กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ของผู้คนยุคปัจจุบัน สำหรับการออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว หรือ Solo Traveler ซึ่งมีเสน่ห์ และได้รับประสบการณ์ในแบบฉบับเฉพาะตัว Thai PBS ชวนทำความรู้จัก และเข้าใจความหมาย ที่มาที่ไปของเทรนด์นี้ และแน่นอนว่า การเดินทางคนเดียว ย่อมต้องใส่ใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ อะไรที่เราควรรู้ยามเมื่อออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวบ้าง ไปดูกัน
เข้าใจความหมายของการท่องเที่ยวคนเดียว Solo Traveler
Solo Traveler คือ การออกเดินทางท่องเที่ยว ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ โดยมีจุดต่างจากการท่องเที่ยวแบบอื่น ๆ ตรงที่ “ท่องเที่ยวคนเดียว” กล่าวคือ ไม่ได้พาครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือบุคคลอื่น ๆ ไปด้วย
อีกความชัดเจนหนึ่ง ที่ถือเป็นความแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบอื่น ๆ คือ ผู้ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว จะต้อง “วางแผน” ในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่การเลือกจุดหมายปลายทาง การจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่นอกเหนือจาก Plan ที่วางไว้
Solo Traveler เกิดขึ้นมานับพันปีแล้ว
Solo Traveler มักคู่ขนานมากับคำว่า “ท่องเที่ยวเทรนด์ใหม่” แต่ในความเป็นจริง Solo Traveler หรือการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีวิวัฒนาการมานับพันปี เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ จากวิถีการเดินทางด้วยความจำเป็นในยุคอดีต ไปสู่การเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง และกลายเป็นเทรนด์โลกในปัจจุบัน
โดยมื่อย้อนกลับไปกว่าพันปีก่อน ในสมัยโบราณ การออกเดินทางคนเดียว มักพบเจอในนักจาริกแสวงบุญ ด้วยวัตถุประสงค์ในการออกแสวงหาเรื่องทางจิตวิญญาณ ต่อมาในช่วงปี 1608 มีชาวอังกฤษชื่อ Sir Thomas Coryat (เซอร์ โทมัส คอเรียต) ออกเดินทางคนเดียวเพื่อข้ามทวีปยุโรป ระยะทางกว่า 2,000 ไมล์ ก่อนที่เขาจะเขียนบันทึกการเดินทางครั้งนั้นในชื่อ Coryat's Crudities ออกมา ถือเป็นหนังสือบันทึกการท่องเที่ยวคนเดียวเล่มแรก ๆ ของโลก
เมื่อเวลาผันผ่านไป โลกวิวัฒน์มากขึ้น Solo Traveler หรือการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว เริ่มเกิดมากขึ้นในผู้คนหลากหลายแบบ และหลากหลายเพศมากขึ้น มีคำว่า Grand Tour หรือ การส่งลูกหลานเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว รวมถึงในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีนักท่องเที่ยวหญิงลุยเดี่ยว อาทิ Ida Pfeiffer (ไอดา ไฟฟ์เฟอร์) ชาวออสเตรีย ที่เดินทางรอบโลกคนเดียวช่วงปี 1840 และมีหนังสือออกมาชื่อ A Woman's Journey Round the World
หรือช่วงปี 1889 Nellie Bly (เนลลี บลาย) นักข่าวสาวอเมริกัน ได้ออกเดินทางรอบโลกคนเดียวเป็นเวลา72 วัน จนกลายเป็นก้าวสำคัญของนักเดินทางหญิงลุยเดี่ยวในยุคนั้น
Solo Traveler กับ Backpacker เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ก่อนจะมีคำว่า Solo Traveler ที่ผ่านมา เคยมีคำหนึ่งที่ถูกใช้ในหมู่แวดวงนักท่องเที่ยวสายลุยเดี่ยว นั่นคือคำว่า Backpacker โดยมีลักษณะที่หมายถึง การเดินทางแบบแบกเป้ท่องเที่ยว นิยมในหมู่นักเดินทางรุ่นใหม่ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ Solo Traveler อยู่เช่นกัน
Solo Traveler และ Backpacker จึงมักถูกมองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมีหัวใจสำคัญที่การชอบเดินทางอย่างมีอิสระ
ทว่าในความเป็นจริง Solo Traveler และ Backpacker สองคำนี้มีจุดที่ต่างกัน โดย Solo Traveler เน้นไปที่ "จำนวนคนเดินทาง" ส่วน Backpacker เน้นไปที่ "รูปแบบและสไตล์การเดินทาง" นั่นเอง
สำหรับ Solo Traveler และ Backpacker อาจมีทั้งความเหมือน และความต่างอยู่ในคราวเดียวกัน บางกรณีคน ๆ หนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง หรือเรียกว่า Solo Backpacker กล่าวคือ เป็นการเดินทางคนเดียว และสะพายเป้เที่ยวแบบเน้นประหยัด
ในมุมกลับกัน Solo Traveler ก็อาจไม่ใช่ Backpacker ไปเสียทุกคน เช่น นักธุรกิจที่เดินทางคนเดียว ต้องการพักผ่อนเงียบ ๆ ในแบบ Luxury จึงจองที่พักโรงแรมหรู 5 ดาว เหล่านี้ก็ถือเป็น Solo Traveler อีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
ทำไม Solo Traveler เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวถึงได้รับความนิยม
คำว่า Solo Traveler ท่องเที่ยวคนเดียว เริ่มแพร่หลายหลังปี 2010 เป็นต้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการท่องเที่ยวคนเดียวมีความปลอดภัยและสะดวกมากขึ้น ประกอบกับธุรกิจทัวร์และธุรกิจโรงแรมหลายแห่ง เริ่มเจาะกลุ่มลูกค้าแนวดังกล่าว โดยเริ่มตัดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้พักคนเดียว เพื่อดึงดูดลูกค้า
เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ยังช่วยรองรับให้การท่องเที่ยวสะดวกขึ้น เช่น การใช้ Google map ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวง่ายขึ้น ประกอบกับสื่อโซเชียลมีเดียและค่านิยมคนรุ่นใหม่ ทำให้คำว่า Solo Traveler ท่องเที่ยวคนเดียว ถูกค้นหาบน Google เพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้ Solo Traveler เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นของคนโสด จนเกิดคำในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Single Economy ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมนั้น
ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สร้างให้คำว่า Solo Traveler เติบโตมากขึ้น เช่น การต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน จนนำพามาซึ่งความโหยหาเวลาส่วนตัวของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนความต้องการในการแสวงหาการพัฒนาตัวเองที่ได้จากการออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวด้วยเช่นกัน
อยากออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว Solo Traveler ควรรู้อะไร ?
แม้ Solo Traveler จะสะท้อนถึง ความมีอิสระ และการได้ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่ ๆ แต่ Solo Traveler หรือ ท่องเที่ยวคนเดียว ก็ไม่อาจมองข้ามเรื่อง “ความรับผิดชอบ” และ “ความใส่ใจ” ในการเดินทางของตัวเอง ในมุมกลับกัน อาจจำต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
10 กฎพึงปฏิบัติ เมื่อคิดจะ Solo Traveler
1.แชร์ข้อมูล ให้ครอบครัว หรือคนใกล้ตัวก่อนเดินทาง อาทิ ส่งแผนการเดินทางให้คนที่บ้าน แชร์ตารางเที่ยว รายชื่อที่พัก รายละเอียดเที่ยวบิน
2.สำรองเอกสารสำคัญไว้ในรูปแบบดิจิทัล เช่น ถ่ายรูปพาสปอร์ต บัตรประชาชน ตั๋วเครื่องบิน และกรมธรรม์ประกันภัย ถ่ายเก็บไว้ในอีเมล หรือ Cloud storage ที่ดึงมาใช้ได้ตลอดเวลา
3.บัตรเครดิต ควรพกมากกว่า 1 ใบ และแยกเก็บต่างหาก หากใบหนึ่งหายหรือถูกระงับ จะได้มีอีกใบไว้ใช้จ่าย
4.เดินทางทริปคนเดียว ควรเน้นใช้บัตรเครดิต เพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับเงินสด ให้แบ่งออกเป็นก้อน ๆ อย่าเก็บไว้ในที่เดียว ส่วนจะเก็บไว้ไหน ให้คิดว่าตรงไหนเหมาะและปลอดภัย จงเก็บตรงนั้น
5.ประกันการเดินทาง ห้ามลืมเด็ดขาด เลือกแผนการประกันที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล เที่ยวบินดีเลย์ และกระเป๋าเดินทางสูญหาย
6.อินเทอร์เน็ตต้องไม่ขาด เตรียม eSIM หรือ SIM ท้องถิ่นให้พร้อมใช้งานตั้งแต่นาทีแรกที่ถึงจุดหมาย เพื่อใช้เปิดแผนที่ เรียกยานพาหนะ หรือแปลภาษา
7.พาวเวอร์แบงค์ ต้องมี แผนที่ต้องมา รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐานที่จำเป็น เช่น Google Translate แอปพลิคชันบริการรถยนต์ อาทิ Grab, Uber, Bolt หรือแอปฯ ท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ
8.วันแรกสำคัญเสมอ วางแผนการเดินทางวันแรกให้รัดกุม พยายามไปถึงเมืองเป้าหมายในช่วงกลางวัน เพื่อให้การเดินทางเข้าที่พักง่ายขึ้นและไม่หลงทางในความมืด
9.ทำการบ้านเรื่องมารยาทพื้นฐาน และควรรู้เรื่องวัฒนธรรมในสถานที่ที่ไป เช่น แต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่เคารพและศักดิ์สิทธิ์ การห้ามส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ศึกษาข้อห้ามเรื่องการถ่ายรูปคน ตลอดจนการไม่ฝ่าฝืนกฎระเบียบที่แต่ละสถานที่กำหนดไว้
10.เชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง ตรงไหนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยง รวมถึงการหาเพื่อนใหม่ แม้จะเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวคนเดียว แต่ควรรักษาขอบเขต ไม่แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวที่ลึกเกินไป เช่น เลขห้องพัก หรือแผนการเดินทางอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเดินทางแบบไหน ทั้งหมดล้วนมอบ “ประสบการณ์ชีวิต” ที่ช่วยให้เรากลับมาพร้อมกับมุมมองใหม่ ๆ และความเป็นตัวเองที่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่ดี ต้องมาพร้อม “การเตรียมตัวที่ดี” และการใส่ใจเรื่องความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









