ยิ่งห้างเยอะ ยิ่งกินไฟ เมื่อไฟฟ้าในกรุงเทพฯ กำลังหมดไปกับห้างที่งอกมาเรื่อย ๆ


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

พีรณัฐ วัฒนเสน

Thai PBS
แชร์

ยิ่งห้างเยอะ ยิ่งกินไฟ เมื่อไฟฟ้าในกรุงเทพฯ กำลังหมดไปกับห้างที่งอกมาเรื่อย ๆ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4275

ยิ่งห้างเยอะ ยิ่งกินไฟ เมื่อไฟฟ้าในกรุงเทพฯ กำลังหมดไปกับห้างที่งอกมาเรื่อย ๆ

กรุงเทพมหานครในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเติบโตของห้างสรรพสินค้าและโครงการอาคารเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เมกะโปรเจกต์เหล่านี้ผุดขึ้นตามมุมเมืองและแนวรถไฟฟ้าแทบทุกสถานีเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องการหลบความร้อนเข้าไปพึ่งพาความเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ

แต่ทว่าเบื้องหลังความหรูหราและความเย็นฉ่ำนั้น เมืองหลวงของเรากำลังใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และในขณะที่ห้างใหม่ ๆ ยังคงเปิดตัวแข่งขันกันอย่างไม่หยุดยั้ง พื้นที่สาธารณะสีเขียวที่เป็นสวนสาธารณะจริง ๆ ก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย จนคนเมืองไม่มีทางเลือกในการพักผ่อนหย่อนใจนอกจากการเดินห้าง กลายเป็นค่านิยมภาคบังคับที่เร่งให้เกิดการสร้างห้างใหม่ ๆ เป็นวัฏจักรไม่รู้จบ ทั้ง ๆ ที่ห้างบางแห่งตั้งอยู่ใกล้กันจนแทบจะเดินถึงกันได้ด้วยซ้ำ ซึ่งการขยายตัวอย่างไร้การควบคุมเช่นนี้กำลังจะทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่งโดยที่เราไม่รู้ตัว

ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ : ที่มาภาพ AP

ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ : ที่มาภาพ AP

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านพลังงานระบุว่า ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่พิเศษในกรุงเทพฯ เพียงแค่แห่งเดียว สามารถใช้ไฟฟ้าสูงถึงปีละ 50 - 80 ล้านหน่วย ซึ่งปริมาณไฟขนาดนี้เทียบเท่ากับการเปิดไฟ เปิดแอร์ และใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าของบ้านเรือนทั่วไปรวมกันถึง 20,000 - 40,000 หลัง หรือให้เทียบอีกแบบคือ ห้างใหญ่เพียงหนึ่งห้างกินไฟเท่ากับจังหวัดขนาดเล็กทั้งจังหวัดเลยทีเดียว ส่งผลให้พลังงานไฟฟ้าเกือบหนึ่งในสามของทั้งประเทศถูกดึงมาหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล และสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากตึกแถวและศูนย์การค้าขนาดยักษ์เหล่านี้ ซึ่งสะท้อนว่าเมืองหลวงกำลังแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมของประเทศไปอย่างมหาศาลเพื่อตอบสนองความบันเทิงและการบริโภค

ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ (2).jpg

ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ (2).jpg

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ห้างกรุงเทพฯ นั้น กำลังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเหล่านี้ไม่ได้ผลิตในกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องส่งผ่านสายไฟแรงสูงมาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างจังหวัดอีกด้วย ผลกระทบจากการผลิตไฟฟ้า ทั้งปัญหาฝุ่นควัน มลพิษทางอากาศ หรือสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จึงตกอยู่กับชาวบ้านและชุมชนที่อาศัยอยู่รอบโรงไฟฟ้าในต่างจังหวัดเหล่านั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาต้องแบกรับปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้รับประโยชน์จากห้างใจกลางกรุงเลยแม้แต่น้อย นับเป็นความไม่เท่าเทียมกันในการใช้ทรัพยากรที่คนในเมืองหลวงเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ แต่คนในต่างจังหวัดกลับต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบทางมลพิษแทน สิ่งนี้สะท้อนถึงปัญหาสังคมในมิติของความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

เหตุผลที่ทำให้ห้างสรรพสินค้ากินไฟได้อย่างดุเดือดขนาดนี้มาจากโครงสร้างการออกแบบและระบบการทำงานภายใน ตัวการใหญ่ที่สุดคือระบบปรับอากาศและการระบายอากาศ ซึ่งกินพลังงานสูงถึงร้อยละ 60 - 70 ของการใช้ไฟทั้งหมดในห้าง ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนชื้นแต่ห้างส่วนใหญ่กลับนิยมออกแบบด้วยกระจกบานใหญ่สูงโปร่งเพื่อให้ดูหรูหราแลดูกว้างสายตา ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ กระจกเหล่านี้คือตัวนำรังสีความร้อนจากแสงแดดภายนอกเข้ามาสู่ตัวอาคารได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้เครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ยักษ์ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันเพื่อกดให้อุณหภูมิภายในต่ำลง นอกเหนือจากเรื่องแอร์แล้ว ระบบแสงสว่างที่ต้องเปิดไฟตกแต่งนับแสนดวงเพื่อให้สินค้าดูน่าซื้อ จอโฆษณาแอลอีดีขนาดมหึมาภายนอกตึก รวมถึงระบบบันไดเลื่อนและลิฟต์ที่ต้องเคลื่อนย้ายคนหลักแสนคนในแนวตั้งตลอดเวลา ล้วนเป็นสาเหตุที่สูบพลังงานไปอย่างไม่มีวันหยุดพัก แม้ว่าห้างหลายแห่งจะพยายามรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานหรือเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟที่กินไฟน้อยลงแล้วก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มาตรการเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถลดสัดส่วนการใช้พลังงานในภาพรวมลงได้เลย

ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ : ที่มาภาพ AP

ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ : ที่มาภาพ AP

นอกจากนี้ ห้างเองยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพอากาศและอุณหภูมิของคนกรุงเทพฯ ทุกคนด้วย เพราะเมื่อความร้อนไม่ได้หายไปไหนแต่ถูกเปลี่ยนรูปและย้ายที่อยู่ เครื่องเป่าลมเย็นของแอร์ในห้างกำลังดูดความร้อนจากข้างในตึก แล้วพ่นลมร้อนมหาศาลออกสู่ชั้นบรรยากาศภายนอกอาคาร เมื่อลมร้อนเหล่านี้ผสมผสานกับการกักเก็บความร้อนของตึกคอนกรีตและถนนลาดยางในเมือง จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) ซึ่งอธิบายถึงสถานการณ์ที่พื้นที่ใจกลางเมืองหลวงมีอุณหภูมิสะสมสูงกว่าพื้นที่ป่าไม้หรือชนบทรอบนอกอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏการณ์นี้ทำให้สภาพอากาศในกรุงเทพฯ อบอ้าวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่ออุณหภูมิรอบ ๆ ห้างร้อนระอุขึ้น บ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นก็จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้แรงขึ้นและยาวนานขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นวงจรที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณอย่างไม่มีวันจบสิ้น โดยที่คนเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่แย่ลงนี้

คลื่นความร้อนในกรุงเทพมหานคร : ที่มาภาพ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

คลื่นความร้อนในกรุงเทพมหานคร : ที่มาภาพ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ความท้าทายในอนาคตอันใกล้คือ หากกรุงเทพฯ ยังคงปล่อยให้มีการอนุมัติสร้างศูนย์การค้าขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีการจำกัดหรือควบคุมอย่างจริงจัง ระบบสายส่งไฟฟ้าของประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะตึงตัว และรัฐบาลอาจถูกบีบให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด ซึ่งหมายถึงการขยายขอบเขตความเดือดร้อนไปยังชุมชนอื่น ๆ อีกไม่รู้จบ ในขณะเดียวกัน การที่เมืองพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอกเกือบทั้งหมดก็ทำให้ตัวเมืองหลวงเองมีความเปราะบาง หากเกิดวิกฤตการณ์พลังงานหรืออุบัติภัยที่ทำให้ระบบส่งไฟขัดข้อง เมืองทั้งเมืองก็อาจเป็นอัมพาตได้ในพริบตา ความจำเป็นของห้างสรรพสินค้าในปริมณฑลและใจกลางเมืองจึงควรได้รับการทบทวนใหม่ในแง่ของความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย

ไฟดับในกรุงเทพมหานคร : ที่มาภาพ Postjung

ไฟดับในกรุงเทพมหานคร : ที่มาภาพ Postjung

ในความเป็นจริงเราคงไม่สามารถห้ามการสร้างห้างสรรพสินค้าได้ทั้งหมด เพราะเป็นสถานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ให้ผู้คน และเป็นหน้าเป็นตาในการท่องเที่ยว ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องย้อนกลับไปที่การพิจารณาความจำเป็นในการอนุมัติสร้างห้างใหม่ ๆ ของภาครัฐ ว่าเมืองของเรามีพื้นที่ติดแอร์เหล่านี้มากเกินไปจนล้นตลาดและเกินขีดจำกัดของพลังงานแล้วหรือยัง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้เกณฑ์อาคารสีเขียว ซึ่งเป็นมาตรฐานในการออกแบบตึกให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดและจริงจัง ห้างยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรม ลดการใช้กระจกในทิศที่แดดส่องตรง ๆ เปลี่ยนมาใช้วัสดุกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สีเขียวบนตัวอาคารเพื่อช่วยดูดซับความร้อนและเพิ่มออกซิเจนให้เมือง เปลี่ยนพื้นที่ดาดฟ้าอันกว้างขวางให้เป็นแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาใช้เองในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห้างเปิดแอร์แรงที่สุด และนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยคำนวณการปล่อยความเย็นตามจำนวนคนที่เดินในห้างอย่างเหมาะสม เพื่อลดภาระการดึงไฟมาจากโรงไฟฟ้าในต่างจังหวัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : dede, chula, centralpattana


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ห้างกินไฟห้างสรรพสินค้าพลังงานไฟฟ้าใช้ไฟใช้ไฟฟ้าไฟฟ้าAnalyticaสิ่งแวดล้อมThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Environment
พีรณัฐ วัฒนเสน

ผู้เขียน: พีรณัฐ วัฒนเสน

ผู้ที่สนใจการใช้วิทยาศาสตร์มาผลักดันสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานวิจัยหรือการสื่อสารวิทยาศาสตร์

บทความ NOW แนะนำ