ปีนี้มีการคาดการณ์กันว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” จะรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติเนอย่างมาก โดยนักพยากรณ์คาดว่า เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดตามปกติซึ่งอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม
สำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติของโลก ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในพื้นที่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตรได้ ทำให้เกิดภัยแล้งในบางภูมิภาค นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อฝนตกหนักและน้ำท่วมในภูมิภาคอื่น ๆ ได้ด้วย เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้ติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก และอากาศเหนือผิวน้ำ
โดยปกติแล้ว ลมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน “ลมค้า” จะพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ผลักดันน้ำอุ่นผิวน้ำไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งจะสะสมตัวอยู่รอบ ๆ อินโดนีเซียและภูมิภาคใกล้เคียง เมื่อน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก น้ำเย็นจากส่วนลึกของมหาสมุทรจะขึ้นมาแทนที่ในทิศตะวันออก ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่าการไหลขึ้นของน้ำ (Upwelling) นี่คือเหตุผลที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกมักจะอุ่นกว่ามหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกมาก

สำหรับน้ำที่อุ่นขึ้นจะหมายถึงการระเหยที่มากขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับการต้มน้ำบนเตาทำให้ไอน้ำระเหยมากขึ้น ดังนั้น มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่อุ่นจึงส่งความชื้นเข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนมากขึ้น นอกจากนี้ มหาสมุทรยังทำให้อากาศนั้นอุ่นขึ้น ส่งผลให้อากาศมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศที่เย็นกว่าโดยรอบ จึงลอยตัวสูงขึ้น
เมื่ออากาศลอยสูงขึ้น อากาศด้านบนที่กดลงมาจะมีน้อยลง ดังนั้นความดันรอบ ๆ จึงลดลง อากาศที่ลอยสูงขึ้นจะขยายตัวในสภาพแวดล้อมที่มีความดันต่ำกว่าและเย็นลง ไอน้ำจึงควบแน่นกลายเป็นเมฆและฝน เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ พลังงานที่ไอน้ำนำขึ้นไปจะถูกปล่อยออกมาเป็นความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศ
เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศที่ลอยขึ้นจะแผ่กระจายออกไป บางส่วนเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกก่อนที่จะจมลงอีกครั้งเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่เย็นกว่า ใกล้ผิวน้ำ อากาศจะไหลกลับไปทางทิศตะวันตกในรูปของลมค้า ทำให้เกิดวงจรการหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า การหมุนเวียนของวอล์คเกอร์ (Walker Circulation คือระบบการไหลเวียนของอากาศในแนวดิ่งและแนวตะวันออก-ตะวันตกตามแนวเส้นศูนย์สูตร ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความแตกต่างของอุณหภูมิและความกดอากาศเหนือมหาสมุทร)

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งสำคัญ ที่ทำให้พื้นที่รอบ ๆ อินโดนีเซียและฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกได้รับปริมาณน้ำฝนมาก ในขณะที่ฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และพื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่ของเปรูมักจะแห้งแล้งกว่ามาก ทั้งนี้ บางส่วนของอินโดนีเซียอาจมีปริมาณน้ำฝนในหนึ่งเดือนมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่กรุงลิมาได้รับตลอดทั้งปีก็เป็นได้
รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศนี้ ยังช่วยรักษาสมดุลของตัวมันเองด้วย มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่อบอุ่นกระตุ้นให้อากาศลอยขึ้น ในขณะที่สภาพอากาศที่เย็นกว่าทางตะวันออกเอื้อต่อการจมลงของอากาศ สิ่งนี้ช่วยรักษากระแสลมค้าตะวันออก-ตะวันตก ลมเหล่านี้จึงผลักดันน้ำอุ่นไปทางตะวันตกและนำน้ำเย็นขึ้นสู่ผิวน้ำทางตะวันออก รักษาความแตกต่างของอุณหภูมิที่ช่วยขับเคลื่อนลมตั้งแต่แรก ด้วยวิธีนี้ มหาสมุทรและชั้นบรรยากาศจึงเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Bjerknes feedback

แล้วอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? ในช่วงการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
ในบางปี มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนจะไม่เป็นไปตามรูปแบบปกติ ลมค้าที่พัดจากตะวันออกไปตะวันตกอ่อนลง ทำให้กระแสน้ำอุ่นผิวน้ำไหลไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกน้อยลง น้ำอุ่นจึงยังคงอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกมากขึ้น ในขณะที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกอาจมีอุณหภูมิเย็นลง นำไปสู่การเกิด “ปรากฏการณ์เอลนีโญ”
เมื่อน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก บรรยากาศเหนือผิวน้ำก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วย อยากให้เห็นภาพโดยลองนึกภาพตอนที่เรากำลังเคลื่อนย้ายหม้อที่มีน้ำเดือด ๆ อยู่บนเตา บริเวณที่มีการระเหยมากที่สุด อากาศชื้นลอยขึ้น การก่อตัวของเมฆ และปริมาณน้ำฝนก็จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกมากขึ้นสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก นี่คือเหตุผลที่เอลนีโญ สามารถนำพาความชื้นมาสู่บางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงชายฝั่งเปรูได้นั่นเอง
แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลกระทบต่อที่อื่นด้วยเช่นกัน เมื่ออากาศลอยตัวสูงขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก อากาศที่อยู่สูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศจะแผ่กระจายออกไป และบางส่วนจะจมลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก อากาศที่จมลงทำให้การก่อตัวของเมฆยากขึ้น ดังนั้นสถานที่ต่าง ๆ เช่น อินโดนีเซียและบริเวณโดยรอบใกล้กับมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกจึงอาจแห้งแล้งกว่าปกติมาก ซึ่งสภาพเช่นนี้ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ป่าและไฟป่าพรุในอินโดนีเซียได้อีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและตะวันออกก็จะลดลง ซึ่งทำให้ความแตกต่างของความดันที่ช่วยขับเคลื่อนลมค้าอ่อนลงตามไปด้วย ส่งผลให้ลมอ่อนลงไปอีก ดังนั้น ระบบการหมุนเวียนของวอล์คเกอร์จึงอ่อนลงและเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก

เอลนีโญส่งผลกระทบไปทั่วโลกได้อย่างไร?
การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ผลกระทบนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในระยะทางหลายพันกิโลเมตร ผ่านสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่าการเชื่อมโยงระยะไกล (teleconnections) เนื่องจากในช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ แนวอากาศชื้นที่ลอยขึ้นหลักเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก ความร้อนในชั้นบรรยากาศนี้ก็จะเคลื่อนตัวตามไปด้วย ซึ่งสามารถทำให้อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศเขตร้อนตอนกลางและตอนบนสูงขึ้นไปไกลถึงบริเวณเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกได้
ในพื้นที่อย่างเช่นซาเฮล (Sahel) ซึ่งเป็นบริเวณชายขอบทางใต้ของทะเลทรายสะฮารา เอลนีโญทำให้มวลอากาศอุ่นและชื้นใกล้พื้นผิวลอยขึ้นได้ยากขึ้น ส่งผลให้เมฆที่ก่อให้เกิดฝนลดลง และเอื้อต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งมากขึ้น เมฆที่น้อยลงยังช่วยให้แสงแดดส่องลงมาถึงพื้นผิวได้มากขึ้น ส่งผลให้พื้นดินอุ่นขึ้นและแห้งแล้งยิ่งขึ้น นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า กลไกอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (Troposphere เป็นชั้นล่างสุดที่สูงจากพื้นโลกขึ้นไปประมาณ 8–15 กิโลเมตร มีลักษณะสำคัญคือ อุณหภูมิจะลดลงเรื่อย ๆ ตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น โดยลดลงเฉลี่ยราว 6.5 องศาเซลเซียสต่อความสูง 1,000 เมตร)
ขณะที่อีกด้านหนึ่งของโลกจะเกี่ยวข้องกับคลื่นขนาดใหญ่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบริเวณหลักของอากาศที่ยกตัวขึ้นและปริมาณน้ำฝนเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก คลื่นเหล่านี้สามารถเดินทางไปไกลจากมหาสมุทรแปซิฟิก เปลี่ยนแปลงทิศทางลมและเส้นทางพายุไปพร้อมกัน แม้แต่สหราชอาณาจักรก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ปรากฏการณ์เอลนีโญสามารถเพิ่มโอกาสที่จะเกิดสภาพอากาศที่เปียกชื้นและมีพายุมากขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีช่วงอากาศหนาวเย็นในปลายฤดูหนาวอีกด้วย แต่ความเชื่อมโยงเหล่านี้ไม่แน่นอนเท่ากับผลกระทบจากเขตร้อนหลายอย่าง เนื่องจากสภาพอากาศของสหราชอาณาจักรยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศอีกหลายประการ
นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญยังเปลี่ยนแปลงสภาวะในมหาสมุทรอื่น ๆ ได้อีกด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ไดโพลในมหาสมุทรอินเดียได้ (Indian Ocean Dipole: IOD คือ การแกว่งตัวที่ไม่สม่ำเสมอของอุณหภูมิพื้นผิวทะเล ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ได้แก่ ตะวันตกและตะวันออก โดยจะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและปริมาณฝนในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย) เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างมหาสมุทรอินเดียตะวันตกและตะวันออก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำฝนในแอฟริกาตะวันออกและบางส่วนของอินเดีย
แต่ทั้งนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดสภาพอากาศในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยมักจะมีสภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติในช่วงเอลนีโญ แต่บางส่วนของประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ กลับประสบกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในเดือน ก.ย. – ต.ค. โดยอินเดียก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่คล้ายคลึงกันเช่นกันคือฤดูมรสุมโดยรวมในปีนี้แห้งแล้งผิดปกติ ในขณะที่บางภูมิภาคยังคงประสบกับฝนตกหนักและน้ำท่วม เอลนีโญเปลี่ยนแปลงความน่าจะเป็น แต่ระบบสภาพอากาศในท้องถิ่นก็ยังสามารถสร้างความสุดขั้วในทิศทางตรงกันข้ามได้เช่นกัน

ไทยควรเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมแม้จะอยู่ในช่วงเอลนีโญอย่างไร? ให้ปลอดภัย
ช่วงนี้ประเทศไทยในหลายพื้นที่อาจต้องเจอกับฝนตกหนัก-ฝนตกแช่ แม้จะอยู่ในช่วงเอลนีโญก็ตาม ทำให้หลายพื้นที่มีความเสี่ยงต้องเผชิญกับน้ำท่วมสูง ดังนั้น การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และปกป้องชีวิตของทุกคนในครอบครัวให้ปลอดภัยได้
การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
- เตรียมป้องกันบ้านเรือน: หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้เตรียมกระสอบทรายวางกั้นทางน้ำเข้าบ้าน พร้อมระบุป้ายกำกับเบรกเกอร์หรือฟิวส์ไฟฟ้าให้ชัดเจนว่าควบคุมจุดใดในบ้าน
- ขนย้ายสิ่งของ: ย้ายทรัพย์สิน อุปกรณ์ไฟฟ้า และของมีค่าขึ้นที่สูงหรือชั้นบนให้พ้นระดับน้ำ
- จัดเตรียมเสบียงและสิ่งจำเป็น: สำรองน้ำดื่มสะอาด อาหารแห้ง ยารักษาโรค ยาประจำตัว โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ปรุงอาหารให้พร้อมใช้งาน
- ศึกษาเส้นทางอพยพ: เรียนรู้เส้นทางไปจุดอพยพที่ปลอดภัยในพื้นที่ และบันทึกเบอร์โทรศัพท์สายด่วนฉุกเฉินของหน่วยงานท้องถิ่นไว้เสมอ
- จัดการบ้านก่อนอพยพ: หากต้องออกจากพื้นที่ ให้ปิดเตาแก๊ส สับเบรกเกอร์ตัดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และล็อกบ้านให้เรียบร้อย
ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
- หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย: งดเล่นน้ำหรือเข้าใกล้บริเวณทางน้ำหลากโดยเด็ดขาด
- ห้ามขับรถลุยน้ำท่วม: ไม่ขับขี่ยานพาหนะเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วมขังหรือน้ำหลาก หากรถติดหล่มหรือดับกลางทาง ให้รีบออกจากรถแล้วขึ้นไปอยู่บนที่สูงทันที
- ปลูกฝังความปลอดภัยให้เด็กเล็ก: สอนเด็ก ๆ ให้รู้เท่าทันอันตราย โดยเฉพาะการไม่จับ หรือสัมผัสปลั๊กไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียกหรือมีน้ำท่วมขัง
- ทำความเข้าใจแผนฉุกเฉิน: ศึกษาแผนรับมือภัยพิบัติของชุมชน เพื่อให้วางแผนและประสานงานความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
คอนเทนต์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
📌อ่าน : เปิดเหตุผล “โตเกียว” รอดน้ำท่วม แม้ฝนตกนานถึง 34 วัน
📌อ่าน : “ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69
📌อ่าน : มีโอกาสเกิดน้ำท่วมสูงมาก! ทำไม? ช่วงนี้จะเกิดฝนตกหนักและตกแช่
📌อ่าน : “พยากรณ์อากาศ” รู้ได้อย่างไร? ฝนจะตก แดดจะออก พายุจะเข้า
📌อ่าน : ชวนรู้จัก “พยากรณ์อากาศ” คืออะไร ? ทำไมรู้ว่าวันนี้ฝนตก
📌อ่าน : ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก
📌อ่าน : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว
📌อ่าน : ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
📌อ่าน : อะไร? คือ “ก็อดซิลลา เอลนีโญ” เมื่อสภาพอากาศกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
📌อ่าน : “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง
📌อ่าน : ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?
📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: theguardian, theconversation, newscientist, กรมอนามัย
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




