คนไทย หรือ AI สำคัญกว่า? เมื่อน้ำในประเทศกำลังไหลไปหาศูนย์ข้อมูล


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

Thai PBS
แชร์

คนไทย หรือ AI สำคัญกว่า? เมื่อน้ำในประเทศกำลังไหลไปหาศูนย์ข้อมูล

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4260

คนไทย หรือ AI สำคัญกว่า? เมื่อน้ำในประเทศกำลังไหลไปหาศูนย์ข้อมูล

หากพูดถึงเรื่องการเติบโตเศรษฐกิจของไทยในรอบปีที่ผ่านมา เราอาจจะต้องเลิกดูตัวเลขการท่องเที่ยวหรือการส่งออกข้าว แล้วหันมาดูเรื่องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน อย่างล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการ Data Center หรือศูนย์ข้อมูล AI มูลค่ารวมกว่า 746,000 ล้านบาทในปี 2025 เพียงปีเดียว

คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดจากมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมดกว่า 1.87 ล้านล้านบาท มากกว่าอุตสาหกรรมใด ๆ ในประเทศ ทว่าเบื้องหลังตัวเลขการลงทุนที่ทะลุเพดานนี้ กลับมีชุมชนมากมายโดยเฉพาะในแถบภาคตะวันออกที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างบ้านของตัวเอง ซึ่งกำลังก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง ๆ เงียบ

ศูนย์ข้อมูลที่กำลังก่อสร้างในประเทศไทย : ที่มาภาพ Bridge Data Centres Thailand

ศูนย์ข้อมูลที่กำลังก่อสร้างในประเทศไทย : ที่มาภาพ Bridge Data Centres Thailand

รายงานเชิงลึกจาก Mongabay สำนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยองเมื่อต้นปี 2026 พบว่าประเทศไทยมีโครงการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 70 แห่งแล้ว ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วราว 40 แห่ง และกำลังก่อสร้างอีกราว 20 แห่ง และอยู่ในขั้นวางแผนอีกราว 10 แห่ง

โดยผู้เล่นที่เข้ามาในประเทศไทยนี้มีทั้งบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Google ที่กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลในจังหวัดชลบุรี บริษัท Amazon ที่มีฐานอยู่แล้วในจังหวัดระยอง ส่วน Microsoft และ TikTok ก็เป็นผู้ใช้งานหลัก ๆ ของศูนย์ข้อมูลบางแห่งในจังหวัดชลบุรี ประกอบกับบริษัทศูนย์ข้อมูล ชั้นนำจากสิงคโปร์ เช่น Bridge Data Centres ในเครือกองทุน Bain Capital ของสหรัฐฯ ร่วมด้วยกลุ่มทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างบริษัท Haoyang Data และบริษัท Hoyinn Technologies

ความน่าสนใจก็คือราวสองในสามของศูนย์ข้อมูลใหม่มักกระจุกตัวอยู่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือที่คนไทยเรียกกันสั้น ๆ ว่า EEC ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มศักยภาพกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั้งประเทศจาก 0.35 กิกะวัตต์ในปี 2024 ให้แตะ 1 กิกะวัตต์ภายในปี 2027 ทว่ารัฐบาลกลับไม่มีแผนการเตรียมความพร้อมเรื่องทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรมเลย ทั้ง ๆ ที่ศูนย์ข้อมูลมีความต้องการใช้น้ำอย่างมหาศาลไม่แพ้กับไฟฟ้า

ชิปประมวลผลที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล AI : ที่มาภาพ Patrick T. Fallon/AFP

ชิปประมวลผลที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล AI : ที่มาภาพ Patrick T. Fallon/AFP

สาเหตุก็เพราะว่าชิปประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ที่ขับเคลื่อน AI ทั้งโลกล้วนสร้างความร้อนมหาศาล ยิ่งกว่าชิปประมวลผลทั่วไป จนการระบายความร้อนด้วยพัดลมพัดอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อศูนย์ข้อมูลที่มีชิปอยู่นับแสน ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันไปใช้วิธีระบายความร้อนด้วยการระเหยของน้ำแทน (Evaporative Cooling) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้น้ำไหลไหลผ่านท่อที่เข้าไปใกล้กับชิปประมวลผล ก่อนที่น้ำเริ่มร้อนแล้วระเหยออกไปในหอหล่อเย็น

นอกจากนี้วิธีนี้ยังช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ประหยัดไฟมากกว่าวิธีการเป่าลมเย็นอีกด้วย แต่ทว่าน้ำที่ระเหยไปนั้นได้หายไปจากระบบจริง ๆ ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หนึ่งแห่งจึงอาจต้องการน้ำมากถึงหลักล้านแกลลอนต่อวัน เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำของเมืองใหญ่ที่มีประชากรหลายหมื่นคน

โดยกรณีของศูนย์ข้อมูล QHI01 จากบริษัท Bridge Data Centres สัญชาติสิงคโปร์ ได้สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะบริษัทนี้เพิ่งได้เซ็นสัญญา 10 ปีกับบริษัทมหาชน Eastwater Stecon Utilities ของไทย เพื่อรับน้ำ 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือราว 9,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำต่อปีของประชาชนราว 36,900 คน ทว่าผู้รับเหมาที่กำลังสร้างสถานีสูบน้ำให้โครงการนี้ระบุกับสำนักข่าว Mongabay ว่าความต้องการจริงอาจสูงกว่านั้นถึงหนึ่งในสาม หรือราว 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ONWR) ในปี 2022 ระบุว่าความต้องการน้ำรวมของเขต EEC ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน และภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 658 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีการศึกษาที่คาดการณ์ว่าการใช้น้ำจะยิ่งเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2027 ก่อนจะแตะ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2036

แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แหล่งน้ำสำคัญที่ป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเขต EEC : ที่มาภาพ Wikipedia Commons/กสิณธร ราชโอรส

แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แหล่งน้ำสำคัญที่ป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเขต EEC : ที่มาภาพ Wikipedia Commons/กสิณธร ราชโอรส

และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเรื่องตัวเลขการใช้น้ำ ก็คือช่องว่างของความโปร่งใสของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่กำลังผุดขึ้นทั่วประเทศไทย หัวหน้าตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Mongabay ว่าทางไม่เคยมีหน่วยงานไหนเข้ามาสำรวจความเห็นชุมชนเรื่องการใช้น้ำของโครงการ และในฐานะที่ทุกเอกสารต้องผ่านมือเขา เขายังไม่เคยเห็นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของโครงการนี้เลย

ขณะที่นักวิจัยจากองค์กร EEC Watch ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่ติดตาม ตรวจสอบ และศึกษาผลกระทบจากการดำเนินโครงการ EEC ชี้ว่าตลอดการพัฒนาพื้นที่ในเขต EEC ไม่เคยมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment) ในภาพรวมเลย มีเพียงแค่ EIA รายโครงการเท่านั้น และแม้ว่าหลายโครงการที่ยืนยันว่าได้ทำ EIA แล้ว แต่ก็ปฏิเสธจะเปิดเผยผลการศึกษาต่อสาธารณชน ส่วนน้ำเสียที่ใช้หล่อเย็นชิปประมวลผลก็มักผสมสารเคมี อย่างคลอรีนเพื่อป้องกันตะกรันและแบคทีเรีย ซึ่งชาวประมงท้องถิ่นเกรงว่าอาจไหลลงคลองและกระทบระบบนิเวศโดยรอบได้

หากมองในมุมกฎหมาย จุดที่น่าสนใจคือศูนย์ข้อมูลในไทยไม่ถูกจัดประเภทเป็น 'โรงงาน' ตามพระราชบัญญัติโรงงาน เนื่องจากอุปกรณ์หล่อเย็นและอุปกรณ์ไอทีถูกตีความทางกฎหมายว่าเป็น 'เครื่องจักรเพื่อการดำเนินอาคาร' ไม่ใช่ 'เครื่องจักรเพื่อการผลิต' ทำให้ศูนย์ข้อมูลที่ความต้องการไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์ ก็ไม่ต้องเดินตามกระบวนการขอใบอนุญาตโรงงาน และการกำกับดูแลที่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใกล้เคียงต้องเผชิญ ความแตกต่างเชิงโครงสร้างนี้เองที่อาจอธิบายได้ว่าทำไมช่องว่างเรื่อง EIA และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สำนักข่าว Mongabay พบเจอจึงเกิดขึ้นได้ ทั้งที่ทุกโครงการยังคงถูกเรียกและรับรู้ว่าเป็น 'ศูนย์ข้อมูล' อย่างเปิดเผยตลอดมา

แล้วเหตุใดผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกวิธีระบายความร้อนแบบสิ้นเปลืองน้ำ ทั้งที่บนโลกนี้มีเทคโนโลยีระบบปิดหมุนเวียนน้ำอยู่ (Closed-Loop Cooling) ซึ่งแทบไม่ใช้น้ำเพิ่มเลยหลังการเติมครั้งแรก? คำตอบหลัก ๆ ก็คือต้นทุน เพราะระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบปิดต้องอาศัยเงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่ามาก และมักทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเพราะต้องพึ่งเครื่องทำความเย็น แทนการระเหยตามธรรมชาติ เมื่อคำนวณต้นทุนทางบัญชีล้วน ๆ การจ่ายค่าน้ำราคาถูกจากแหล่งน้ำสาธารณะจึงยังคุ้มค่ากว่าการลงทุนระบบปิดในสายตาของบริษัท แม้ต้นทุนที่แท้จริงต่อสังคมและระบบนิเวศจะสูงกว่ามากก็ตาม

ในเวลาเดียวกับที่ความต้องการน้ำภาคอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น ธรรมชาติก็กำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์จากกรุงไทยคอมพาส (Krungthai COMPASS) ประเมินว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวตั้งแต่ครึ่งหลังปี  2026 ไปจนถึงกลางปี 2027 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยกว่า 62,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.31% ของ GDP โดยผลผลิตข้าวอาจจะเสียหายหนักที่สุดถึง 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่าปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนภาคกลางเหลือเพียง 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ 30% และ EEC เองก็ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำรุนแรงที่สุด เพราะภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกำลังแย่งชิงแหล่งน้ำเดียวกัน

อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

หากย้อนไปเมื่อ  2015 - 2016 ประเทศไทยเคยเผชิญภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษมาแล้วครั้งหนึ่ง ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งลดต่ำกว่า 10-20% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 รัฐบาลต้องขอร้องให้ชาวนาลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลงครึ่งหนึ่ง ผลผลิตข้าวทั้งประเทศร่วงเหลือ 27.4 ล้านตัน ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี  2000 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระทบประชาชนในลุ่มน้ำโขงกว่า 9.56 ล้านคน สิ่งที่ต่างออกไปในปี 2026 คือครั้งนี้ชาวนาไม่ได้แย่งน้ำกับอุตสาหกรรมทั่วไปเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องแย่งกับอุตสาหกรรมที่ดื่มน้ำเป็นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเพื่อหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วินาทีเดียว

แล้วประเทศไทยได้อานิสงส์อะไรกลับมาจากการแบกรับความเสี่ยงเหล่านี้? กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มสี่ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลกร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 ของไทยขึ้นเป็น 1.9% จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุนด้านเทคโนโลยี

ทว่าตัวเลขที่ดูสวยงามนี้กลับซ่อนความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นไว้ รายงานของสำนักข่าวบางกอกโพสต์ชี้ว่าแม้การส่งออกไทยจะโตถึง 17% ในช่วงต้นปี แต่ไทยกลับได้ประโยชน์จากกระแส AI ค่อนข้างจำกัด เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมูลค่าเพิ่มเพียง 3.3% ของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการผลิตเพียงราว 10% เท่านั้น อีกทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่าไทยยังคงทำหน้าที่เป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนราคาถูก ไม่ใช่ผู้สร้างมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างแท้จริง

พูดง่าย ๆ คือไทยได้ตัวเลข GDP ที่สวยขึ้น แต่มูลค่าเพิ่มและการจ้างงานคุณภาพสูงที่แท้จริงยังไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทยมากเท่าที่ตัวเลขบนหน้าจอบ่งบอก ขณะที่ต้นทุนด้านน้ำ พลังงาน และความขัดแย้งกับชุมชนกลับเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องแบกรับเต็ม ๆ ในพื้นที่

อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดแวร์ในประเทศไทย : ที่มาภาพ KCE Electronics

อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดแวร์ในประเทศไทย : ที่มาภาพ KCE Electronics

จริงอยู่ที่ว่าทางฝั่งภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ทิศทางการตอบสนองที่ผ่านมาเน้นหนักไปที่ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้ามากกว่าประเด็นเรื่องการใช้น้ำ และตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ก็มีการปรับเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนใหม่ ซึ่งกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลที่ต้องการสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลระดับสูงสุดต้องมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ไม่เกิน 1.3 และต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำประกอบการยื่นขอ

แต่แผนดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่บริษัทเขียนขึ้นเองเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ใช่กับใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการตรวจสอบจากภายนอกเช่นเดียวกับ EIA อีกทั้งยังมีเงื่อนไขใหม่ให้ผู้ลงทุนต้องขอหนังสือยืนยันความเพียงพอของไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ก่อนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนด้วย

ส่วนทางด้านการใช้น้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำลังจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ EEC ด้วยสองลุ่มน้ำ แต่ก็คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2027 เท่านั้น หลังจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหลายแห่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

คำถามสำคัญก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้นจากเงินลงทุนต่างชาติคุ้มค่ากับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนระยะยาวหรือไม่?

ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ผืนดินและแหล่งน้ำที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ก็มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากโรงงานหรือศูนย์ข้อมูล เพียงแต่มูลค่านั้นไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในตัวเลข GDP รายไตรมาส ระบบนิเวศที่พังไปแล้วมักไม่สามารถฟื้นคืนได้ด้วยเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่ ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติยังสามารถโยกย้ายไปประเทศอื่นได้เสมอหากเงื่อนไขดีกว่า แต่แม่น้ำ ป่าชายเลน และที่ดินทำกินของเกษตรกรกลับย้ายหนีไปไหนไม่ได้

ป่าชายเลนปากแม่น้ำบางปะกง

ป่าชายเลนปากแม่น้ำบางปะกง

ทางออกที่อาจจะประนีประนอมที่สุดสำหรับปัญหานี้ก็อาจเป็นการยกระดับเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้มงวดมากขึ้น ไม่ใช่การปฏิเสธการลงทุนจากต่างชาติไปเสียทีเดียว พร้อมกับการบังคับใช้ EIA อย่างเง้มขวดและโปร่งใส ก่อนที่จะมีโครงการใหม่เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นอีก เรียกได้ว่ารัฐบาลไทยยังมีเวลาอยู่บ้างในการเลือกว่าจะให้อานิสงส์จากอุตสาหกรรม AI ตกอยู่กับใคร และให้ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่แท้จริงในระยะยาว


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : mongabay, business-humanrights, tilleke, mahanakornpartners, fosrlaw


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Data CenterAI Data Centerศูนย์ข้อมูล AIAnalyticaAIเอไอปัญญาประดิษฐ์เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech TechnologyTechEnvironment
ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

ผู้เขียน: ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

หนุ่มเนิร์ดที่เคยฝันอยากทำงานให้ NASA แต่ได้กลายมาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แทน

บทความ NOW แนะนำ