หลายคนยังคงติดกับความเชื่อเดิม ๆ ว่า El Niño (เอลนีโญ) เป็นเพียงแค่เรื่องของอากาศที่ร้อนอบอ้าวหรือฝนแล้งตามฤดูกาล แต่อีกด้าน สิ่งที่กำลังก่อตัวอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่มันคือ "พายุเศรษฐกิจ" ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ไทย ในวันที่ประเทศกำลังอ่อนแอ
Thai PBS Sci & Tech มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ ซึ่งได้มาบรรยายเกี่ยวกับสถานการณ์สภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากเอลนีโญ ที่ไทยพีบีเอส ซึ่งสิ่งที่ ดร.อานนท์ แสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่เรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น แต่ยังมองไปถึงระบบเศรษฐกิจที่อาจย่ำแย่ลง เมื่อไทยต้องเผชิญภัยธรรมชาติในช่วงประเทศบอบช้ำอย่างหนักจากการสะสมของปัญหาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากสภาวะสงครามและปัจจัยภายนอก
เอลนีโญ เกิดขึ้นแน่ และรุนแรง!
รู้หรือไม่ ? ว่า El Niño เอลนีโญ ในภาษาสเปน แปลว่า "เด็ก" ดร.อานนท์ เกริ่นนำ ก่อนอธิบายเหตุผลของชื่อนี้ อเมริกามองเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ทำให้ฝนตกชุ่มชื้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเอเชีย มวลอากาศร้อนเบี่ยงเบนให้ลมจากตะวันตกไม่เข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ปริมาณฝนจะมีน้อยกว่าปกติ
สถานะปัจจุบันของปรากฏการณ์เอลนีโญ ดร.อานนท์ ระบุว่า ขณะนี้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก เริ่มสูงขึ้นผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณการก่อตัวของเอลนีโญ แบบจำลองคาดการณ์ตรงกันว่าช่วงปลายปี ประมาณเดือน ต.ค. - พ.ย. 69 สถานการณ์จะไปถึงจุดสูงสุดและอาจมีความรุนแรงในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจสูงกว่าปกติ 1.5-2.5 องศาเซลเซียส ส่วนฝนที่ตกช่วงนี้ยังไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงจากเอลนีโญ
แม้ปัจจุบันเอลนีโญยังมาไม่ถึง ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ยังต้องติดตามปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อฝนในไทยมากกว่า แต่ปัจจุบันยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน และการแกว่งตัวของ Polar Front หรือแนวปะทะอากาศหลักบนโลกที่เกิดจากการไหลมาบรรจบกันระหว่าง "มวลอากาศเย็น" จากขั้วโลก และ "มวลอากาศอุ่น" จากเขตร้อน ที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงในยุโรป เพื่อนำมาวิเคราะห์ภาพรวมประกอบกัน
เอลนีโญ ขนาดค่อนข้างรุนแรงเกิดขึ้นแน่ครับ และจะกระทบกับไทยเราไป 1 ปีถึง 1 ปีเศษ โดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ต.ค. หรือ พ.ย. ปีนี้
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
"ซูเปอร์เอลนีโญ" ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติแต่คือ “พายุเศรษฐกิจ”
ดร.อานนท์ มอง "ซูเปอร์เอลนีโญ" ครั้งนี้ น่ากังวลกว่าภัยพิบัติทั่วไป คือ "ขอบเขตที่ไร้พรมแดน" โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ เปรียบเทียบอุทกภัย เช่น เมืองหาดใหญ่ หรือลุ่มน้ำภาคกลาง ที่ทำความเสียหายหนักเฉพาะจุด
แต่เอลนีโญคือวิกฤตระดับชาติที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ และที่สำคัญที่สุด มันมาในจังหวะที่ระบบเศรษฐกิจไทยบอบช้ำอย่างหนักจากการสะสมของปัญหาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากสภาวะสงครามและปัจจัยภายนอก ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วพังทลายลงได้
อย่ามองว่านี่เป็นแค่ภัยพิบัติ แต่มันคือปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าภัยธรรมชาติทั่วไป เพราะมันเกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ 70 ล้านคน และจะอยู่กับเรานานกว่าหนึ่งปี
จับตา 4 เรื่องใหญ่ ผลกระทบเอลนีโญ
สำหรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ดร.อานนท์ ยก 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่
- ปัญหาฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง
ประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือน ส.ค. และฝนในช่วงปลายฤดูอาจจะน้อยลงหรือหมดเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ฤดูแล้งในปีถัดไป มีความรุนแรงและยาวนานขึ้น
- พายุหมุนเขตร้อน
คาดว่าจำนวนพายุจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และแม้อุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นอาจทำให้พายุรุนแรงได้ แต่ทิศทางพายุมักจะถูกพัดเบนขึ้นไปทางเหนือ เช่น จีน ญี่ปุ่น มากกว่าจะเข้าไทย จึงไม่สามารถหวังพึ่งพายุ เพื่อเติมน้ำในเขื่อนได้
- อุณหภูมิกลางคืนสูงขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลกว่าอุณหภูมิกลางวันที่ร้อนจัด คือ อุณหภูมิในเวลากลางคืนที่จะสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยเฉพาะภาคการเกษตร เช่น ไม้ยืนต้นและไม้ผล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย เมื่ออุณหภูมิไม่ลดต่ำลงตามที่ควรจะเป็น พืชจะไม่สามารถติดดอกออกผลได้ตามปกติ ผลผลิตจะหายไปจากตลาดทันที
- ผลกระทบอื่น ๆ
ความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าสูงขึ้น อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเฉพาะจุดอาจทำให้เกิดปะการังฟอกขาว รวมถึงปรากฏการณ์น้ำผุด ที่พัดน้ำเย็นขาดออกซิเจนขึ้นมาจนทำให้สัตว์น้ำตาย
แจกเงินเยียวยา แก้ปัญหาไม่ได้! แนะรัฐลดความเสี่ยง
การเยียวยาของรัฐบาลด้วยการ "แจกเงิน" จะช่วยแก้ปัญหาได้เหมือนเหตุการณ์อุทกภัยครั้งก่อน ๆ หรือไม่ ?
ดร.อานนท์ ตอบชัดเจนว่า "ไม่ได้เลย การเยียวยาด้วยการแจกเงินช่วยได้เฉพาะเหตุการณ์ครั้งคราว แต่ถ้ากระทบกับภาพใหญ่ คุณจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม แจกเท่ากันหรือ มันไม่ได้ หรือถ้าแจกต้องใช้เยอะมาก จนกระทั่งมันเป็นไปไม่ได้ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงคือทางออกเดียวที่ยั่งยืน"
พร้อมอธิบายว่า ความเสียหายของการเกิดเอลนีโญ ครอบคลุมทั้งประเทศ รัฐบาลไม่มีทางชดเชยให้ทุกคนได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในวันที่งบประมาณรัฐมีจำกัด ดังนั้น ต้อง "ลดความเสี่ยง" ไม่ใช่ "รอเยียวยาหลังเกิดเหตุ" โดยต้องมียุทธศาสตร์การจัดสรรน้ำที่ชัดเจนตามลำดับความสำคัญ
1. การอุปโภคบริโภค ต้องเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลน
2. การเกษตร เน้นการประคองให้พืชยืนต้นรักษาชีวิตอยู่รอดได้ มากกว่าการเร่งทำผลผลิต
3. อุตสาหกรรมและพลังงาน ต้องถือเป็นเรื่องรองและหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นทดแทนการใช้น้ำจากเขื่อน
เจาะ "จุดอ่อน" การบริหารจัดการภัยพิบัติของไทย
ดร.อานนท์ เผยจุดอ่อนการบริหารจัดการภัยพิบัติของไทย คือ การขาดความเป็นเอกภาพ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานด้านภัยพิบัติกว่า 30 หน่วยงาน แต่ต่างคนต่างทำงานตามภารกิจของตนเอง ขาดการพูดคุยบูรณาการ และมักเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือภัยฉับพลัน เช่น น้ำท่วม มากกว่าภัยที่ค่อย ๆ ก่อตัวและกินเวลานาน อย่างภัยแล้งจากเอลนีโญ
นอกจากนี้ โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของไทยไม่มีความคุ้นเคยหรือการออกแบบมาเพื่อรองรับความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำให้มีความเปราะบางสูงมากเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ
Pain Point หลัก คือคนไม่มีความพร้อม ละเลย ชะล่าใจ คิดว่าไม่เป็นอะไร ถ้าเกิดในช่วงเวลาที่ประเทศเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และการเมือง เอลนีโญขนาดนี้ก็รับมือได้ แต่วันนี้เราอ่อนแอมาก จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่รับมือได้ยาก
ถอดบทเรียนจากอดีต สูตรสำเร็จไม่มีอจริง
การรับมือกับเอลนีโญ ดร.อานนท์ ระบุว่า ไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกันทั้งประเทศได้ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการย้อนกลับไปศึกษาเหตุการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ หรือเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10 กว่าปีก่อน กลับไปถามผู้ที่เคยผ่านวิกฤตเหล่านั้นว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงที่สุด ใครคือกลุ่มเปราะบาง และวิธีแก้ปัญหาในอดีตอะไรที่ทำแล้ว "รอด" หรือ "ร่วง" สิ่งที่จะช่วยในการวางแผนรับมือในระดับท้องถิ่นได้
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ล้างมายาคติ "ไทยเป็นอู่น้ำ" แต่ปริมาณน้ำต่อหัวต่ำกว่าเพื่อนบ้าน
เหตุผลที่เรามานั่งตื่นตูมกันเรื่องเอลนีโญ เพราะเราไม่เคยมีแผนระยะยาว…
ดร.อานนท์ กล่าวว่า เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมประเทศไทยถึงมีปัญหาเรื่องน้ำไม่หยุด ไม่หย่อน เพราะการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ต้องแก้ทั้ง 2 ด้าน ในปริมาณฝนที่แปรปรวน บางครั้งมีน้อย บางครั้งมีมาก จะใช้น้ำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
ที่ผ่านมา เรามักเชื่อกันผิด ๆ ว่าประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ ปริมาณน้ำต่อหัวของประเทศไทยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นเลิกคิดว่า "ไทยเป็นอู่น้ำ" แต่น้ำเรามีจำกัด และต้องใช้น้ำในเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่
ในด้านการเกษตรหลายอย่างของไทย เป็นภาคที่ใช้น้ำเยอะเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันต้องมีการกระตุ้นให้ทุกภาคการผลิตใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะศักยภาพในการสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่มีจำกัดและทำได้ยากขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ "ปลายทาง" โดยส่งเสริมความเข้าใจให้การใช้น้ำต้องเกิดประสิทธิภาพการสูงสุด
ทุกการปัดหน้าจอสมาร์ตโฟน มีราคาที่ต้องจ่าย
ขณะที่สิ่งที่น่ากังวลคือ อุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center ที่รองรับการใช้งานโซเชียลมีเดียและการทำงานผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งต้องใช้น้ำมหาศาลในการระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง
"ทุกครั้งที่คุณปัดหน้าจอสมาร์ตโฟน หรือการบริโภคสินค้าเทคโนโลยี ล้วนมีต้นทุนด้านน้ำแฝงอยู่ทั้งสิ้น การตระหนักรู้ในเรื่องนี้จะช่วยให้คนเมืองเข้าใจว่า ตนเองก็เป็นหนึ่งในผู้ใช้ทรัพยากรที่ต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตนี้ร่วมกัน"
แต่อย่างไรก็ตาม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ ทิ้งท้ายฝากให้คิดว่า ประเทศไทยยังมีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือน ก่อนที่ "ซูเปอร์เอลนีโญ" จะสำแดงฤทธิ์เดชอย่างเต็มรูปแบบ ช่วงเวลานี้คือ "นาทีทอง" ในการเตรียมตัว วางแผนบริหารความเสี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำในทุกลำดับชั้น ตั้งแต่นโยบายระดับรัฐไปจนถึงการใช้ชีวิตของคนเมือง
เพราะเอลนีโญครั้งนี้ ไม่ได้กระทบแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบถ้วนหน้า 70 ล้านคน! และอาจเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยให้ย่ำแย่หนัก หากไร้แผนรับมือ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









