| ยุคหนึ่ง หากคุณถือหนังสือเรียนภาษาจีนเดินออกไปตามท้องถนน คุณอาจมีความเสี่ยงจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไปสอบสวนและตั้งข้อหาว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ได้ ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ภาษาจีนกลายเป็นภาษายอดนิยมที่พ่อแม่หลายครอบครัวส่งเสริมให้ลูกหลานได้เรียน เพราะหวังว่าจะเป็นโอกาสและแต้มต่อในอนาคต เกิดอะไรขึ้นระหว่างทางของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เหล่านี้ ? |
ชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทย มาจากหลากหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มตระกูลภาษาหลัก คือ แต้จิ๋ว แคะ/ฮากกา ไหหลำ ฮกเกี้ยนและกวางตุ้ง โดยภาษาแต้จิ๋ว กลายเป็น “ภาษากลาง” ของบรรดาชาวจีนในไทยในยุคก่อน เพราะมีจำนวนประชากรมากที่สุด แม้แต่ชาวจีนไหหลำหรือจีนแคะก็ต้องพูดภาษาแต้จิ๋วได้
จีนอพยพรุ่นแรก ๆ เป็นชนชั้นกรรมาชีพและไม่มีการศึกษา อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หนีความยากจนเพื่อแสวงหาโอกาสในดินแดนใหม่และบางกลุ่มก็หนีภัยสงคราม ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่ออกมาเสี่ยงโชค ด้วยไม่รู้ว่าอนาคตจะเผชิญกับชะตาเยี่ยงใด จะเป็นหรือตาย ดีหรือร้ายก็ไม่อาจหยั่งรู้
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงมักออกเดินทางเพียงลำพัง ทิ้งภรรยาและครอบครัวไว้ข้างหลัง รอจนกว่าจะย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในต่างแดนได้มั่นคง ลืมตาอ้าปากได้แล้วจึงค่อยหาทางกลับไปรับครอบครัวมาอยู่ด้วย ส่วนใครที่ยังกลับไม่ได้ก็หาหนทางส่งเงินทองและสิ่งของกลับไปจุนเจือช่วยเหลือทางบ้าน ดังนั้นคนกลางที่ทำหน้าที่ส่งสิ่งของและจดหมายจากจีนโพ้นทะเลไปยังคนที่อยู่ข้างหลังในจีนแผ่นดินใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญมาก
โพยก๊วน (Qiaopi - 侨批) ระบบจดหมายควบคู่กับการโอนเงินของชาวจีนโพ้นทะเลในอดีต (นิยมใช้ในกลุ่มชาวแต้จิ๋ว ไหหลำ ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง) ที่ส่งกลับมายังครอบครัวในประเทศจีนผ่านตัวกลางหรือสำนักงานโพยก๊วน ก่อนจะมีระบบธนาคารและการไปรษณีย์แบบสมัยใหม่ จึงเป็นสะพานเชื่อมสำคัญของลูกหลานจีนโพ้นทะเลที่ส่งผ่านความคิดถึงไปหาคนในครอบครัว
UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนเอกสารโพยก๊วนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World Register) ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2013 มีจดหมายและหลักฐานการโอนเงินที่ได้รับการคัดเลือกและบันทึกไว้กว่า 160,000 ฉบับ จากชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศต่าง ๆ ที่ส่งกลับถึงครอบครัวในแผ่นดินแม่ โพยก๊วนถือเป็นจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนถึงเรื่องราวความเคารพรักครอบครัว ความซื่อสัตย์สุจริตของระบบโอนเงินพื้นบ้าน และเป็นหลักฐานทางสังคมศาสตร์ที่บันทึกการกระจัดกระจายของประชากรและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติที่สมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก |
ตัวอย่างโพยก๊วนในอดีต
เมื่อจีนโพ้นทะเลเริ่มปักหลักสร้างรากฐานและมีครอบครัวในเมืองไทยได้แล้ว ชาวจีนในชุมชนต่าง ๆจึงมีดำริที่จะสอนภาษาจีนในหมู่ลูกหลานชาวจีน ทั้งเพื่อประโยชน์ในการสื่อสารและใช้ในชีวิตประจำวัน อีกด้านหนึ่งก็เพื่อเป็นความหวังในการเชื่อมโยงติดต่อกลับไปยังครอบครัวในแผ่นดินเกิด
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ก่อนถึงสงครามโลก พบว่ามีการสอนภาษาจีนในกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย แต่มักจะเป็นภาษาแต้จิ๋วหรือภาษาถิ่นตามกลุ่มผู้ก่อตั้งโรงเรียนในถิ่นนั้น ๆ เป็นส่วนใหญ่
ความรุ่งเรืองและตกต่ำของโรงเรียนสอนภาษาจีนในเมืองไทยในตอนนั้น ไม่อาจแยกออกจากสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะยึดโยงเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีนหลายช่วงเวลา
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เกิดการปฏิวัติสาธารณรัฐในจีน ชาวจีนโพ้นทะเลยังคงมีความผูกพันกับจีนในระบอบเดิมอยู่มาก ในปีเดียวกันนั้นเป็นช่วงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 ในประเทศไทย ที่เริ่มมีการตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนอย่างเป็นทางการ (แต่ร่องรอยการสอนภาษาจีนนั้นสามารถย้อนไปได้ถึงตั้งแต่สมัยอยุธยาที่มีการติดต่อค้าขายและเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนอยู่แล้ว)
ต่อมาปี ค.ศ. 1937 เมื่อญี่ปุ่นบุกจีนและเกิดการสู้รบต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นศัตรูของจีน ความคิดนี้ส่งต่อมายังชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองไทยด้วย ความเกลียดชังแสดงออกหลายรูปแบบ รุนแรงถึงขั้นมีการลอบฆ่าชาวญี่ปุ่นในไทย โรงเรียนสอนภาษาจีนกลายเป็นสถานที่รวมกลุ่มของคนที่ต้องการต่อต้านญี่ปุ่น
ในเวลานั้นการเมืองไทยอยู่ภายใต้การนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งขึ้นสู่อำนาจหลังจากการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทยเพียง 5 ปี ทำให้รัฐไทยเข้มงวดและจับตาความเคลื่อนไหวของคนจีน อีกทั้งได้รับอิทธิพลจากสหรัฐและชาติมหาอำนาจในยุคสงครามเย็นที่มองว่าระบอบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์คือตัวอันตราย
หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ชนะสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ.1949 แล้วสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลไทยในขณะนั้น โดยเฉพาะในยุคจอมพล ป.พิบูลสงครามและจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่างหวั่นเกรงว่าแนวคิดสังคมนิยมจะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ เพราะอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแผ่ขยายไปหลายประเทศในอินโดจีน
ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์จึงเป็นเรื่องต้องห้าม โรงเรียนสอนภาษาจีนถูกมองว่าเป็นแหล่งรวมการเคลื่อนไหวทางความคิดและจัดตั้งมวลชนที่มีอุดมการณ์ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ รวมทั้งการเรียนรู้ “ภาษาจีน” จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรสนับสนุนหรือส่งเสริม
รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ที่ปรึกษาศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ที่ปรึกษาศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนในเมืองไทยประสบภาวะชะงักงันยาวนานหลายสิบปีว่าเป็นเพราะการควบคุมอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานรัฐและแบบเรียนที่ใช้มาตรฐานด้อยกว่าต้นฉบับจากจีน ทำให้พื้นฐานการเรียนภาษาจีนของลูกหลานชาวจีนที่เกิดในเมืองไทยไม่แข็งแรง
“คุณภาพการเรียนการสอนภาษาจีนในไทยยุคนั้นไม่ดีเท่าที่ควร หลังจากจอมพลป.ฯ สั่งปิดโรงเรียนจีนทั่วประเทศนับร้อยแห่งเพราะเกรงจะเป็นภัยความมั่นคง จนกลุ่มสมาคมชาวจีนต้องไปเจรจาต่อรองเพื่อขอให้กลับมาเปิดสอนใหม่ได้อีกครั้ง แต่เปิดอย่างมีเงื่อนไขคือจำกัดให้สอนได้ถึงแค่ชั้น ป. 4 พร้อมเพิ่มสัดส่วนจำนวนชั่วโมงการสอนเป็นภาษาไทยให้มากขึ้น"
"มิหนำซ้ำต่อมากระทรวงศึกษาธิการของไทย กำหนดให้ใช้แบบเรียนภาษาจีนที่ทำขึ้นใหม่ ซึ่งเนื้อหาง่ายกว่าแบบเรียนต้นฉบับจากประเทศจีน ผมมีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้ เพราะสมัยที่เรียนภาษาจีนผมใช้แบบเรียนจากประเทศจีนโดยตรง พบว่าทั้งคำศัพท์และเนื้อหาฉบับของไทยนั้นง่ายกว่าแบบเรียนที่มาจากจีนมาก”
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศและได้เป็น 1 ใน 5 ชาติมหาอำนาจสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทำให้ไทยต้องรับรองรัฐบาลจีนในขณะนั้นด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อรัฐบาลไทยนำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีและคณะ ไปพบกับประธานเหมาเจ๋อตง แล้วสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปีค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) ทำให้บรรยากาศทางการเมืองระหว่าง 2 ฝ่ายดีขึ้นและคลายความหวาดกลัวภัยจากคอมมิวนิสต์ลง
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
แต่ความเข้มงวดด้านการศึกษาภาษาจีนในไทยก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น แม้ว่าอีก 3 ปีให้หลัง เติ้ง เสี่ยวผิงครองอำนาจและมีนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ จีนเริ่มกลายเป็นตลาดการค้าและฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก
โรงเรียนสอนภาษาจีนที่เหลืออยู่ประมาณ 70-80 แห่งทั่วประเทศ ในไทยอยู่ในสภาพประคับประคองตัวเอง ยังคงถูกกำกับและควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด จนต้องปรับโครงสร้างเป็นโรงเรียนราษฎร์ (เอกชน) หลักสูตรไทย สอนวิชาทั่วไปส่วนใหญ่เป็นภาษาไทยแล้วมีแทรกวิชาภาษาจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า ไม่เหมือนยุคแรกที่หลายแห่งสอนเป็นภาษาจีน 100% หรือมีสัดส่วนเนื้อหาการสอนที่มากกว่าภาษาไทย
อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
สถานการณ์ในลักษณะนี้ดำเนินมาอีกยาวนานนับสิบปี จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเรียนการสอนภาษาจีนในไทย เมื่อถึงยุครัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน บริหารประเทศหลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535 กระทรวงศึกษาธิการปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ยกสถานะภาษาจีนให้เท่ากับภาษาต่างประเทศอื่น ๆ เช่น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อนุญาตให้โรงเรียนเอกชนและรัฐบาลเปิดสอนภาษาจีนในระดับมัธยมศึกษาและอนุญาตให้จ้างครูชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่มาสอนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งเริ่มมีสถาบันการสอนภาษาจีนนอกระบบโรงเรียน เป็นศูนย์การสอนภาษาเอกชนผุดขึ้นตามย่านการค้าต่าง ๆ มากขึ้น จึงทำให้สถานการณ์ภาพรวมคลี่คลายลงไป
ต้องหมายเหตุสำคัญไว้ว่าคุณอานันท์เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ (UN) และร่วมคณะกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เดินทางไปจีนในฐานะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสถาปถาความสัมพันธ์ทางการทูต การบุกเบิกเปิดสัมพันธ์กับจีนทำให้เขาถูกกลุ่มขวาจัดในไทยในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง (เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519) เพ่งเล็งและกล่าวหาว่าเป็น "ผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์" จนถูกตั้งกรรมการสอบสวน แม้ภายหลังสามารถพิสูจน์ตัวเองได้พ้นผิด แต่สุดท้ายพายุทางการเมืองบีบคั้นทำให้ต้องลาออกจากราชการ ก่อนจะกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีรับเชิญให้บริหารประเทศถึง 2 สมัยในเวลาต่อมา
จนถึงทุกวันนี้ ภาษาจีนไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือต้องลักลอบแอบเรียนเหมือนสมัยอดีตอีกต่อไป ยิ่งเมื่อจีนผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจทำให้พ่อแม่และหลายครอบครัวอยากให้บุตรหลานเรียนรู้เกี่ยวกับจีนลึกซึ้งมากขึ้น
ปัจจุบันหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ส่งออกจีนไปสู่โลก คือ “สถาบันขงจื่อ” ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาจีน แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจีนอีกด้วย ไม่ต่างอะไรกับชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ที่ใช้สถาบันภาษาเพื่อส่งออกเรื่องราวของชาติตนเองไปสู่ต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ มี British Council เยอรมันมี สถาบันเกอเธ่ และสหรัฐมี AUA เป็นต้น
รศ.วรศักดิ์ ให้ข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาโดยเปรียบเทียบระหว่างนักศึกษาไทยกับนักศึกษาจีนว่า เด็กจีนมาเรียนในประเทศไทยจะเรียนรู้ได้มากกว่าเรื่องของภาษา เพราะไทยเปิดกว้าง ในขณะที่เด็กไทยไปเรียนภาษาที่จีน จะต้องอยู่ภายในกรอบที่รัฐบาลจีนกำหนดเท่านั้น การเรียนรู้ด้านอื่น ๆ อาจมีข้อจำกัด
แต่หากเด็กไทยมองให้เป็นโอกาสว่า ในเมื่อได้ทักษะทางโครงสร้างภาษาจีนแล้ว ก็ควรใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเพื่อสืบค้นวิชาความรู้ด้านอื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์และมีความเข้าใจจีนได้ลึกซึ้งมากขึ้นเพื่อนำข้อมูลมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยในอนาคตต่อไป
ฟังเรื่องราวเพิ่มเติมได้ทางรายการ มองจีนมุมใหม่ ตอน “โรงเรียนสอนภาษาจีนในไทย จากภัยความมั่นคงสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ”
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









