จากแอปฯ ราชการเฟ้อ ถึง AI เฟ้อ กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องเป็น CTO ประเทศ ไม่ใช่ฝ่ายจัดซื้อ AI


คอลัมนิสต์

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Thai PBS
แชร์

จากแอปฯ ราชการเฟ้อ ถึง AI เฟ้อ กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องเป็น CTO ประเทศ ไม่ใช่ฝ่ายจัดซื้อ AI

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4084

จากแอปฯ ราชการเฟ้อ ถึง AI เฟ้อ กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องเป็น CTO ประเทศ ไม่ใช่ฝ่ายจัดซื้อ AI

ประเทศไทยไม่ได้ขาดเทคโนโลยี แต่ขาดความเข้าใจเชิงยุทธศาสตร์ ว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ของประดับหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่คำสวย ๆ บนเอกสารงบประมาณ และไม่ใช่เครื่องมือแถลงข่าวเพื่อประกาศว่าราชการไทยทันสมัยแล้ว

เมื่อ 4-5 ปีก่อน รัฐไทยเคยหลงใหลกับคำว่า แอปพลิเคชัน ทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกหน่วยงาน พากันทำแอปฯ ของตัวเอง ราวกับว่าการมีไอคอนอยู่บนโทรศัพท์มือถือประชาชนคือหลักฐานของรัฐบาลดิจิทัล

เปิดตัวกันใหญ่โต มีโลโก้ มีพิธี มีข่าวประชาสัมพันธ์ มีงบพัฒนา มีงบบำรุงรักษา แต่ไม่นานแอปฯ จำนวนมากก็กลายเป็น “สุสานดิจิทัล” ใช้ยาก โหลดไม่ได้ ข้อมูลไม่อัปเดต หรือประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่

ข้อมูลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เคยระบุว่า ปี 2559 ศูนย์กลางแอปพลิเคชันภาครัฐมีแอปฯ 227 แอปฯ ต่อมาข้อมูลที่สำนักข่าว 101 PUB อ้างถึงในปี 2564 ระบุว่ามีแอปฯ หน่วยงานรัฐ 299 แอปฯ และในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 62 แอปฯ ที่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของแอปฯ ภาครัฐที่อยู่ในระบบ

ยังไม่นับแอปฯ นอกระบบกลาง โครงการดิจิทัลย่อย ๆ หรือแอปฯ ที่แต่ละหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างกันเอง ถ้าคิดอย่างระมัดระวัง แอปฯ รัฐ 299 แอปฯ หากใช้งบเฉลี่ยแอปฯ ละ 1 ล้านบาท ก็เท่ากับเกือบ 300 ล้านบาท และหากเฉลี่ย 3 ล้านบาท ก็เกือบ 900 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษา ระบบคลาวด์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และค่าอัปเดตรายปี

ในเวทีอภิปรายงบประมาณล่าสุด ยังมีการอ้างว่ารัฐไทยอาจมีแอปฯ มากกว่า 2,700 แอปฯ หากตัวเลขนี้ใกล้เคียงความจริง แม้เฉลี่ยแอปฯ ละเพียง 1 ล้านบาท ต้นทุนสะสมก็อาจแตะระดับหลายพันล้านบาท

ตัวเลขนี้คือราคาของการทำดิจิทัลแบบราชการไทย ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างของบ แล้วโยนภาระให้ประชาชนเป็นผู้โหลด ผู้ลงทะเบียน ผู้กรอกข้อมูลซ้ำ และผู้เสียเวลาหน้างานเหมือนเดิม

วันนี้ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย เพียงแต่คำว่า แอปฯ ถูกแทนที่ด้วยคำว่า AI

กรณีโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท จึงไม่ใช่แค่เรื่องแพงหรือไม่แพง แต่เป็นสัญญาณอันตรายว่า รัฐไทยกำลังใช้คำว่า AI เป็นรหัสผ่านใหม่ในการของบประมาณ เหมือนที่เคยใช้คำว่าแอปฯ เป็นรหัสผ่านเมื่อหลายปีก่อน

โครงการนี้ถูกอธิบายว่าจะจัดหาเครื่องมือ AI 12 โมเดล ให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโปรเป็นเวลา 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มกลาง ตั้งเป้าเพิ่มการเข้าถึง AI ของคนไทยจากราว 10% ไปสู่ประมาณ 23% ฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นนโยบายก้าวหน้า แต่คำถามที่ต้องถามให้ดัง ๆ คือ เมื่อครบ 1 ปี ประเทศไทยเหลืออะไร

AI ไม่ใช่ของแจก ไม่ใช่คูปอง และไม่ใช่แอปฯ อีกตัวหนึ่งที่รัฐซื้อมาให้ประชาชนลองใช้แล้วจบ

ถ้าเหลือแค่ยอดลงทะเบียน 5 ล้านคน ยอดล็อกอิน ยอดใช้ token หรือรายงานว่าคนไทยเข้าถึง AI เพิ่มขึ้น โครงการนี้ก็เสี่ยงเป็นเพียง การแจกสิทธิ์ใช้ AI ชั่วคราว ไม่ใช่การลงทุน AI แห่งชาติ

  • AI คือโครงสร้างอำนาจใหม่ของโลก ใครถือข้อมูล คนนั้นถือความได้เปรียบ
  • ใครถือโมเดล คนนั้นกำหนดวิธีคิด
  • ใครถือระบบประมวลผล คนนั้นคุมต้นทุนของเศรษฐกิจใหม่
  • และใครถือแพลตฟอร์ม คนนั้นอาจกำหนดแม้กระทั่งภาษา ความรู้ ข่าวสาร และพฤติกรรมของสังคม

ดังนั้น คำถามต่อ TH-AI Passport จึงไม่ใช่แค่ว่าใช้งบมากไปหรือไม่ แต่ต้องถามว่า รัฐไทยกำลังซื้ออนาคต หรือกำลังเช่าอนาคตจากคนอื่น

ถ้างบ 1,600 ล้านบาทถูกใช้ไปกับการซื้อสิทธิ์ใช้เครื่องมือ AI ต่างชาติเป็นหลัก ประเทศอาจได้ประชาชนที่รู้จัก prompt มากขึ้น ได้ข้าราชการที่ลองใช้ AI มากขึ้น ได้ตัวเลขการเข้าถึง AI ที่ดูดีขึ้น แต่ประเทศอาจไม่ได้ อธิปไตยทางเทคโนโลยี เพิ่มขึ้นเลย

  • ไม่ได้โมเดลภาษาไทยที่แข็งแรงขึ้น
  • ไม่ได้คลังข้อมูลสาธารณะที่มีคุณภาพขึ้น
  • ไม่ได้ระบบประมวลผลในประเทศที่เข้มแข็งขึ้น
  • ไม่ได้ผู้ประกอบการไทยที่มีแต้มต่อมากขึ้น
  • และไม่ได้กลไกกำกับดูแล AI ภาครัฐที่ตรวจสอบได้มากขึ้น
    สิ่งนี้คือความต่างระหว่าง ใช้งบให้ดูทันสมัย กับ ลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ

โจทย์ใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่อยู่ที่ประเทศนี้มี เจ้าภาพยุทธศาสตร์ AI จริงหรือไม่

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DES ไม่ควรทำหน้าที่เพียงฝ่ายจัดซื้อ AI ของประเทศ ไม่ควรเป็นแค่หน่วยงานที่รวบรวมความต้องการจากราชการแล้วนำไปแปลงเป็นงบจัดหาเครื่องมือ แต่ควรทำหน้าที่ให้ใกล้เคียงกับ CTO ของประเทศ หรือ Chief Technology Officer ของประเทศไทย

CTO ประเทศต้องไม่คิดแบบเจ้าของโครงการรายปี แต่ต้องคิดแบบ ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอนาคตของประเทศ ต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเองอย่างไร ข้อมูลรัฐจะถูกจัดระเบียบอย่างไร ระบบประมวลผลในประเทศจะอยู่ตรงไหน โมเดลภาษาไทยจะพัฒนาโดยใคร ภาคเอกชนไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร มหาวิทยาลัยจะเข้าถึงทรัพยากรอย่างไร และประชาชนจะได้รับบริการรัฐที่ดีขึ้นจริงอย่างไร

แผนยุทธศาสตร์ AI ประเทศที่ DES ต้องเป็นเจ้าภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 — ลงทุนข้อมูลของรัฐให้สะอาด ปลอดภัย เชื่อมโยงได้ และอยู่ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลที่ประชาชนตรวจสอบได้ เพราะ AI ที่ไม่มีข้อมูลคุณภาพก็เป็นเพียงเครื่องมือผลิตคำตอบผิดอย่างรวดเร็ว

ยุทธศาสตร์ที่ 2 — ลงทุน compute และ cloud ภายในประเทศ เพื่อให้มหาวิทยาลัย นักวิจัย หน่วยงานรัฐ และสตาร์ทอัพไทยเข้าถึงทรัพยากรประมวลผล ไม่ใช่ต้องจ่ายค่าเช่าความฉลาดให้ต่างชาติทุกครั้ง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 — ลงทุนโมเดลภาษาไทยและโมเดลเฉพาะทาง ทั้งสุขภาพ การเกษตร กฎหมาย การศึกษา ภัยพิบัติ บริการประชาชน และสื่อสารสาธารณะ เพราะ AI ที่เข้าใจภาษาไทยแบบผิวเผินไม่เพียงพอสำหรับงานรัฐที่กระทบชีวิตคน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 — ลงทุนคน ไม่ใช่แค่อบรมให้กดใช้เครื่องมือ แต่ต้องสร้างข้าราชการที่ตั้งโจทย์ AI เป็น ตรวจสอบคำตอบเป็น รู้เท่าทันอคติของโมเดล และไม่เอาคำตอบจากกล่องดำไปใช้ตัดสินประชาชนโดยไม่มีความรับผิด

ยุทธศาสตร์ที่ 5 — ลงทุนระบบกำกับดูแล AI ภาครัฐ ทุกระบบที่ใช้เงินภาษีต้องอธิบายได้ ตรวจสอบได้ มีร่องรอยการตัดสินใจ มีมาตรฐานความปลอดภัย และประชาชนต้องรู้ว่า AI ถูกใช้กับข้อมูลของตนอย่างไร

การวางยุทธศาสตร์ AI ของประเทศควรเป็นบทบาทของ DES ในฐานะ CTO ประเทศ ไม่ใช่แค่ประกาศว่า รัฐจะทำให้คนไทยใช้ AI ได้กี่ล้านคน

แต่ต้องประกาศให้ได้ว่า หลังใช้งบประมาณแล้ว ประเทศไทยจะพึ่งพาตัวเองมากขึ้นแค่ไหน 
จะมีโครงสร้างพื้นฐานอะไรเหลืออยู่ 
จะมีโมเดลไทยอะไรเติบโตขึ้น 
จะมีผู้ประกอบการไทยรายใดได้แต้มต่อ และบริการรัฐเรื่องใดจะดีขึ้นจริง

บทเรียนจากแอปฯ ราชการเฟ้อชัดเจนพอแล้ว เทคโนโลยีที่ไม่มีสถาปัตยกรรมร่วม ไม่มีมาตรฐานข้อมูล ไม่มีเจ้าภาพยุทธศาสตร์ และไม่มีตัวชี้วัดผลลัพธ์จริง

สุดท้ายจะกลายเป็น กองซากดิจิทัลราคาแพง

AI แพงกว่าแอปฯ ซับซ้อนกว่าแอปฯ และอันตรายกว่าแอปฯ หลายเท่า ถ้ารัฐยังคิดแบบเดิม ผลลัพธ์จะร้ายแรงกว่าเดิม

ยุคแอปฯ เฟ้อ รัฐเคยนับจำนวนแอปฯ เป็นความสำเร็จ วันนี้รัฐกำลังเสี่ยงนับจำนวนผู้ใช้ AI เป็นความสำเร็จ ทั้งที่คำถามแท้จริงคือ หลังใช้งบไปแล้ว ประเทศไทยมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นหรือไม่

ถ้าตอบไม่ได้ โครงการ AI ใด ๆ ต่อให้ชื่อสวย งบใหญ่ หรือคำอธิบายทันสมัยแค่ไหน ก็อาจเป็นเพียง แอปฯ ราชการเฟ้อ ภาค 2 ที่เปลี่ยนจากไอคอนบนมือถือ มาเป็นคำว่า AI บนเอกสารงบประมาณ 

ประเทศไทยไม่ควรกลัว AI แต่ควรกลัวราชการที่ใช้ AI โดยไม่เข้าใจ AI และควรกลัวที่สุด เมื่อคำว่า AI ถูกใช้เป็นม่านควันปิดบังวิธีคิดแบบเดิม

คิดโครงการก่อน คิดงบก่อน คิดตัวชี้วัดง่าย ๆ ก่อน แล้วค่อยอ้างประชาชนทีหลัง

ถ้า DES จะเป็นเจ้าภาพ AI ของประเทศจริง ต้องไม่ทำตัวเป็นฝ่ายจัดซื้อเครื่องมือ AI แต่ต้องยกระดับตัวเองเป็น CTO ประเทศ

เพราะ AI ไม่ใช่งบประมาณหนึ่งปี แต่คือ อำนาจต่อรองของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ดูเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AIแอปฯTH-AI PassportDESกระทรวงดิจิทัล
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ