เกือบ 20 ปีที่แล้ว สังคมไทยเคยมีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์ไอทีวี จากทีวีเสรีที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบสัมปทานของรัฐ ไปสู่การจัดตั้งสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและทุน จนเกิดองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551
วันนี้สังคมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ไปเป็นงบประมาณรายปีของรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบหลักประกันความเป็นอิสระที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่แรก ขณะเดียวกัน สังคมก็เรียกร้องให้ไทยพีบีเอสใช้เงินสาธารณะปีละประมาณ 2,000 ล้านบาทอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
แต่ท่ามกลางข้อถกเถียงเหล่านี้ มีคำถามใหญ่กว่าที่สังคมไทยควรร่วมกันหาคำตอบ นั่นคือ เราจะออกแบบระบบสื่อสาธารณะอย่างไรให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไป โดยไม่ปล่อยให้ไทยพีบีเอสต้องแบกรับภารกิจสื่อสาธารณะไว้เพียงองค์กรเดียว
เพราะเป้าหมายของการปฏิรูปไม่ควรหยุดอยู่แค่การทำให้ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่ดีขึ้น แต่ต้องทำให้ระบบสื่อของประเทศเข้มแข็งขึ้น ประชาชนมีอำนาจตรวจสอบรัฐมากขึ้น และประชาธิปไตยมีรากฐานมั่นคงกว่าเดิม
จากการต่อสู้เพื่อทีวีเสรี สู่การต่อรองอำนาจแพลตฟอร์ม
เมื่อปี 2550 การสิ้นสุดสัมปทานไอทีวีเปิดโอกาสให้สังคมไทยถกเถียงกันอย่างจริงจังว่า ประเทศไทยควรมีสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ต้องแข่งขันเพื่อรายได้โฆษณา และไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือกลุ่มทุนหรือไม่
นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ และภาคประชาสังคมร่วมกันผลักดันแนวคิดดังกล่าว จนนำไปสู่การตรากฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสในปี 2551 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการปฏิรูปสื่อไทย
แต่โลกของสื่อในปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากยุคที่สถานีโทรทัศน์เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงประชาชน มาสู่ยุคที่แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, YouTube, TikTok และ Google มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการมองเห็นข่าวสารและการกระจายรายได้โฆษณา
สำนักข่าวจำนวนมากต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อเข้าถึงผู้ชม แข่งขันกันผลิตข่าวเรียกยอดไลก์ ยอดวิว และยอดแชร์ เพื่อแลกกับส่วนแบ่งรายได้ที่ไม่แน่นอน ขณะที่ข่าวท้องถิ่น ข่าวสืบสวน และเนื้อหาที่มีคุณค่าสาธารณะแต่ไม่สร้างยอดนิยมกลับถูกลดความสำคัญลง
เมื่อปี 2550 เราต่อสู้เพื่อให้สื่อเป็นอิสระจากรัฐและทุน วันนี้เราต้องสร้างอำนาจต่อรองให้สื่อไทยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มข้ามชาติ
นี่ควรเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปสื่อสาธารณะครั้งใหม่
สื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง ประชาธิปไตยฐานรากจึงเข้มแข็ง
ประเทศไทยมีสื่อท้องถิ่น สื่อชุมชน ผู้สื่อข่าวอิสระ และเครือข่ายนักข่าวพลเมืองกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่ยังขาดทรัพยากร เทคโนโลยี และช่องทางเผยแพร่ที่มั่นคง
สื่อท้องถิ่นจำนวนมากถูกมองเป็นเพียงผู้ส่งข่าวให้สำนักข่าวส่วนกลาง ทั้งที่คนทำงานในพื้นที่เข้าใจปัญหาชุมชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองท้องถิ่นได้ลึกซึ้งกว่า
หากสื่อท้องถิ่นมีทรัพยากรและความเป็นอิสระมากขึ้น ประชาชนก็จะมีเครื่องมือตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมือง และกลุ่มทุนที่มีอิทธิพลในพื้นที่ได้มากขึ้น
ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งบประมาณท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หรือโครงการพัฒนาที่กระทบชุมชน จะไม่ถูกปล่อยให้เป็นเรื่องที่ประชาชนรับรู้เมื่อเกิดความเสียหายแล้วเท่านั้น
ประชาธิปไตยไม่ได้เข้มแข็งเพียงเพราะประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งทุกสี่ปี แต่ต้องมีสิทธิรับรู้ข้อมูล ตรวจสอบการใช้อำนาจ และมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องที่กระทบชีวิตของตัวเองได้ทุกวัน
การกระจายอำนาจสื่อจึงไม่ใช่เพียงการกระจายสถานที่ผลิตข่าว แต่ต้องกระจายทรัพยากร อำนาจตัดสินใจ และสิทธิในการเข้าถึงประชาชนด้วย
จากสถานีโทรทัศน์สู่ Public Media Platform
หนึ่งในข้อเสนอที่ควรนำมาถกเถียงอย่างจริงจังคือ การปรับบทบาทบางส่วนของไทยพีบีเอส จากองค์กรที่ผลิตและเผยแพร่รายการเป็นหลัก ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาและสนับสนุน Public Media Platform หรือแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะที่เปิดให้ผู้ผลิตหลากหลายองค์กรเข้ามามีส่วนร่วม
นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ใหม่มาแข่งขันกับ YouTube หรือ Facebook เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะใช้งบประมาณระดับประเทศไปแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกโดยตรง
แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะทางดิจิทัล ที่สื่อท้องถิ่น สื่ออิสระ สถาบันการศึกษา ผู้ผลิตสารคดี และเครือข่ายประชาชนสามารถนำเนื้อหามาเผยแพร่ เชื่อมโยงผู้ชม และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีร่วมกัน
แพลตฟอร์มนี้ควรเปิดให้ผู้ผลิตมีตัวตนและฐานผู้ชมของตนเอง สามารถเข้าถึงข้อมูลการรับชมอย่างเป็นธรรม มีระบบแนะนำเนื้อหาที่โปร่งใส ไม่ยึดติดกับยอดวิวเพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสให้ประชาชนค้นพบข่าวสารจากทุกภูมิภาค
การพัฒนา VIPA ระบบคลังเนื้อหา One Archive และเทคโนโลยี AI สามารถเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิดนี้ได้ หากออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วม ไม่ใช่เพียงระบบบริการภายในองค์กร
ที่สำคัญ แพลตฟอร์มดังกล่าวไม่ควรถูกผูกขาดโดยไทยพีบีเอสเอง แต่ควรมีกลไกกำกับดูแลร่วมกับผู้ใช้บริการ ผู้ผลิตอิสระ สื่อท้องถิ่น และตัวแทนประชาชน
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพลตฟอร์มต่างชาติหายไป แต่เป็นการทำให้สื่อไทยมีทางเลือก มีอำนาจต่อรอง และไม่ต้องฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับอัลกอริทึมของบริษัทข้ามชาติ
เงินสาธารณะต้องสร้างอำนาจให้ประชาชน
ข้อเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปีอย่างคุ้มค่ามากขึ้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่ควรมองไกลกว่าการลดต้นทุนภายในองค์กร
เราควรถามด้วยว่า เงินจำนวนนี้สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สื่ออื่นและประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้มากเพียงใด
การเปิดคลังเนื้อหาให้ผู้ผลิตอิสระ การใช้เทคโนโลยีร่วมกัน การสนับสนุนข่าวท้องถิ่น และการสร้างช่องทางเผยแพร่ที่ไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด อาจสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้มากกว่าการลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนรายการหรือขยายขนาดองค์กรเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ต้องมีกลไกตรวจสอบการใช้เงินที่มองไกลกว่าความถูกต้องตามระเบียบ ไปสู่การประเมินประสิทธิผลและคุณค่าสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม
ควรเปิดเผยต้นทุนและผลลัพธ์ของโครงการสำคัญ มีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ และเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบว่าทรัพยากรที่ใช้ไปช่วยสร้างประโยชน์แก่สังคมมากน้อยเพียงใด
การประเมินคุณค่าสื่อสาธารณะไม่ควรยึดเพียงเรตติ้งหรือยอดวิว แต่ต้องพิจารณาว่าสื่อช่วยเปิดโปงการทุจริต ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น และทำให้หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเองได้มากเพียงใด
เงินที่ลงทุนกับสื่อสาธารณะควรเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มอำนาจการรับรู้และตรวจสอบของประชาชน ไม่ใช่เพียงงบประมาณสำหรับผลิตรายการให้มีคนรับชม
ถึงเวลาร่วมกันออกแบบระบบสื่อสาธารณะทั้งประเทศ
การปฏิรูปสื่อสาธารณะครั้งใหม่ควรเปิดเวทีระดับประเทศ เชิญนักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ สื่อท้องถิ่น ผู้ผลิตอิสระ ภาคประชาสังคม คนรุ่นใหม่ และประชาชน มาร่วมกันกำหนดอนาคต โดยมีโจทย์สำคัญทั้งการรักษาความเป็นอิสระจากรัฐและทุน การลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ การกระจายอำนาจสู่สื่อท้องถิ่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วม และการพัฒนาระบบการเงินกับการตรวจสอบที่มีประสิทธิผล
กระบวนการนี้ควรนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย แผนเปลี่ยนผ่าน และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการจัดสัมมนาแล้วจบลงด้วยรายงานอีกหนึ่งเล่ม
เมื่อปี 2550 สังคมไทยเคยร่วมกันผลักดันให้เกิดสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน นับเป็นความสำเร็จสำคัญของการปฏิรูปสื่อในยุคนั้น เกือบ 20 ปีผ่านไป ถึงเวลาแล้วที่จะร่วมกันสร้างระบบนิเวศสื่อสาธารณะทั้งประเทศ ที่สื่อท้องถิ่นและผู้ผลิตอิสระมีอำนาจมากขึ้น ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพ และสื่อไทยไม่ต้องฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
จากการต่อสู้เพื่อทีวีเสรีในอดีต สู่การต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางข้อมูลข่าวสารและประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในยุคดิจิทัล
การปฏิรูปครั้งนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการปรับปรุงไทยพีบีเอส แต่ต้องขยายไปสู่การสร้างระบบสื่อสาธารณะที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สื่อสาธารณะที่เข้มแข็งไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นเครื่องมือทำให้ประชาชนเข้มแข็ง และเมื่อประชาชนมีอำนาจตรวจสอบรัฐมากขึ้น ประชาธิปไตยก็มีโอกาสเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ







