังเกตการณ์จำนวน 116 จุด และบังเกอร์อีก 20 แห่ง พร้อมสุนัขลาดตระเวน ทำให้การขออนุญาตข้ามแดนเพื่อไปทำธุระกลายเป็นเรื่องยาก ส่วนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
จุดตรวจข้ามพรมแดนที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด (Photo by AFP)
สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1961 เกิดวิกฤตการณ์เบอร์ลิน เมื่อทูตสหรัฐฯ ถูกทหารยามเยอรมันนีตะวันออกกักตัวและขอดูพาสปอร์ต ซึ่งขัดต่อข้อตกลงเดิมที่ว่าเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตรสามารถเดินทางข้ามเขตได้โดยเสรี เหตุการณ์บานปลายอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ ส่งรถถังไปจอดประจันหน้ากับรถถังของโซเวียตที่จุดตรวจพรมแดนในระยะเผาขน ท่ามกลางความตื่นตระหนกว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 จนกระทั่งประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ นิกิตา ครุชชอฟ ผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียต ต้องทำการเจรจาลับหาข้อตกลงจนสถานการณ์คลี่คลายลง
หลังจากนั้นได้ไม่นาน เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนคนทั้งโลกก็ได้เกิดขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1962 เมื่อ ปีเตอร์ เฟชเตอร์ เด็กหนุ่มวัย 18 ปี พยายามปีนกำแพงเบอร์ลินหลบหนี แต่ถูกทหารยามยิงที่หน้าท้องจนล้มลง ปีเตอร์ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทหารฝั่งตะวันออกไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวกระสุนจากฝั่งตะวันตก ขณะที่ทหารฝั่งตะวันตกก็ไม่เข้าไปเพราะหลังว่าจะถูกยิงใส่เช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดเฟชเตอร์เสียชีวิตจากการเสียเลือดหลังจากร้องทรมานอยู่หลายชั่วโมง
ไม้กางเขน แสดงการไว้อาลัยแก่ชาวเบอร์ลินตะวันออกที่เสียชีวิตขณะพยายามข้ามกำแพง (Photo by Raph GATTI_AFP)
แต่ถึงอย่างไรก็ตามสภาพความเป็นอยู่ ความหวาดระแวง การกดขี่ และชีวิตที่มองไม่เห็นอนาคตได้ผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากพยายามทำการหลบหนี ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ว่ายน้ำข้ามพรมแดน, ขับรถหุ้มเกราะชนกำแพงเบอร์ลิน, ปลอมตัวเป็นนายทหารระดับสูง หรือแม้กระทั่งการขุดอุโมงค์หลบหนีขนาดเพียง 60x60 เซนติเมตร ที่ช่วยคนคลานหนีรอดไปได้ 56 คน จนเป็นที่มาของชื่ออุโมงค์ 56
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง การทลายของกำแพงเบอร์ลิน
ค.ศ. 1985 สหภาพโซเวียตภายใต้ผู้นำใหม่อย่าง มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้ริเริ่มนโยบายเปเรสตรอยกา และ กลาสนอสต์ นโยบายที่มุ่งเน้นปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ยุติการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารหรือควบคุมทุกอย่างไว้ทั้งหมดเหมือนในอดีต พร้อมปรับเปลี่ยนโครงสร้างและมอบเสรีภาพให้แก่ประชาชน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1987 เดวิด โบวี ศิลปินร็อกแอนด์โรลชื่อดังชาวอังกฤษ ได้เดินทางมาเปิดคอนเสิร์ตติดแนวกำแพงเบอร์ลินฝั่งตะวันตก ส่งเสียงเรียกร้องเสรีภาพผ่านเสียงเพลง สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ชาวเบอร์ลินตะวันออกนับพันคนมารวมตัว จนเกิดจลาจลเรียกร้องอิสรภาพตามมา
ความเปลี่ยนแปลงมาถึงจุดเดือดในปลายปี ค.ศ 1989 เมื่อประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โปแลนด์ เริ่มเปิดพรมแดน ทำให้ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากใช้ช่องทางนี้หลบหนีไปสู่เยอรมนีตะวันตก ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ก็เริ่มเดินขบวนประท้วงอย่างสงบตามเมืองต่าง ๆ โดยมีผู้ชุมนุมในใจกลางเบอร์ลินตะวันออกพุ่งสูงถึง 500,000 คนในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989
การรวมตัวกันหน้ากำแพงเบอร์ลิน เพื่อชมเจ้าหน้าที่รื้อถอนส่วนหนึ่งของกำแพง (Photo by Gerard MALIE_AFP)
และแล้วค่ำคืนประวัติศาสตร์ก็มาถึงในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 โฆษกรัฐบาลเยอรมนีตะวันออกได้รับเอกสารร่างกฎหมายผ่อนปรนการเดินทางออกนอกประเทศ แต่เกิดความเข้าใจผิดว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีผลทันที ทำให้ชาวเบอร์ลินตะวันออกหลายหมื่นคนต่างพากันไปที่ด่านตรวจพรมแดน แม้ทหารที่ด่านตรวจจะไม่ได้รับคำสั่งแต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอันตรายต่อฝูงชนจำนวนมหาศาล ท้ายที่สุดในเวลา 22:45 น. จึงตัดสินใจปล่อยให้ประชาชนผ่านทางได้อย่างอิสระ ชาวเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกต่างกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ และประชาชนได้พากันนำค้อนและเครื่องมือต่าง ๆ มาทุบทำลายกำแพงเบอร์ลินคอนกรีตที่เป็นเครื่องพันธนาการชีวิตพวกเขามาตลอด 28 ปี ลงในค่ำคืนนั้น
หลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลายลงอย่างเป็นทางการ นำมาสู่การสิ้นสุดลงของสงครามเย็น เยอรมนีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1990 ชิ้นส่วนของกำแพงเบอร์ลินถูกแจกจ่ายไปยังพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย โรงแรม และหน่วยงานภาครัฐทั่วโลก ในฐานะเครื่องเตือนใจผู้คนถึงความโหดร้าย การปิดกั้นทางเสรีภาพที่มนุษย์มีให้แก่กัน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บางส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกถึงเป็นประจำทุกปี
กิจกรรมการรำลึกถึงถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี (Photo by John MACDOUGALL_AFP)
ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติม
- ที่มา “กำแพงเบอร์ลิน”
- กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย จุดจบสงครามเย็น | ทันโลก Archive
- กำแพงเบอร์ลิน | พื้นที่ชีวิต
อ้างอิง
- ตำนานกำแพงเบอร์ลิน | 9arm
- 13 สิงหาคม 2504 “กำแพงเบอร์ลิน” แยกคนชาติเดียวกัน ให้เป็น 2 ประเทศ | ศิลปวัฒนธรรม
- กำแพงเบอร์ลิน : ครบรอบ 30 ปี การล่มสลายของม่านเหล็กที่แยกเยอรมนีออกจากกัน | BBC Thai









