สัปเหร่อคนสุดท้าย

ออกอากาศ10 ก.ย. 69

เมื่อสัปเหร่อคนสุดท้ายกำลังโรยรา…ใครจะเป็นคนส่งคนตายต่อจากเธอ

เสียงเคาะมะพร้าวดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนที่มือของหญิงวัย 68 ปีจะค่อย ๆ หยิบดอกไม้จันและ เตรียมสิ่งของสำหรับงานศพตรงหน้า นี่คือกิจวัตรที่ สายัณห์ อ่อนละม้าย หรือ “ป้ายันต์” สัปเหร่อแห่งอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ในวัย 68 ปี คุ้นเคยมานานเกือบ 30 ปี แม้งานนี้จะไม่ใช่สิ่งที่เธอตั้งใจเลือกตั้งแต่แรก แต่เมื่อวันหนึ่งพ่อซึ่งเป็นสัปเหร่อประสบอุบัติเหตุ เธอเคยให้คำมั่นว่า หากพ่อหาย เธอจะทำหน้าที่แทน และจากวันนั้นชีวิตของเธอก็เดินเข้าสู่เส้นทาง ที่ต้องอยู่ใกล้ความตายแทบทุกวัน

ป้ายันต์เติบโตมากับงานของพ่อที่เป็นสัปเหร่อ เมื่อเธอโตขึ้น เธอตามพ่อไปทำงานแทบทุกงาน เป็นคนขับรถให้พ่อ ได้ดูขั้นตอนต่าง ๆ และค่อย ๆ จดจำวิธีทำงาน จนกระทั่งถึงวันที่พ่อปป่วยและต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เธอรับปากว่าถ้าพ่อหายป่วย เธอจะรับช่วงต่อ “สัปเหร่อ” แทนพ่อ และนี่คือจุดเริ่มต้น ของอาชีพนี้

งานสัปเหร่อของป้ายันต์เริ่มจากสิ่งที่หลายคนไม่อยากเข้าใกล้ ตั้งแต่เปิดผ้าหน้าศพ ตัดด้ายดิบ มัดตราสัง พรมน้ำมนต์ เทน้ำมะพร้าว นำศพเข้าเตา ไปจนถึงจุดไฟเผา เธออธิบายว่า พิธีเหล่านี้มีความหมายมากกว่าความเชื่อเรื่องภูตผี เพราะเป็นการทำหน้าที่ให้กับคนที่จากไป และเป็นการช่วยให้คนที่ยังอยู่สามารถส่งคนที่รักเป็นครั้งสุดท้ายไปสู่สุขคติ ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี ป้ายันต์ต้องทำงานท่ามกลางความตายที่ไม่เคยมีตารางเวลา บางวันมีงานศพหลายงานเกิดขึ้นพร้อมกัน เธอต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างวัดที่อยู่ไม่ไกลกัน บางงานเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่แน่นอน

สิ่งที่ทำให้ป้ายันต์ยังคงได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน ไม่ได้อยู่ที่จำนวนงานหรือค่า ตอบแทน แต่อยู่ที่ท่าทีต่อคนตาย เธอบอกว่าไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย เธอก็ทำด้วยใจ แม้บางบางครอบครัวไม่มีเงิน ป้ายันต์ก็ช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าถ่าน ไม่คิดค่าแรง เพราะเธอรับรู้ถึงความ ลำบากของคนจนเป็นอย่างดี ป้ายันต์บอกว่าตัวเองก็ไม่ได้ร่ำรวย แต่การได้ทำให้คนอื่นทำให้เธอสบายใจไปด้วย สำหรับป้ายันต์ คนตายไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และงานสัปเหร่อไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ เธอพูดถึงการทำศพด้วยความรู้สึกว่า เมื่อถึงเวลานั้นคนเราต้องให้อภัยกัน ไม่ว่าจะเคยเกลียดหรือ ไม่ถูกกันมาก่อน ศพทุกศพต้องได้รับการดูแล เธอจึงไม่ไหว้ศพในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ เพราะไม่ได้มองว่าศพเป็นสิ่งที่ต้องหวาดกลัว แต่เธอกำลังทำหน้าที่เพื่อคนที่จากไปให้สู่สุขคติ

ท่ามกลางงานที่หนักและรายได้ไม่แน่นอน ป้ายันต์กับสามี พยงค์ อ่อมสอาด ลุงจ๋อง วัย 66 ปี ต้องช่วยกันประคองชีวิต ลุงจ๋องอยู่เคียงข้างป้ายันต์มานานกว่า 30 ปี เมื่อมีงานศพหลายงาน เขาต้องหยุดงานรับจ้างก่อสร้างเพื่อมาช่วย ทั้งขนถ่าน เตรียมเตา เลื่อยไม้ และทำงานเบื้องหลังที่ใช้ แรงมาก แม้ตอนแรกเขาเองก็กลัว แต่เมื่อใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับป้ายันต์มานาน ความกลัวก็ค่อย ๆ กลายเป็นความเคยชิน และกลายเป็นความเข้าใจ ชีวิตของทั้งคู่ไม่ได้มีเพียงงานศพ เพราะรายได้จากงานสัปเหร่อไม่มากพอเลี้ยงปากท้องของครอบครัว เมื่อไม่มีงานศพ ป้ายันต์ต้องหาอาชีพอื่น ทั้งเก็บผัก เก็บของเก่า รับจ้างซักผ้า เธอสามารถใช้แรงกายที่มีแลกเป็นรายได้ ทุกครั้งที่มีงานศพ ป้ายันต์และลุงจ๋องจะช่วยกันเผาถ่าน เพื่อนำไปใช้ในงานศพ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ การเผาถ่านจึงเป็นภาพสะท้อนชีวิตของป้ายันต์อย่างชัดเจน ทั้งร้อน ทั้งหนัก และต้องทำซ้ำ ๆ แต่เธอยังคงทำ เพราะมันเป็นทั้งอาชีพและส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือคนอื่น

อีกคนที่อยู่ในโลกของป้ายันต์มาตั้งแต่รุ่นพ่อคือ “ใบ้” หรือ ต่อศักดิ์ เรืองชมภู ผู้ช่วย สัปเหร่อมือหนึ่งที่พูดไม่ได้ หูไม่ได้ยิน แต่ทำงานกับป้ายันต์ด้วยภาษามือง่าย ๆ ที่ทั้งคู่เข้าใจกัน เขาช่วยมาตั้งแต่สมัยพ่อของป้ายันต์ และเมื่อมีงานศพ เขามักปั่นจักรยานไปเอง สัญชาตญาณทำให้รู้ว่าวัดไหนมีงานศพบ้าง ใบ้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยงานศพ เขายังอาศัยอยู่ที่วัดเกาะมานานหลายปี ช่วยงานพระ ดูแลเณร ทำงานช่าง ทำความสะอาด และช่วยกิจการงานวัดแทบทุกอย่าง พระในวัดมองเห็นความ สามารถและใจรักการช่วยเหลือผู้อื่นของเขา แต่ข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารทำให้อนาคตในการ สืบทอดวิชาสัปเหร่อยังเต็มไปด้วยคำถาม แม้ป้ายันต์จะมองว่าเขาเก่งและทำงานได้มากมายก็ตาม

อีกหนึ่งคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของป้ายันต์ คือ “อะตอม” หลานชายวัย 13 ปี ที่ป้ายันต์รักและเป็นห่วงมาก แม้ป้ายันต์ยังไม่มีผู้สืบทอด แต่สิ่งที่เธอคาดหวังไม่ใช่การให้หลานชายสานต่ออาชีพ แต่คือปล่อยให้เขาเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง เพราะเธอรู้ว่าอาชีพสัปเหร่อไม่ได้สวยงาม ในวันที่ร่างกายเริ่มอ่อนแรง ป้ายันต์เองก็รู้ดีว่าตัวเองทำงานหนักมานานเกินกว่า ที่ร่างกายจะรับไหว บางครั้งเธอท้อ บางครั้งอยากเลิก และบางงานทำให้เธอน้อยใจ แต่เมื่อไม่มี งานศพ เธอก็ยังต้องลุกขึ้นหาเลี้ยงปากท้อง วันหนึ่งเธอนอนป่วยอยู่บนบ้าน ขณะที่ลุงจ๋อง กลับมาพร้อมกระสอบผัก เธอยังพยายามจะลุกลงไปช่วย แม้สามีจะถามว่าไหวหรือไม่

สุดท้าย ป้ายันต์ตัดสินใจปล่อยให้หลานเดินตามความฝันของตัวเอง วันที่เธอกับลุงจ๋อง นั่งมองอะตอมเตะบอล รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงภาพของความสุขในครอบครัว แต่เป็นภาพของการยอมรับความจริงว่า เด็กคนหนึ่งกำลังเติบโตไปสู่อนาคตที่เขาเลือกเอง และยายที่เคยหวังให้เขาสืบทอดวิชา กำลังเลือกความสุขของหลานเหนือความต้องการของตัวเอง อาชีพสัปเหร่อจึงอาจไม่ได้ถูกส่งต่อจากป้ายันต์ไปยังคนในครอบครัว แต่สิ่งที่ เธอส่งต่อได้อาจไม่ใช่เพียงวิชา หากเป็นความคิดเรื่องการทำความดี การช่วยเหลือคนที่ไม่มีทางเลือก และการไม่รังเกียจคนตาย ในวันที่เธอเดินทางไปทำงานพร้อมลุงจ๋องและใบ้ ทั้งสามคนยังคงทำ หน้าที่อยู่ในพื้นที่เดิม ๆ ของชุมชน แต่ป้ายันต์เริ่มรู้แล้วว่า วันหนึ่งเส้นทางนี้จะต้องมีวันสิ้นสุด

คนสุดท้ายของทุกการจากลาอาจไม่ได้หมายถึงป้ายันต์เพียงคนเดียว แต่อาจหมายถึง คนรุ่นสุดท้ายที่ยังเชื่อว่า งานสัปเหร่อคือการรับใช้ผู้คนมากกว่าการหารายได้ เธอใช้ชีวิตอยู่ ท่ามกลางความตาย แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้กลับเป็นเรื่องของชีวิตการให้อภัย การเสียสละ การรู้จักพอ และการยอมให้คนที่เรารักเลือกอนาคตของตัวเอง วันนี้ป้ายันต์ยังคงวนเวียนอยู่กับความตายของผู้คน เมื่อมีคนจากไป เธอยังคงไปทำหน้าที่ มัดตราสัง จุดไฟ เก็บอัฐิ และส่งมอบกระดูกคืนให้ครอบครัว ขณะเดียวกัน เธอก็ยังต้องกลับบ้านมาเก็บผัก เผาถ่าน และดูแลคนในครอบครัว ชีวิตของเธอจึงอยู่ระหว่าง “การส่งคนอื่นจากไป” กับ “การพยายามมีชีวิตอยู่ต่อ” ในทุกวัน

ติดตามรายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 22.00 น. ทางไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/Real

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สัปเหร่อคนสุดท้าย

เมื่อสัปเหร่อคนสุดท้ายกำลังโรยรา…ใครจะเป็นคนส่งคนตายต่อจากเธอ

เสียงเคาะมะพร้าวดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนที่มือของหญิงวัย 68 ปีจะค่อย ๆ หยิบดอกไม้จันและ เตรียมสิ่งของสำหรับงานศพตรงหน้า นี่คือกิจวัตรที่ สายัณห์ อ่อนละม้าย หรือ “ป้ายันต์” สัปเหร่อแห่งอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ในวัย 68 ปี คุ้นเคยมานานเกือบ 30 ปี แม้งานนี้จะไม่ใช่สิ่งที่เธอตั้งใจเลือกตั้งแต่แรก แต่เมื่อวันหนึ่งพ่อซึ่งเป็นสัปเหร่อประสบอุบัติเหตุ เธอเคยให้คำมั่นว่า หากพ่อหาย เธอจะทำหน้าที่แทน และจากวันนั้นชีวิตของเธอก็เดินเข้าสู่เส้นทาง ที่ต้องอยู่ใกล้ความตายแทบทุกวัน

ป้ายันต์เติบโตมากับงานของพ่อที่เป็นสัปเหร่อ เมื่อเธอโตขึ้น เธอตามพ่อไปทำงานแทบทุกงาน เป็นคนขับรถให้พ่อ ได้ดูขั้นตอนต่าง ๆ และค่อย ๆ จดจำวิธีทำงาน จนกระทั่งถึงวันที่พ่อปป่วยและต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เธอรับปากว่าถ้าพ่อหายป่วย เธอจะรับช่วงต่อ “สัปเหร่อ” แทนพ่อ และนี่คือจุดเริ่มต้น ของอาชีพนี้

งานสัปเหร่อของป้ายันต์เริ่มจากสิ่งที่หลายคนไม่อยากเข้าใกล้ ตั้งแต่เปิดผ้าหน้าศพ ตัดด้ายดิบ มัดตราสัง พรมน้ำมนต์ เทน้ำมะพร้าว นำศพเข้าเตา ไปจนถึงจุดไฟเผา เธออธิบายว่า พิธีเหล่านี้มีความหมายมากกว่าความเชื่อเรื่องภูตผี เพราะเป็นการทำหน้าที่ให้กับคนที่จากไป และเป็นการช่วยให้คนที่ยังอยู่สามารถส่งคนที่รักเป็นครั้งสุดท้ายไปสู่สุขคติ ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี ป้ายันต์ต้องทำงานท่ามกลางความตายที่ไม่เคยมีตารางเวลา บางวันมีงานศพหลายงานเกิดขึ้นพร้อมกัน เธอต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างวัดที่อยู่ไม่ไกลกัน บางงานเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่แน่นอน

สิ่งที่ทำให้ป้ายันต์ยังคงได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน ไม่ได้อยู่ที่จำนวนงานหรือค่า ตอบแทน แต่อยู่ที่ท่าทีต่อคนตาย เธอบอกว่าไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย เธอก็ทำด้วยใจ แม้บางบางครอบครัวไม่มีเงิน ป้ายันต์ก็ช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าถ่าน ไม่คิดค่าแรง เพราะเธอรับรู้ถึงความ ลำบากของคนจนเป็นอย่างดี ป้ายันต์บอกว่าตัวเองก็ไม่ได้ร่ำรวย แต่การได้ทำให้คนอื่นทำให้เธอสบายใจไปด้วย สำหรับป้ายันต์ คนตายไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และงานสัปเหร่อไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ เธอพูดถึงการทำศพด้วยความรู้สึกว่า เมื่อถึงเวลานั้นคนเราต้องให้อภัยกัน ไม่ว่าจะเคยเกลียดหรือ ไม่ถูกกันมาก่อน ศพทุกศพต้องได้รับการดูแล เธอจึงไม่ไหว้ศพในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ เพราะไม่ได้มองว่าศพเป็นสิ่งที่ต้องหวาดกลัว แต่เธอกำลังทำหน้าที่เพื่อคนที่จากไปให้สู่สุขคติ

ท่ามกลางงานที่หนักและรายได้ไม่แน่นอน ป้ายันต์กับสามี พยงค์ อ่อมสอาด ลุงจ๋อง วัย 66 ปี ต้องช่วยกันประคองชีวิต ลุงจ๋องอยู่เคียงข้างป้ายันต์มานานกว่า 30 ปี เมื่อมีงานศพหลายงาน เขาต้องหยุดงานรับจ้างก่อสร้างเพื่อมาช่วย ทั้งขนถ่าน เตรียมเตา เลื่อยไม้ และทำงานเบื้องหลังที่ใช้ แรงมาก แม้ตอนแรกเขาเองก็กลัว แต่เมื่อใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับป้ายันต์มานาน ความกลัวก็ค่อย ๆ กลายเป็นความเคยชิน และกลายเป็นความเข้าใจ ชีวิตของทั้งคู่ไม่ได้มีเพียงงานศพ เพราะรายได้จากงานสัปเหร่อไม่มากพอเลี้ยงปากท้องของครอบครัว เมื่อไม่มีงานศพ ป้ายันต์ต้องหาอาชีพอื่น ทั้งเก็บผัก เก็บของเก่า รับจ้างซักผ้า เธอสามารถใช้แรงกายที่มีแลกเป็นรายได้ ทุกครั้งที่มีงานศพ ป้ายันต์และลุงจ๋องจะช่วยกันเผาถ่าน เพื่อนำไปใช้ในงานศพ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ การเผาถ่านจึงเป็นภาพสะท้อนชีวิตของป้ายันต์อย่างชัดเจน ทั้งร้อน ทั้งหนัก และต้องทำซ้ำ ๆ แต่เธอยังคงทำ เพราะมันเป็นทั้งอาชีพและส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือคนอื่น

อีกคนที่อยู่ในโลกของป้ายันต์มาตั้งแต่รุ่นพ่อคือ “ใบ้” หรือ ต่อศักดิ์ เรืองชมภู ผู้ช่วย สัปเหร่อมือหนึ่งที่พูดไม่ได้ หูไม่ได้ยิน แต่ทำงานกับป้ายันต์ด้วยภาษามือง่าย ๆ ที่ทั้งคู่เข้าใจกัน เขาช่วยมาตั้งแต่สมัยพ่อของป้ายันต์ และเมื่อมีงานศพ เขามักปั่นจักรยานไปเอง สัญชาตญาณทำให้รู้ว่าวัดไหนมีงานศพบ้าง ใบ้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยงานศพ เขายังอาศัยอยู่ที่วัดเกาะมานานหลายปี ช่วยงานพระ ดูแลเณร ทำงานช่าง ทำความสะอาด และช่วยกิจการงานวัดแทบทุกอย่าง พระในวัดมองเห็นความ สามารถและใจรักการช่วยเหลือผู้อื่นของเขา แต่ข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารทำให้อนาคตในการ สืบทอดวิชาสัปเหร่อยังเต็มไปด้วยคำถาม แม้ป้ายันต์จะมองว่าเขาเก่งและทำงานได้มากมายก็ตาม

อีกหนึ่งคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของป้ายันต์ คือ “อะตอม” หลานชายวัย 13 ปี ที่ป้ายันต์รักและเป็นห่วงมาก แม้ป้ายันต์ยังไม่มีผู้สืบทอด แต่สิ่งที่เธอคาดหวังไม่ใช่การให้หลานชายสานต่ออาชีพ แต่คือปล่อยให้เขาเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง เพราะเธอรู้ว่าอาชีพสัปเหร่อไม่ได้สวยงาม ในวันที่ร่างกายเริ่มอ่อนแรง ป้ายันต์เองก็รู้ดีว่าตัวเองทำงานหนักมานานเกินกว่า ที่ร่างกายจะรับไหว บางครั้งเธอท้อ บางครั้งอยากเลิก และบางงานทำให้เธอน้อยใจ แต่เมื่อไม่มี งานศพ เธอก็ยังต้องลุกขึ้นหาเลี้ยงปากท้อง วันหนึ่งเธอนอนป่วยอยู่บนบ้าน ขณะที่ลุงจ๋อง กลับมาพร้อมกระสอบผัก เธอยังพยายามจะลุกลงไปช่วย แม้สามีจะถามว่าไหวหรือไม่

สุดท้าย ป้ายันต์ตัดสินใจปล่อยให้หลานเดินตามความฝันของตัวเอง วันที่เธอกับลุงจ๋อง นั่งมองอะตอมเตะบอล รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงภาพของความสุขในครอบครัว แต่เป็นภาพของการยอมรับความจริงว่า เด็กคนหนึ่งกำลังเติบโตไปสู่อนาคตที่เขาเลือกเอง และยายที่เคยหวังให้เขาสืบทอดวิชา กำลังเลือกความสุขของหลานเหนือความต้องการของตัวเอง อาชีพสัปเหร่อจึงอาจไม่ได้ถูกส่งต่อจากป้ายันต์ไปยังคนในครอบครัว แต่สิ่งที่ เธอส่งต่อได้อาจไม่ใช่เพียงวิชา หากเป็นความคิดเรื่องการทำความดี การช่วยเหลือคนที่ไม่มีทางเลือก และการไม่รังเกียจคนตาย ในวันที่เธอเดินทางไปทำงานพร้อมลุงจ๋องและใบ้ ทั้งสามคนยังคงทำ หน้าที่อยู่ในพื้นที่เดิม ๆ ของชุมชน แต่ป้ายันต์เริ่มรู้แล้วว่า วันหนึ่งเส้นทางนี้จะต้องมีวันสิ้นสุด

คนสุดท้ายของทุกการจากลาอาจไม่ได้หมายถึงป้ายันต์เพียงคนเดียว แต่อาจหมายถึง คนรุ่นสุดท้ายที่ยังเชื่อว่า งานสัปเหร่อคือการรับใช้ผู้คนมากกว่าการหารายได้ เธอใช้ชีวิตอยู่ ท่ามกลางความตาย แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้กลับเป็นเรื่องของชีวิตการให้อภัย การเสียสละ การรู้จักพอ และการยอมให้คนที่เรารักเลือกอนาคตของตัวเอง วันนี้ป้ายันต์ยังคงวนเวียนอยู่กับความตายของผู้คน เมื่อมีคนจากไป เธอยังคงไปทำหน้าที่ มัดตราสัง จุดไฟ เก็บอัฐิ และส่งมอบกระดูกคืนให้ครอบครัว ขณะเดียวกัน เธอก็ยังต้องกลับบ้านมาเก็บผัก เผาถ่าน และดูแลคนในครอบครัว ชีวิตของเธอจึงอยู่ระหว่าง “การส่งคนอื่นจากไป” กับ “การพยายามมีชีวิตอยู่ต่อ” ในทุกวัน

ติดตามรายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 22.00 น. ทางไทยพีบีเอส ติดตามรายการได้ทาง www.thaipbs.or.th/Real

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย