ผมเห็นด้วยกับการปฏิรูประบบราชการ ลดขนาดกำลังคน ยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และเลิกตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ถ้างานไหนเทคโนโลยีทำได้ดีกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า ก็ควรให้เทคโนโลยีทำ
แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยคือ การเริ่มต้นปฏิรูปด้วยการเปิดบัญชีรายชื่อตำแหน่งที่จะยุบ โดยยังไม่ได้ตอบให้ชัดว่า “ภารกิจ” ของตำแหน่งเหล่านั้นหมดไปจริงหรือเพียงกำลังเปลี่ยนรูปแบบ
กรณี “บรรณารักษ์” และ “เจ้าพนักงานห้องสมุด” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ถ้าภาพของบรรณารักษ์ในสายตาคนออกแบบการปฏิรูปยังเป็นคนที่นั่งหลังเคาน์เตอร์ ประทับตราหนังสือ รับยืม-คืน ทำบัตรรายการ และเดินเรียงหนังสือขึ้นชั้น
ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมตำแหน่งนี้จึงถูกมองว่าไม่จำเป็น เพราะงานเหล่านี้จำนวนมาก Automation ทำแทนได้แล้ว
แต่ถ้ารัฐกำลังใช้ภาพของบรรณารักษ์เมื่อ 30 ปีก่อน มาตัดสินอนาคตของบรรณารักษ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า นั่นอาจไม่ใช่การปฏิรูป แต่อาจเป็นการตัดสินใจจากความไม่เข้าใจว่างานกำลังเปลี่ยนไปทางไหน
ยุบคนวันนี้ ห้องสมุดจะหายไปวันหน้าหรือไม่
มกุฏ อรดี ผู้คร่ำหวอดในวงการหนังสือและงานบรรณารักษศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตต่อเรื่องนี้อย่างน่าคิด
หากทั้ง “บรรณารักษ์” และ “เจ้าพนักงานห้องสมุด” ถูกทยอยยุบเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเหลืออยู่ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบห้องสมุดของส่วนราชการ ?
ข้อกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องรักษาเก้าอี้ให้คนกลุ่มหนึ่ง แต่มันคือคำถามเรื่อง “ระบบความรู้ของชาติ” เมื่อไม่มีคนรับผิดชอบ หนังสือใครจะดูแล เอกสารใครจะจัดระบบ ทรัพยากรใหม่ใครจะคัดเลือก หนังสือสูญหายใครตรวจสอบ เอกสารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ใครจะรู้ว่าควรเก็บ ?
เมื่อไม่มีบรรณารักษ์ ห้องสมุดอาจค่อย ๆ กลายเป็นห้องที่ไม่มีเจ้าภาพ จากห้องที่ไม่มีเจ้าภาพ กลายเป็นห้องที่ไม่มีคนใช้ และจากห้องที่ไม่มีคนใช้ วันหนึ่งก็ง่ายมากที่จะมีคนถามว่า “แล้วจะเปิดไว้ทำไม ?”
สุดท้ายการยุบตำแหน่งอาจกลายเป็นการยุบห้องสมุดโดยไม่เคยมีมติให้ยุบห้องสมุดเลยด้วยซ้ำ
มกุฏยังตั้งคำถามต่อไปถึงห้องสมุดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย หากนโยบายขยายไปถึงสถาบันการศึกษา
ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุด แต่สามารถย้อนกลับไปถึงสาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ไม่มีตำแหน่งงาน คนก็ไม่เรียน ไม่มีคนเรียน มหาวิทยาลัยก็ไม่เปิดหลักสูตร
ท้ายที่สุดประเทศไทยอาจสูญเสียองค์ความรู้ของวิชาชีพหนึ่งไป โดยที่หลายประเทศกำลังนำองค์ความรู้ชุดเดียวกันไปปรับใช้กับโลก Digital และ AI
แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการรักษาบรรณารักษ์แบบเดิม
การตั้งคำถามกับการยุบตำแหน่งไม่ได้หมายความว่าเราต้องรักษาบรรณารักษ์ทุกอัตราไว้เหมือนเดิม ห้องสมุดที่ไม่มีผู้ใช้ต้องกล้าควบรวม งานยืม-คืนที่ทำ Self-Service ได้ก็ควรทำ งานทะเบียนที่ Automation ได้ก็ควรลด และตำแหน่งที่เกษียณแล้วไม่มีภารกิจรองรับจริงก็ไม่จำเป็นต้องรับคนใหม่หนึ่งต่อหนึ่ง
แต่ก่อนจะ Delete Position ต้อง Redesign Job เพราะงานบางอย่างของบรรณารักษ์กำลังหายไปจริง ขณะที่ทักษะอีกส่วนหนึ่งกลับกำลังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คำสำคัญคือ Metadata
จากคนจัดหนังสือ สู่คนจัด Metadata
ลองดูว่าบรรณารักษ์ถูกฝึกมาให้ทำอะไร จำแนกข้อมูล จัดหมวดหมู่ กำหนดหัวเรื่อง สร้างคำสำคัญ ทำดรรชนี ทำรายการบรรณานุกรม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล ค้นคืนสารสนเทศ ตรวจสอบแหล่งอ้างอิง และรักษาทรัพยากรความรู้ให้สามารถค้นกลับมาใช้ได้
ถ้าเปลี่ยนศัพท์เหล่านี้เป็นภาษาของโลกดิจิทัล เราจะเห็นทันทีว่า Cataloging กำลังกลายเป็น Metadata
Management, Classification กำลังต่อยอดเป็น Taxonomy & Knowledge
Organization, Indexing กำลังเชื่อมกับ Information Retrieval & Discovery, การเชื่อมโยงหัวเรื่องกำลังไปสู่ Linked Data และ Knowledge Graph, การรักษาเอกสารกำลังกลายเป็น Digital Archive & Digital Preservation
และการตรวจสอบที่มาของเอกสารกำลังกลายเป็น Data Provenance ภารกิจไม่ได้หายไป มันเพียงย้ายจาก “ชั้นหนังสือ” ไปอยู่ใน “โครงสร้างข้อมูล”
คนกลุ่มนี้มี “ทุนทักษะ” อยู่แล้ว อย่าโยนทิ้ง
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมคิดว่ารัฐควรทบทวนวิธีคิด ถ้ารัฐบาลต้องการสร้างคนทำ Metadata, Digital Archive หรือ Knowledge Base สำหรับ AI เรามีคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกฝึกพื้นฐานเรื่องเหล่านี้มาแล้ว คือ “บรรณารักษ์”
ลองเอาเอกสารดิจิทัล 100,000 ชิ้นไปให้คนทั่วไป สิ่งแรกที่หลายคนอาจคิดคือจะสร้าง Folder อย่างไร และจะเอาไฟล์ไปเก็บที่ไหน
แต่คนที่ได้รับการฝึกด้านบรรณารักษศาสตร์จะคิดต่างออกไป
เอกสารเหล่านี้คืออะไร จะจำแนกอย่างไร ใช้คำสำคัญอะไร เอกสารไหนสัมพันธ์กับเอกสารไหน ฉบับไหนเป็นต้นฉบับ และจะทำอย่างไรให้คนที่ไม่เคยเห็นเอกสารเหล่านี้มาก่อนสามารถค้นพบมันในอีก 10 หรือ 20 ปี ?
นี่คือ Mindset ของการจัดระเบียบความรู้ และเป็นทักษะที่สอนคนซึ่งไม่มีพื้นฐานได้ แต่ต้องใช้เวลาในการสร้างวิธีคิด ดังนั้นแทนที่จะปล่อยคนกลุ่มนี้เกษียณไปเรื่อย ๆ แล้วปิดตำแหน่ง
รัฐน่าจะถามว่า ทำไมไม่ Upskill และ Reskill ทุนมนุษย์ที่เรามีอยู่แล้ว ?
เติมความรู้ Digital Archive, Metadata Standards, Data Governance, Linked Data, Knowledge Graph, AI Literacy และหลักการทำงานของ LLM กับ RAG ให้เขา
ไม่ต้องทำให้บรรณารักษ์กลายเป็น Programmer แต่ทำให้เขาเป็น “สะพานระหว่างองค์ความรู้กับเทคโนโลยี”
AI Engineer ไม่ได้ทำหน้าที่แทนบรรณารักษ์ทั้งหมด
Data Engineer รู้ว่าจะสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลอย่างไร Programmer รู้ว่าจะเขียน Search Engine อย่างไร AI Engineer รู้ว่าจะสร้าง RAG ให้ LLM ไปค้นข้อมูลอย่างไร
แต่ยังต้องมีใครบางคนตอบคำถามว่า ข้อมูลอะไรควรอยู่ในระบบ ข้อมูลชิ้นไหนสัมพันธ์กับอะไร ต้นฉบับคือฉบับไหน ข้อมูลไหนถูกยกเลิกแล้ว ข้อมูลไหนเชื่อถือได้ และ AI ควรอ้างอิงกลับไปยังหลักฐานชิ้นใด
นี่คือพื้นที่ระหว่าง Technology กับ Knowledge ที่บรรณารักษ์ยุคใหม่สามารถเข้าไปยืนได้อย่างพอดี
Government AI จะฉลาดไม่ได้ ถ้าข้อมูลของรัฐยังรก
ลองนึกภาพรัฐบาลมี Government AI แล้วถามว่า “ประเทศไทยเคยมีมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้อะไรบ้างในรอบ 30 ปี ?”
AI อาจค้นเอกสารหลายหมื่นฉบับได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ถ้าเอกสารไม่มี Metadata ไม่รู้ว่าอะไรเป็นฉบับล่าสุด ไม่มี Version Control ไม่มี Taxonomy และตรวจสอบ Data Provenance ไม่ได้
AI ที่เก่งที่สุดก็อาจทำได้เพียง “ค้นเร็วขึ้น และตอบผิดเร็วขึ้น”
AI ไม่ได้แก้ปัญหาข้อมูลที่ไม่มีระเบียบโดยอัตโนมัติ Garbage in ก็ยังเป็น Garbage out
ดังนั้นยิ่งรัฐบาลประกาศว่าจะใช้ AI ปฏิรูประบบราชการ คนที่มีความสามารถในการจัดระบบความรู้ยิ่งควรมีความสำคัญ
เขียน JD ใหม่ ก่อนเขียนชื่อตำแหน่งออกจากระบบ
ผมจึงเสนอให้เปลี่ยนเส้นทางอาชีพเสียใหม่ จาก Librarian เป็น Digital Librarian ไปสู่ Metadata & Information Specialist และต่อไปเป็น Knowledge & AI Information Specialist
JD ใหม่ควรครอบคลุม Metadata Management, Taxonomy, Digital Archive, Digital Preservation, Information Retrieval, Data Quality, Data Provenance, Knowledge Graph และ AI Knowledge Base
ขณะเดียวกัน ห้องสมุดก็ต้องเปลี่ยน แห่งไหนไม่มีความจำเป็นควบรวมได้ แต่แห่งที่มีคุณค่าควรพัฒนาเป็น Learning Space, Digital Knowledge Center หรือ Knowledge Archive ของหน่วยงาน
หนังสือและเอกสารเก่าไม่ใช่ของที่รอวันเคลียร์ทิ้ง มันคือ Knowledge Asset ของประเทศ
ปฏิรูปราชการ อย่าเริ่มจากเครื่องคิดเลข
กรณีบรรณารักษ์เป็นบททดสอบวิธีคิดของการปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ ถ้าเริ่มจาก Position → Headcount → Cut เราจะรู้ทันทีว่าลดคนได้กี่ตำแหน่งและประหยัดเงินเดือนได้เท่าไร
แต่ถ้าเริ่มจาก Mission → Process → Technology → People เราจะต้องทำงานยากกว่า คือคิดว่าภารกิจใดยังจำเป็น งานไหนเลิกได้ เทคโนโลยีทำอะไรแทนได้ และคนเดิมสามารถ Upskill ไปสร้างคุณค่าอะไรใหม่ได้
วิธีหลังยากกว่า แต่เรียกว่า “ปฏิรูป” วิธีแรกอาจเป็นเพียง “ลดคน”
ผมไม่ได้เสนอให้เก็บบรรณารักษ์ทุกคนไว้ และไม่ได้บอกว่าห้องสมุดทุกแห่งต้องอยู่เหมือนเดิม
แต่ก่อนจะทยอยยุบตำแหน่งนี้ รัฐควรตอบให้ได้เสียก่อนว่า ใครจะดูแลหนังสือ เอกสาร และองค์ความรู้ที่สะสมมาหลายสิบปี และใครจะจัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้นให้ AI ของรัฐบาลใช้ในอนาคต
เพราะความย้อนแย้งที่สุดของการปฏิรูปราชการยุค AI อาจเกิดขึ้น หากด้านหนึ่งรัฐบาลลงทุนมหาศาลเพื่อสร้าง AI ให้ค้นหาความรู้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับทยอยเอา “คนที่ถูกฝึกมาให้จัดระเบียบความรู้” ออกจากระบบ
ก่อนยุบ “บรรณารักษ์” จึงอย่าเพิ่งถามเพียงว่า วันนี้ยังมีคนยืมหนังสือกี่เล่ม ?
แต่ควรถามคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในวันที่ประเทศมีข้อมูลเป็นล้าน ๆ ชิ้น และมี AI ที่ค้นทุกอย่างได้ภายในไม่กี่วินาที
ใครจะเป็นคนจัดระเบียบและบอก AI ว่า ความรู้ที่ถูกต้องอยู่ตรงไหน?
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









