บทวิเคราะห์กรณี NICU: เส้นแบ่งโรคแทรกซ้อนตามธรรมชาติ หรือความหละหลวม


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Thai PBS Sci & Tech

Thai PBS
แชร์

บทวิเคราะห์กรณี NICU: เส้นแบ่งโรคแทรกซ้อนตามธรรมชาติ หรือความหละหลวม

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4264

บทวิเคราะห์กรณี NICU: เส้นแบ่งโรคแทรกซ้อนตามธรรมชาติ หรือความหละหลวม

หออภิบาลทารกแรกเกิด หรือ NICU คือพื้นที่ที่ทุกการตัดสินใจอาจหมายถึงความเป็นความตาย แต่เมื่อเกิดการติดเชื้อ อาการทรุดลง หรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง คำถามสำคัญคือ สิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทารกซึ่งมีร่างกายเปราะบางอยู่แล้ว หรือเป็นผลจากความหละหลวมของระบบรักษาพยาบาล บทวิเคราะห์นี้ชวนสำรวจเส้นแบ่งที่ไม่เคยชัดเจน ระหว่างข้อจำกัดทางการแพทย์ ความผิดพลาดของมนุษย์ และความรับผิดชอบของสถาบันที่รับฝากชีวิตเล็กที่สุดเอาไว้

สืบเนื่องมาจากกรณีที่โรงพยาบาลอ่างทอง ล้มเหลวในการรักษามาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) ภายในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตแรกเกิดหรือที่เรียกว่า “NICU” หรือ “Neonatal Intensive Care Unit” ซึ่งเทียบเท่ากับหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตสำหรับผู้ใหญ่หรือ ICU

ความล้มเหลวดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง เนื่องจาก NICU เป็นหน่วยการพยาบาลที่สำคัญต่อการอยู่รอดของทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤต เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ หรือทารกที่มีความผิดปกติทางร่างกายตั้งแต่กำเนิด ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ไวต่อการรับเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ง่ายกว่าคนปกติหลายเท่า ดังนั้นหนึ่งในมาตรการที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันและเฝ้าระวังการติดเชื้อภายใน NICU

ภาพประกอบแสดงเด็กทารกแรกเกิดใน NICU

ภาพประกอบแสดงเด็กทารกแรกเกิดใน NICU

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้นิยามคำว่า “ทารกแรกเกิด” หมายถึง ทารกที่คลอดออกมามีน้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 500 กรัม และมีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 28 วัน ปัจจุบันจากรายงานการตรวจราชการโดย สธ. คาดการณ์ว่าอัตราการเสียชีวิตในทารกแรกเกิดน่าจะเป็น การคลอดก่อนกำหนด ความดันเลือดในปอดสูง ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงในทารกแรกเกิด (persistent pulmonary hypertension of the newborn: PPHN) และการขาดอากาศหายใจหลังคลอด (birth asphyxia)

รายงานการวิจัยโดยแพทย์หญิงจุฑาทิพย์ อุดมทรัพย์ ปี 2021 ระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ระหว่างปี 2012–2019 คือ การติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด (neonatal mortality rate หรือ NMR) ถึง 40.52% และพบว่าทารกแรกเกิดที่มีอายุต่ำกว่า 72 ชั่วโมง มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อมากขึ้น นอกจากนี้ เกือบครึ่ง (46.7%) ของทารกแรกเกิดจะเสียชีวิตก่อนอายุครบ 72 ชั่วโมง จากทุกสาเหตุรวมกัน (all-cause mortality)

รายงานเบื้องต้น (Preprint) ในปี 2024 ของ ดร.พญ.ผกาพรรณ เกียรติชูสกุล ได้ระบุ NMR จากฐานข้อมูลทั่วประเทศไว้ที่ราว 12.3% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า NMR จากการติดเชื้อมีแนวโน้มลดลง แต่รายงานระบุว่ายังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของ NMR ระหว่างภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งระบุว่ายังมีช่องว่างทางด้านมาตรฐานระหว่างโรงพยาบาล ซึ่งอาจทำให้ NMR ของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

จากการศึกษาเหล่านี้เราจะสามารถสรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้

1. การติดเชื้อในทารกแรกเกิด (early neonatal sepsis) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักในเด็กแรกเกิด

2. ทารกแรกเกิดที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิด

3. มาตรฐานการรักษาและการดูแลทารกแรกเกิดใน NICU ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงพยาบาล เพราะอาจมีความเข้มงวด (stringent enforcement) ที่แตกต่างกัน

ภาพแสดงตู้อบหรือ Incubator ซึ่งใช้ในการรักษาอุณหภูมิของทารก เครื่องมือวัดสัญญาณชีพ และเครื่องควบคุมเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักที่มีการใช้งานใน NICU

ภาพแสดงตู้อบหรือ Incubator ซึ่งใช้ในการรักษาอุณหภูมิของทารก เครื่องมือวัดสัญญาณชีพ และเครื่องควบคุมเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักที่มีการใช้งานใน NICU

การติดเชื้อภายในโรงพยาบาล (healthcare-associated infections หรือ HAIs) นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายใน NICU เนื่องจากผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กทารกแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันที่เปราะบางกว่าเด็กทารกทั่วไป มาตรฐานและระเบียบวิธีปฏิบัติภายใน NICU จึงจะต้องเข้มงวดในด้านการป้องกันการติดเชื้ออยู่เสมอ เช่น

- การมีชุดสวมใส่ป้องกันส่วนตัว (personal protective equipment หรือ PPE) แยกกันระหว่างหอผู้ป่วยทั่วไปและหอ NICU รวมถึงการมี PPE เพิ่มเติม เช่น รองเท้าฆ่าเชื้อ

- การล้างมือก่อนเข้า NICU

- การห้ามนำอาหารมารับประทานใน NICU

- การควบคุมการเข้าออกของบุคคลภายนอก

จากเวชระเบียนผู้ป่วยจากรายงานข่าว พบว่ามารดามีภาวะเบาหวาน (maternal diabetes mellitus) ซึ่งเป็นสาเหตุหนุนโรค (co-morbidity) และผู้ป่วยมีภาวะคลอดก่อนกำหนด 36 สัปดาห์ เป็นเหตุให้มีปัญหาด้านการหายใจหลังคลอด ทำให้ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและความดันในปอดสูง มีค่าความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดเหลือเพียง 76% ตามรายงานของแพทย์ นอกจากนี้ยัง “สงสัย” การติดเชื้อภายในกระแสเลือดและอาจมีภาวะช็อก (septic shock)

ภาพ X-ray ปอดซึ่งแสดงให้เห็นภาวะขาดสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant Deficiency Disorder ในทารก ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนแก๊สได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายเหตุ ไม่ใช่ภาพของเคสซึ่งเป็นประเด็น

ภาพ X-ray ปอดซึ่งแสดงให้เห็นภาวะขาดสารลดแรงตึงผิว หรือ Surfactant Deficiency Disorder ในทารก ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนแก๊สได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายเหตุ ไม่ใช่ภาพของเคสซึ่งเป็นประเด็น

หลักฐานทางการวิจัยจากเมิ่ง หยาง (Meng Yang) และคณะพบว่า ทารกแรกเกิดที่มารดามีภาวะเบาหวาน (gestational diabetes mellitus) มักนำไปสู่ความผิดปกติในด้านการทำงานของปอด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามารดามีน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากทารกต้องผลิตอินซูลินออกมาในปริมาณมากเพื่อควบคุมสมดุลน้ำตาล ทำให้เกิดภาวะอินซูลินในเลือดสูง (hyperinsulinemia) ซึ่งขัดขวางการสร้างสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ในปอดที่ใช้ในการป้องกันไม่ให้ถุงลมแฟบ จึงทำให้ปอดอ่อนแอกว่าปกติมาก และไม่พร้อมสำหรับการหายใจด้วยตนเอง

ดังนั้น เมื่อทารกคลอดก่อนกำเนิดที่ 36 สัปดาห์ ปอดของทารกจึงไม่สามารถหายใจได้เองเนื่องจากยังไม่สมบูรณ์ดี (lung immaturity) และอาการยังทรุดลงกว่าเดิม (Exacerbation) จากภาวะขาดสารลดแรงตึงผิว จึงเกิดภาวะปอดล้มเหลวทันทีหลังคลอดและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ (infant respiratory distress syndrome หรือ surfactant deficiency disorder) ระดับออกซิเจนต่ำลงถึงขึ้นวิกฤต (hypoxia) นำไปสู่การหดตัวอย่างรุนแรงของเส้นเลือดเนื่องจากการขาดออกซิเจน (hypoxic pulmonary vasoconstriction) ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวเองของปอดเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของเลือดไปยังปอดข้างที่แข็งแรง แต่เมื่อปอดทั้งสองข้างผิดปกติ ทำให้หลอดเลือดของปอดทั้งสองข้างหดตัว และนำไปสู่ความดันในเส้นเลือดปอดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาวะ PPNH) ทำให้หัวใจห้องขวาต้องเต้นแรงกว่าปกติมากเพื่อเอาชนะแรงดัน (afterload) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจห้องขวาล้มเหลว (right-sided heart failure) หรืออาจทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว (tricuspid insufficiency) และนำไปสู่ระบบหัวใจและปอดล้มเหลว

เครื่องช่วยหายใจความถี่สูง (high-frequency ventilator) ซึ่งมักใช้งานในทารกแรกเกิด เนื่องจากมีอัตราการหายใจที่สูงแต่ปริมาตรอากาศที่น้อย ภาพจาก wikicommons

เครื่องช่วยหายใจความถี่สูง (high-frequency ventilator) ซึ่งมักใช้งานในทารกแรกเกิด เนื่องจากมีอัตราการหายใจที่สูงแต่ปริมาตรอากาศที่น้อย ภาพจาก wikicommons

การใช้เครื่องหายใจเป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่าเป็นหนึ่งในช่องทางหลักซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในทารกที่มี ภาวะแทรกซ้อน (complications) อยู่แล้ว และในที่สุดก็นำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดและช็อก สุดท้ายจึงเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายอวัยวะ (multiple organ failure) และเสียชีวิต

จากการดำเนินโรคตามลำดับข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสะสมขั้นวิกฤตจากภาวะทางกายภาพเดิมที่รุนแรงอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ในประเด็นข้อสงสัยเรื่องการติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากรายงานได้ระบุว่าเป็นการ “สงสัย” การติดเชื้อในกระแสเลือด (suspected sepsis) และไม่ได้มีผลตรวจเพาะเชื้อจากเลือด (blood culture) จึงไม่สามารถระบุได้อย่างเต็มร้อยว่าการจัดเลี้ยงของเจ้าหน้าที่เป็นสาเหตุทางตรงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจนเสียชีวิต และถึงแม้มีผลเพาะเชื้อเป็นบวก การติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นความเสี่ยงของการรักษาที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ การจัดเลี้ยงใน NICU ถือเป็นการละเมิดระเบียบวิธีปฏิบัติที่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อจริง แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะพิสูจน์ว่า “เป็นเพราะมีการจัดเลี้ยงใน NICU ทารกจึงติดเชื้อเสียชีวิต” และไม่สามารถพิสูจน์ได้เช่นกันว่า “หากไม่มีการจัดเลี้ยงใน NICU ทารกก็คงไม่ติดเชื้อเสียชีวิต” เนื่องจากการติดเชื้อมีหลายปัจจัยเสี่ยง แนวทางปฏิบัติจึงเป็นการลดความเสี่ยงให้มากที่สุด (sterile practices) เพื่อป้องกันข้อกังขาดังในเหตุการณ์ปัจจุบัน

ในแง่การแพทย์ การเสียชีวิตของผู้ป่วยจึงมีปัจจัยหลักมาจากการดำเนินโรคของภาวะปอดและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวขั้นวิกฤตที่เป็นอยู่เดิม และอาจมีการติดเชื้อในกระแสเลือดด้วย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้แม้มีมาตรการป้องกันที่ดี เป็นความเสี่ยงตามปกติในการรักษาและหัตถการที่มีการรุกล้ำร่างกาย (invasive procedure) เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ การเปิดเส้น ให้ยาทางหลอดเลือดดำใหญ่ที่แขน เป็นต้น

แม้จะยังไม่มีรายงานผลการสอบสวนออกมาจากทางโรงพยาบาล แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าผลการสอบสวนจะระบุว่าการจัดเลี้ยงภายใน NICU ไม่ได้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของทารก เนื่องจากพิสูจน์ได้ยากมากในทางการแพทย์ รวมถึงสาเหตุของการเสียชีวิตสอดคล้องกับการดำเนินโรคตามที่แพทย์ระบุ

แต่ในแง่ของการบริหารแล้ว ทารกแรกเกิดในภาวะวิกฤตควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับการดูแลภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อตามมาตรฐานสูงสุด (standard of care) ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด การละเมิดแนวทางปฏิบัติโดยการจัดเลี้ยงในพื้นที่ควบคุม (sterile zone) ถือเป็นการตัดลดทอนมาตรการปกป้องผู้ป่วย (breach of duty) และสร้างความเสี่ยงโดยมิชอบ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการละเมิดนี้เป็นสาเหตุโดยตรง (proximate cause) ของการเสียชีวิตเนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนเดิมอยู่แล้ว แต่พฤติกรรมดังกล่าวทำให้สถานพยาบาลตกอยู่ในความเสี่ยงด้านสิทธิผู้ป่วย และยังเป็นการบ่อนทำลายวัฒนธรรมความปลอดภัย (safety culture) ของหน่วยงานวิกฤตที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

 

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ประกอบความคิดเห็นของผู้เรียบเรียงแต่เพียงผู้เดียว และมิได้เกี่ยวข้องกับสังกัดของผู้เรียบเรียง

 

เรียบเรียงโดย : โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์
นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยด้านไวรัสวิทยา
ภาควิชาจุลชีววิทยา ภูมิคุ้มกันวิทยา และโรคติดเชื้อ (MIID)
มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

NICUNeonatal Intensive Care UnitหออภิบาลทารกแรกเกิดทารกแรกเกิดOut of this worldโรคแทรกซ้อนโรคแทรกซ้อนตามธรรมชาติทารกวิทยาศาสตร์การแพทย์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Science
Thai PBS Sci & Tech

ผู้เขียน: Thai PBS Sci & Tech

🌎 "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก" ไปกับ Thai PBS Sci & Tech • วิทยาศาสตร์ • เทคโนโลยี นวัตกรรม • ดาราศาสตร์ • Media Literacy • Cyber Security • Tips & Tricks • Trends

บทความ NOW แนะนำ