ชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบอนาคต ปฏิรูปสื่อสาธารณะ

ชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบอนาคต ปฏิรูปสื่อสาธารณะ

การถกเถียงเรื่องแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ควรจบลงเพียงคำถามว่าจะยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ หรือเปลี่ยนไปใช้งบประมาณแผ่นดินหรือไม่ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนาครั้งใหญ่ว่า ประเทศไทยต้องการระบบสื่อสาธารณะแบบไหนในอนาคต

รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา (RIA 088/2569) มีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น 124,602 คน สะท้อนทั้งข้อสนับสนุนและข้อกังวลต่อการแก้ไขกฎหมาย รวมถึงข้อเสนอให้ปรับปรุงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง การกระจายทุนผลิตรายการ และการปรับตัวสู่โลกดิจิทัล

ข้อเสนอเหล่านี้มีคุณค่า เพราะไม่ได้ตั้งคำถามเพียงเรื่องรายได้ของไทยพีบีเอส แต่ยังสะท้อนความคาดหวังต่อระบบสื่อสาธารณะของประเทศ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรขยายวงสนทนาจากการปฏิรูปไทยพีบีเอส ไปสู่การปฏิรูปสื่อสาธารณะทั้งระบบ

สื่อสาธารณะต้องใหญ่กว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

เมื่อพูดถึงสื่อสาธารณะ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงไทยพีบีเอส แต่สื่อสาธารณะไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงสถานีโทรทัศน์หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

สื่อท้องถิ่น สื่อชุมชน ผู้ผลิตอิสระ นักข่าวพลเมือง สื่อเพื่อการศึกษา และองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง ล้วนมีบทบาทสร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

คำถามจึงไม่ใช่จะทำให้ไทยพีบีเอสใหญ่ขึ้นอย่างไร แต่จะทำอย่างไรให้ระบบสื่อสาธารณะทั้งประเทศเข้มแข็งขึ้น ไทยพีบีเอสควรเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนระบบนี้ ทั้งทรัพยากร เทคโนโลยี องค์ความรู้ และช่องทางเผยแพร่ เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตจากทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วม แทนการรวมศูนย์ทุกอย่างไว้ภายในองค์กร

กระจายอำนาจการสื่อสารคืนสู่ประชาชน

ในอดีต อำนาจผลิตและเผยแพร่ข่าวสารกระจุกอยู่กับสถานีโทรทัศน์และองค์กรสื่อขนาดใหญ่ ปัจจุบันอำนาจส่วนสำคัญย้ายไปอยู่กับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างชาติ ซึ่งใช้อัลกอริทึมกำหนดว่าเนื้อหาใดจะเข้าถึงประชาชน

แม้เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้ทุกคนผลิตสื่อได้ง่ายขึ้น แต่ผู้ผลิตรายเล็กยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านี้ ทั้งด้านการเข้าถึงผู้ชมและรายได้

การปฏิรูปสื่อสาธารณะจึงต้องลดการกระจุกตัวของอำนาจ เพิ่มโอกาสให้สื่อท้องถิ่นและผู้ผลิตอิสระ รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกำหนดวาระข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเอง ควรมีระบบสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อยอย่างเป็นธรรม ทั้งเงินทุน บุคลากร อุปกรณ์ และช่องทางเผยแพร่ โดยไม่ปล่อยให้ทรัพยากรกระจุกอยู่กับผู้ผลิตเพียงไม่กี่กลุ่ม

สร้างโครงสร้างพื้นฐานสื่อสาธารณะร่วมกัน

ประเทศไทยลงทุนด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพมานาน ทั้งสถานีส่งสัญญาณ ระบบผลิตรายการ คลังเนื้อหา และเทคโนโลยีดิจิทัล ถึงเวลาทบทวนว่าทรัพยากรเหล่านี้จะเปิดให้สังคมใช้ประโยชน์ร่วมกันได้มากขึ้นอย่างไร

เราควรมีโครงสร้างพื้นฐานสื่อสาธารณะดิจิทัลที่เปิดกว้าง ทั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง คลังเนื้อหา ระบบเผยแพร่ข่าวสาร และเทคโนโลยีตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้สื่อท้องถิ่น ผู้ผลิตอิสระ และสถาบันการศึกษาเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม

ตัวอย่างเช่น การพัฒนา VIPA ไปสู่ National Streaming Platform ที่เปิดพื้นที่ให้เนื้อหาจากผู้ผลิตหลากหลายกลุ่ม รวมถึงการพัฒนา One Archive เป็นคลังความรู้สาธารณะสำหรับประชาชนและสถาบันการศึกษา หัวใจสำคัญคือเปลี่ยนจากการลงทุนเพื่อองค์กร ไปสู่การลงทุนเพื่อระบบสื่อสาธารณะทั้งประเทศ

ปฏิรูประบบเงินทุนและการตรวจสอบ

ข้อเสนอสำคัญจากรายงานรับฟังความคิดเห็นคือการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้เงินสาธารณะ และกระจายทุนผลิตรายการให้ผู้ผลิตรายใหม่ สื่อท้องถิ่น และคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ควรพัฒนาระบบสนับสนุนการผลิตเนื้อหาสาธารณะที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เปิดเผยข้อมูลการคัดเลือก งบประมาณ สัญญา และผลการดำเนินงานให้ประชาชนตรวจสอบได้

การประเมินความสำเร็จต้องไม่ใช้เรตติ้งหรือยอดวิวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดคุณค่าต่อสังคมด้วย ข่าวสืบสวนสอบสวนที่ตรวจสอบการทุจริต สารคดีสะท้อนปัญหาคนชายขอบ หรือรายการการศึกษาสำหรับเด็ก อาจมีผู้ชมไม่มาก แต่สร้างประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว

ส่วนระบบรายได้ รายงานเสนอทั้งการคงเงินบำรุงเดิม การจัดสรรงบประมาณผูกพันหลายปี และกลไกอิสระพิจารณางบประมาณ ซึ่งควรศึกษาอย่างรอบด้าน สื่อสาธารณะต้องมีหลักประกันทางการเงินเพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลได้โดยไม่ถูกกดดันผ่านงบประมาณ ขณะเดียวกันต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน ความเป็นอิสระกับการตรวจสอบจึงต้องเดินไปด้วยกัน

ปรับกฎหมายให้ทันโลกดิจิทัล

กฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสเมื่อปี 2551 เกิดขึ้นในยุคที่โทรทัศน์และวิทยุยังเป็นสื่อหลัก แต่วันนี้ประชาชนรับข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือ แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริการสตรีมมิ่งมากขึ้น

การปฏิรูปกฎหมายจึงต้องมองไกลกว่าแหล่งรายได้ ครอบคลุมบทบาทสื่อสาธารณะในโลกดิจิทัล การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การสนับสนุนสื่อท้องถิ่น และความร่วมมือระหว่างองค์กร

ควรทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน โดยยังรักษาหลักธรรมาภิบาล เป้าหมายไม่ใช่สร้างองค์กรให้ใหญ่ขึ้น แต่สร้างระบบที่มีผู้ผลิตหลากหลาย เชื่อมโยงกัน และเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ

สื่อสาธารณะเข้มแข็ง ประชาธิปไตยเข้มแข็ง

หัวใจของการปฏิรูปสื่อสาธารณะคือสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน และเป็นอิสระ เมื่อประชาชนมีสื่อที่สามารถตรวจสอบรัฐบาล นักการเมือง และกลุ่มทุนได้อย่างตรงไปตรงมา ประชาชนย่อมมีอำนาจตรวจสอบผู้ใช้อำนาจมากขึ้น สื่อเข้มแข็งจึงเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ผมอยากเห็นการเปิดวงสนทนาครั้งใหญ่ ชวนสื่อท้องถิ่น ผู้ผลิตอิสระ นักข่าวพลเมือง นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม คนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมออกแบบอนาคตสื่อสาธารณะไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า

ไทยพีบีเอสควรเปิดรับข้อวิพากษ์และข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง พร้อมปรับบทบาทจากผู้ผลิตและเผยแพร่เนื้อหา ไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนระบบนิเวศสื่อสาธารณะของประเทศ

การปฏิรูปไทยพีบีเอสจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อที่ใหญ่ที่สุด แต่ทำให้ประชาชนไทยมีระบบสื่อสาธารณะที่เข้มแข็ง เป็นอิสระ เปิดกว้าง และเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ถึงเวลาเปลี่ยนการถกเถียงเรื่องแก้หรือไม่แก้กฎหมาย มาเป็นการร่วมกันออกแบบอนาคตสื่อสาธารณะไทย เพราะอนาคตของสื่อสาธารณะไม่ควรถูกกำหนดโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ควรถูกกำหนดร่วมกันโดยประชาชนทุกคน

อ้างอิง: รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบจากร่างกฎหมาย RIA 088/2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คร่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)...

บทความ NOW แนะนำ