ช่วงหลังมานี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่ข่าวสะเทือนใจ ทั้งภัยพิบัติ โรคระบาด ความตึงเครียดทางการเมือง และเหตุการณ์ความรุนแรงที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น เพื่อตั้งรับกับวิกฤตเหล่านี้ การติดตามข่าวสารจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครหลายคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่า กระแสข่าวสารที่ไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน อาจกำลังส่งผลกระทบต่ออารมณ์และร่างกายของเราอย่างเงียบ ๆ
วันนี้ Thai PBS จะพามาทำความรู้จักกับ ‘Headline Stress Disorder’ หรือ ‘ภาวะเครียดจากพาดหัวข่าว’ พร้อมวิธีสังเกตตัวเอง และแนวทางการรับมือ เพื่อไม่ให้ข่าวสารย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพจิตของเรา
‘Headline Stress Disorder’ คืออะไร ?
คำนี้ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกโดย สตีเวน สโตสนี (Steven Stosny) นักจิตวิทยาคลินิกชาวอเมริกัน ที่สังเกตเห็นว่าผู้มาปรึกษาหลายคนมีความตึงเครียดและวิตกกังวลพุ่งสูงผิดปกติในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และเมื่อค้นหาสาเหตุลึกลงไป ก็พบว่ามีต้นตอสำคัญมาจากพฤติกรรมการเสพข่าวสารและพาดหัวข่าวอย่างหนักหน่วง
ภาวะเครียดจากพาดหัวข่าว จึงหมายถึงภาวะตึงเครียดและวิตกกังวลอันเกิดจากการรับข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข่าวที่มีเนื้อหาหรือพาดหัวเชิงลบ รุนแรง และกระตุ้นอารมณ์ เช่น ข่าวความขัดแย้ง ภัยพิบัติ หรือโศกนาฏกรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติหรือน้ำท่วม ที่หลายคนต้องเฝ้าระวังและติดตามข่าวบนโซเชียลมีเดียแทบตลอดเวลา ไหนจะต้องคอยแยกแยะพาดหัวข่าวเกินจริง (Clickbait) ข่าวปลอม หรือคอนเทนต์ AI ที่ชวนให้สับสนและตื่นตระหนก ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมไถฟีดเสพข่าวร้ายไม่หยุดหย่อน (Doomscrolling) เพราะกลัวว่าตัวเองจะตกข่าวหรือพลาดข้อมูลสำคัญไป
เกิดอะไรขึ้นกับสมอง เมื่อเราเสพข่าวร้ายมากเกินไป ?
ปฏิกิริยาตอบสนองเหล่านี้เป็นกลไกตามธรรมชาติของสมอง จูเลียต แลม คูนเล (Juliet Lam Kuehnle) นักจิตบำบัดและผู้ก่อตั้ง Sun Counseling & Wellness อธิบายว่า สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อสัญญาณอันตราย เมื่อเรารับข่าวร้ายเข้าไปในปริมาณมาก สมองจะสลับสวิตช์เข้าสู่ 'สภาวะเอาชีวิตรอด' (Survival Mode) ทันที นำไปสู่ความรู้สึกเครียดท่วมท้น หรือแม้แต่เกิดอาการช็อกจนภาวะทางอารมณ์หยุดนิ่งไปชั่วขณะ (Freeze Response)
ในทางกลับกันสำหรับบางคน การรับข่าวสารเชิงลบมากเกินไปอาจนำไปสู่ 'ภาวะเฉยชาทางอารมณ์' รู้สึกด้านชาต่อภัยรอบตัว รู้สึกว่าตนไร้พลัง และไม่สามารถจัดการกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนเคย
ทำไมข่าวร้ายถึงน่าดึงดูดใจมากกว่าข่าวดี ?
รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งอ่านยิ่งเครียด แต่ทำไมเราถึงหยุดดูข่าวร้ายไม่ได้ ? นั่นเป็นเพราะมนุษย์ทุกคนมีอคติทางความคิดที่เอนเอียงไปทางด้านลบ หรือ "Negativity Bias" ซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการหลายพันปีที่หล่อหลอมให้สมองต้องไวต่อภัยคุกคาม เช่น สัตว์นักล่า หรือพืชพิษ เพื่อให้เอาชีวิตรอดมาได้ และกลไกนี้ยังคงติดตัวเรามาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology โดย Felicia Pratto และ Oliver P. John ยังระบุว่า คนเรามีแนวโน้มตอบสนองต่อชุดคำเชิงลบได้รวดเร็วกว่าชุดคำเชิงบวก โดยผู้ทดลองจะกดปุ่มตอบสนองต่อคำว่า "Cancer" (มะเร็ง), "Bomb" (ระเบิด) หรือ "War" (สงคราม) ได้ไวกว่าคำว่า "Baby" (ทารก), "Smile" (รอยยิ้ม) หรือ "Fun" (ความสนุก) อย่างเห็นได้ชัด
เช็กลิสต์สัญญาณเตือน คุณกำลังมีภาวะเครียดจากพาดหัวข่าวหรือเปล่า ?
ลองสังเกตตัวเองดูว่า ร่างกายและจิตใจของคุณกำลังส่งสัญญาณเหล่านี้ออกมาบ้างไหม !
💓 สัญญาณทางกาย-หัวใจเต้นแรง กล้ามเนื้อตึงเกร็ง นอนหลับยาก หรือหลับสนิทน้อยลง
😔 สัญญาณทางใจ-รู้สึกเหนื่อยล้า หดหู่ เศร้าสะเทือนใจง่ายเมื่อเห็นข่าวการสูญเสีย
🌀 ความคิดวนเวียน-รู้สึกสิ้นหวัง คิดว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้ หรือมีความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องราวในข่าวอยู่ตลอดเวลา
4 แนวทางรับมือ ให้เสพข่าวได้อย่างปลอดภัยต่อใจ
หากเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอาการข้างต้น ดานา โรส การ์ฟิน (Dana Rose Garfin) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสาธารณสุขจากสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสพข่าวไว้ดังนี้
เลือกอ่านเฉพาะเนื้อหาข่าวเป็นหลัก หันมาอ่านสรุปเนื้อหา หรือฟังสรุปข่าวประจำวันผ่านพอดแคสต์ แทนการดูภาพหรือวิดีโอสะเทือนใจที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง
จำกัดเวลาการรับข่าวสาร ขีดจำกัดที่ยังดีต่อสุขภาพจิต อยู่ที่ประมาณ 20–30 นาทีต่อวัน เท่านั้น
ดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว และทำกิจกรรมฮิลใจ เช่น นั่งสมาธิ เล่นโยคะ หรือดูหนังฟังเพลง
เปลี่ยนความกังวลเป็นการลงมือทำ การบริจาคให้องค์กรการกุศล หรือสละเวลาทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวัง และทำให้เรารู้สึกว่าตนเองยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงดี ๆ ได้
จริงอยู่ที่การติดตามข่าวสารช่วยให้เราเท่าทันโลก แต่การดูแลใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ลองหาเวลาถอยออกมาพัก รักษาระยะห่างจากหน้าจอ แล้วเติมพลังบวกให้ตัวเองบ้างในทุกวัน เพื่อเซฟสุขภาพจิตของเราให้กลับมาแข็งแรงขึ้น
สำหรับใครที่ต้องการดูแลสุขภาพจิต เรียนรู้เทคนิคการจัดการความเครียด สามารถติดตามรายการและพอดแคสต์คุณภาพจาก Thai PBS เหล่านี้
- ความเครียดสะสม…อันตรายต่อสุขภาพจริงหรือ ? | สาระดี สาระTalk
- วิกฤติสุขภาพไทย ไม่สายเกินแก้ | สมมุติว่า
- สัญญาณร่างกาย สัญญาณอะไรที่บอกว่า "ไม่ไหวแล้วนะ" | โรงหมอ
ที่มา: BBC, American Psychological Association, The American Institute of Stress (AIS)







