ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 35 ปี แต่สิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรับรู้เกี่ยวกับการประชุมธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลับเป็นข่าวรัฐบาลประกาศให้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการพิเศษในกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดประชุม
น่าคิดว่า การประชุมที่มีผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร แต่สิ่งที่ประชาชนรับรู้ชัดที่สุดกลับเป็นเรื่องว่าจะได้หยุดงานวันไหน
ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 กรุงเทพมหานครจะกลายเป็นศูนย์กลางการหารือนโยบายเศรษฐกิจโลก มีรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์จากประเทศสมาชิก 191 ประเทศเข้าร่วม คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน
การประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงการต้อนรับแขกต่างประเทศ แต่เป็นเวทีที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ทั้งเรื่องหนี้สิน การลงทุน การค้า เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ และอนาคตของประเทศกำลังพัฒนา
รัฐบาล กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยได้เตรียมงานและประชาสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่อง แต่คำถามคือ เหตุใดการประชุมที่มีความสำคัญขนาดนี้จึงยังไม่กลายเป็นวาระสาธารณะที่คนไทยสนใจและเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเองอย่างไร
รัฐบาลสามารถเตรียมถนน สนามบิน ระบบรักษาความปลอดภัย และพิธีต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกได้ แต่ได้เตรียมคำตอบให้ประชาชนแล้วหรือยังว่า ประเทศไทยจะได้อะไรจากการประชุมครั้งนี้
35 ปี จากเจ้าภาพเศรษฐกิจรุ่งเรือง สู่บทเรียนลูกหนี้ IMF
ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและ IMF เมื่อปี 2534 ในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ขณะนั้นเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เงินทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชีย
แต่เพียงหกปีต่อมา ความรุ่งเรืองเหล่านั้นกลับพังทลายลงพร้อมวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ประเทศไทยต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ธุรกิจล้มละลาย สถาบันการเงินถูกปิดกิจการ คนตกงาน และประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนจากวิกฤตเศรษฐกิจ
จากประเทศที่เคยภาคภูมิใจในการต้อนรับผู้นำการเงินโลก กลับกลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากองค์กรเดียวกันในเวลาเพียงหกปี
วันนี้ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหลังผ่านวิกฤตมา 29 ปี แม้ระบบการเงินมีเสถียรภาพมากกว่าอดีต แต่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาอีกชุดหนึ่ง ทั้งการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นช้า และความเหลื่อมล้ำที่ยังฝังรากลึก
การกลับมาเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงไม่ควรเป็นเพียงการเฉลิมฉลองว่าไทยกลับมายืนบนเวทีเศรษฐกิจโลก แต่ต้องเป็นโอกาสทบทวนว่าเราเรียนรู้อะไรจากวิกฤตในอดีต และกำลังจะพาประเทศเดินไปทางไหน
10 วาระเศรษฐกิจโลก กับ 10 คำถามที่รัฐบาลไทยต้องตอบ
การประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยโดยตรงอย่างน้อย 10 เรื่อง ซึ่งรัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงการอภิปรายระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติในห้องประชุม
เรื่องแรก อนาคตเศรษฐกิจโลก IMF จะนำเสนอแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และความผันผวนทางการค้า คำถามคือ รัฐบาลไทยมีแผนรับมืออย่างไร หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอย่างไร
เรื่องที่สอง วิกฤตหนี้สาธารณะและวินัยการคลัง หลายประเทศกำลังเผชิญภาระหนี้และต้นทุนดอกเบี้ยสูง ประเทศไทยเองก็ต้องใช้งบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง รัฐบาลจะรักษาวินัยการคลังอย่างไร โดยไม่ลดการลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่ออนาคต
เรื่องที่สาม หนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับ GDP รัฐบาลจะมีนโยบายอะไรที่ทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากวงจรหนี้ ไม่ใช่เพียงพักชำระหนี้เพื่อซื้อเวลาแล้วปล่อยให้ปัญหากลับมาอีก
เรื่องที่สี่ AI กับอนาคตแรงงาน โลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจ้างงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ ประเทศไทยจะใช้ AI เพิ่มผลิตภาพแรงงาน สร้างอาชีพใหม่ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอย่างไร แทนที่จะปล่อยให้หน่วยงานรัฐแข่งขันกันจัดซื้อระบบ AI โดยไม่มีทิศทางร่วมกัน
เรื่องที่ห้า การลงทุนและการสร้างงานใหม่ ธนาคารโลกให้ความสำคัญกับการระดมทุนเอกชนเพื่อสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยจะเปลี่ยนเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เป็นงานที่มีรายได้สูงได้อย่างไร จะทำให้ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมใหม่ได้หรือไม่
เรื่องที่หก อาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อสร้างความร่วมมือรับมือการฉ้อโกงทางการเงิน คำถามคือจะนำไปสู่การปราบบัญชีม้า เครือข่ายสแกมเมอร์ และการฟอกเงินข้ามชาติได้จริงเพียงใด หรือจะจบลงเพียงคำประกาศความร่วมมือ
เรื่องที่เจ็ด สงครามการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนทิศทางการค้าและการลงทุน ประเทศไทยจะรักษาตลาดส่งออกเดิม พร้อมสร้างตลาดใหม่ได้อย่างไร และจะลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปได้หรือไม่
เรื่องที่แปด พลังงาน อาหาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติและความผันผวนของราคาพลังงานกำลังสร้างต้นทุนใหม่ให้เศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจะลงทุนป้องกันน้ำท่วม ภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนรับภาระเพียงฝ่ายเดียว
เรื่องที่เก้า ความเหลื่อมล้ำและการปฏิรูประบบภาษี การเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่มีความหมาย หากผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม รัฐบาลจะออกแบบระบบภาษีให้เป็นธรรม จัดเก็บรายได้จากเศรษฐกิจดิจิทัล และนำทรัพยากรของประเทศกลับไปสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างไiร
เรื่องที่สิบ บทบาทประชาชนในการกำหนดอนาคตเศรษฐกิจ การประชุมครั้งนี้มีเวที Civil Society Policy Forum เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมจากทั่วโลกมีส่วนร่วม รัฐบาลไทยจะรับฟังข้อเสนอจากแรงงาน เกษตรกร นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการรายย่อยอย่างจริงจังหรือไม่
ทั้งสิบเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อประชุมของนักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นปัญหาที่คนไทยเผชิญอยู่ทุกวัน
คนไทยไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่า โลกกำลังประชุมเรื่องอะไร แต่ต้องการรู้ว่ารัฐบาลจะนำความรู้และความร่วมมือจากเวทีนี้กลับมาแก้ปัญหาของประเทศอย่างไร
อย่าให้คนไทยเป็นเพียงผู้ชมอยู่ข้างเวที IMF
การประชุมธนาคารโลกและ IMF ไม่ได้มีเฉพาะรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักลงทุน แต่ยังมีเวทีของภาคประชาสังคม นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้แทนประชาชนจากประเทศต่าง ๆ
ขณะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้สร้างการเรียนรู้ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้สังคมไทย ไม่ใช่ปล่อยให้สาระสำคัญถูกจำกัดอยู่ในห้องประชุมของผู้เชี่ยวชาญ
สื่อมวลชนไทยเองก็มีหน้าที่มากกว่าการรายงานพิธีเปิด การต้อนรับบุคคลสำคัญ หรือปัญหาจราจรติดขัด ต้องทำหน้าที่แปลเรื่องเศรษฐกิจโลกให้เป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน ตั้งคำถามแทนคนไทยว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างไร หนี้สินจะลดลงได้อย่างไร AI จะสร้างงานหรือแย่งงาน และคนรุ่นใหม่จะมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่ได้หรือไม่
หากประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าภาพให้ผู้นำเศรษฐกิจโลกมาประชุมได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนของตัวเองเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ก็เท่ากับเราประสบความสำเร็จในการจัดงาน แต่พลาดโอกาสในการสร้างความรู้ให้สังคม
ความสำเร็จต้องไม่จบพร้อมเที่ยวบินขากลับ
รัฐบาลควรประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องการอะไรจากการประชุมครั้งนี้ จะผลักดันความร่วมมือด้านใด และจะนำข้อเสนอทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการอย่างไร
หลังการประชุมควรมีรายงานต่อประชาชน ไม่ใช่เพียงสรุปจำนวนผู้เข้าร่วม มูลค่าการใช้จ่ายของผู้มาเยือน หรือความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ แต่ต้องรายงานว่ามีข้อตกลงอะไรเกิดขึ้นจริง มีโครงการลงทุนใหม่อะไรบ้าง และมีแผนแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้หรือไม่
การเป็นเจ้าภาพประชุมระดับโลกอาจสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่การเปลี่ยนชื่อเสียงให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนต้องใช้ความสามารถทางนโยบายและความต่อเนื่องอีกหลายปี
ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อเศรษฐกิจกำลังรุ่งเรืองในปี 2534 เคยล้มลงจนต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ในปี 2540 และกำลังกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า
สามช่วงเวลานี้ควรเตือนให้เราตระหนักว่า การได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกไม่ใช่หลักประกันว่าประชาชนในประเทศจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
คนไทยไม่ควรได้เพียงวันหยุดราชการเพิ่มอีกหนึ่งวัน แต่ควรได้คำตอบว่า หลังการประชุมครั้งนี้ประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้อย่างไร
เมื่อผู้นำเศรษฐกิจโลกเดินทางกลับประเทศ เมื่อห้องประชุมถูกปิดและขบวนรถรับรองสิ้นสุดลง สิ่งที่ควรหลงเหลืออยู่ไม่ใช่เพียงภาพความสำเร็จของการจัดงาน แต่ต้องเป็นนโยบายที่ทำให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้ดีขึ้น มีหนี้สินลดลง และมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่าเดิม
เพราะหากการประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งประวัติศาสตร์จบลง โดยคนไทยได้เพียงวันหยุดเพิ่มหนึ่งวัน แต่ไม่ได้โอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเลย ก็คงต้องถามว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้เพื่อใครกันแน่ ?
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
- National Streaming Platform ถึงเวลาสร้างบ้านของสื่อไทย ไม่ใช่แค่ผู้เช่าบ้านของแพลตฟอร์มต่างชาติ
- รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 Thai PBS บอกอะไรกับประชาชนบ้าง ?
- CH7ON เขย่าทีวีดิจิทัลไทย เมื่อผู้ประกอบการสร้างอนาคต แต่ กสทช.ยังหาคำตอบไม่เจอ






