ชงปลดล็อกกฎหมาย - งบฯ แก้ปัญหาเด็ก "เกิดน้อย-หลุดระบบ"
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตเด็กเกิดน้อย และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการอย่างน่ากังวล จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันมีเด็กปฐมวัยในไทยกว่า 4 ล้านคน แต่กลับมีเด็กเพียงครึ่งเดียวหรือประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น ที่อยู่ในระบบการดูแลและสนับสนุนของรัฐ ส่งผลให้เด็กอีกจำนวนมหาศาลขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม นำมาสู่การรวมตัวของหลายภาคส่วนเพื่อผลักดัน "สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า" และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างยั่งยืน
เผยเด็กไทย 2 ล้านคนยังไร้สวัสดิการรัฐ ชี้ช่องว่างการดูแลช่วง 0-3 ปี คือ จุดวิกฤต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า เปิดเผยในเวทีหารือ "ก้าวข้ามวิกฤตประชากร กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น" ถึงปัญหาความไม่ทั่วถึงของระบบสนับสนุนในปัจจุบัน
- ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน: จากเด็กเล็ก 4 ล้านคน มีเพียง 2 ล้านคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ส่วนที่เหลือยังเข้าไม่ถึงโอกาสทั้งด้านการเรียนรู้และการพัฒนา
- ช่องว่างช่วงวัยทอง: ศูนย์เด็กเล็กของรัฐส่วนใหญ่รับดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 2-3 ปีขึ้นไป ทำให้เด็กในวัยแรกเกิดถึง 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดต่อพัฒนาการสมองและการเติบโต ยังขาดการดูแลอย่างเป็นระบบ
- ปัญหาบุคลากร: ครูผู้ดูแลเด็กมีรายได้น้อยและขาดความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลเด็กในระยะยาว
ปลดล็อกข้อจำกัดท้องถิ่น ดันเงินอุดหนุนเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์แบบถ้วนหน้า
เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กเกิดน้อยและขาดคุณภาพอย่างยั่งยืน เวทีหารือได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่ต้องเร่งดำเนินการในระดับนโยบาย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ผลักดันงบประมาณและสวัสดิการถ้วนหน้า
เสนอให้มีการจัดสรรเงินอุดหนุนเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ให้ครอบคลุมแบบถ้วนหน้า โดยไม่ต้องมีเกณฑ์คัดกรองความยากจน เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการดูแลสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม
2. กระจายอำนาจและแก้ไขระเบียบกฎหมาย
ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบงบประมาณที่ซับซ้อน ทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว ทั้งในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ การพัฒนาสถานที่ และการจัดสรรบุคลากรที่เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่
สร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่ออนาคตเด็กไทยที่ยั่งยืน
ผู้เข้าร่วมเวทีหารือเห็นพ้องตรงกันว่า หัวใจสำคัญของการก้าวข้ามวิกฤตประชากรคือการเร่งแก้ไขทั้งในระดับนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติจริง โดยรัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการสวัสดิการเด็กได้อย่างอิสระและคล่องตัวมากขึ้น หากสามารถลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ได้ จะช่วยให้เด็กไทยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง และกลายเป็นกำลังสำคัญที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต



























































