เจาะระบบตู้แช่ยุโรป สะท้อนสงครามไฮบริดคุกคามห่วงโซ่อาหาร
เมื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดเฉพาะการขโมยข้อมูลลับหรือการโจรกรรมบัญชีธนาคารอีกต่อไป เครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งทั่วยุโรปเผชิญการโจมตีระบบทำความเย็นพร้อมกัน ทำให้สินค้าแช่เย็นเสียหาย ท่ามกลางคำเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน คุณธรณินทร์ เทพวงค์ วิเคราะห์สถานการณ์ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่
ชั้นวางสินค้าโล่ง ตู้แช่แข็งวางเปล่า เหมือนกับว่าเป็นการกักตุนอาหารหรือคนแห่มาซื้อสินค้า แต่สาเหตุไม่เป็นเช่นนั้น กลับมาจากเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบอาหารในยุโรปอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อระบบควบคุมความเย็นของเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกชั้นนำในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ และโปรตุเกส ถูกแฮกเกอร์เจาะระบบจากระยะไกลพร้อมกัน
เป้าหมายของการโจมตีคือต้องการการแทรกแซงคำสั่งของระบบเทคโนโลยีปฏิบัติการ หรือ Operational Technology และระบบควบคุมตู้แช่อุตสาหกรรม โดยแฮกเกอร์ได้สั่งปิดวงจรทำความเย็นและเร่งอุณหภูมิของตู้แช่รวมถึงห้องเย็นเก็บสินค้าขึ้นสูงผิดปกติ บางแห่งอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้สินค้าประเภทเนื้อสัตว์ นม อาหารพร้อมปรุง และของแช่แข็งเน่าเสียทันที ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องสั่งปิดโซนจำหน่ายและทิ้งอาหารสดน้ำหนักหลายร้อยตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นหลายสิบล้านยูโร
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า การโจมตีระลอกนี้เจาะผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ควบคุมระบบทำความเย็นส่วนกลางของผู้ผลิตและผู้ให้บริการติดตั้งอุปกรณ์ชั้นนำ ที่เชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและเครือข่าย 4G เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงานทางไกล แต่กลับใช้รหัสผ่านพื้นฐานจากโรงงาน และไม่มีการแบ่งแยกเครือข่ายภายใน หรือ Network Segmentation ทำให้เมื่อระบบถูกเจาะเพียงจุดเดียว สามารถสแกนพอร์ตและกระจายคำสั่งควบคุมอุปกรณ์ข้ามพรมแดนหลายประเทศได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
หน่วยงานความมั่นคงของยุโรปและบริษัทวิเคราะห์ภัยคุกคามชี้เป้าไปที่กลุ่มแฮกเกอร์ฝักใฝ่รัสเซีย Cyber Army of Russia Reborn หรือ CARR ซึ่งเคลื่อนไหวสอดรับกับปฏิบัติการสงคราม Hybrid โดยช่องทางสื่อสารของกลุ่ม ได้เผยแพร่ภาพบันทึกหน้าจอแผงควบคุมระบบอาคาร อ้างถึงความสำเร็จในการก่อกวนโครงสร้างพื้นฐานของชาติพันธมิตรยุโรป
เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น ตู้เย็น Smart Refrigerator ในบ้าน มีโอกาสถูกแฮกจนอาหารเสียคาตู้หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในทางทฤษฎี ตราบใดที่อุปกรณ์เชื่อมต่อ Wi-Fi และอินเทอร์เน็ต ย่อมมีโอกาสถูกเจาะได้เสมอ
แต่แฮกเกอร์มักใช้อุปกรณ์ IoT ในบ้านเป็นเพียงทางผ่านหรือสะพานเชื่อมเพื่อเจาะเข้าสู่เครือข่ายเราเตอร์ ดักจับรหัสผ่าน หรือรวมเข้าเป็นกองทัพเครือข่ายบอตเน็ต มากกว่าใช้เวลามาปรับอุณหภูมิตู้เย็นตามบ้านรายหลัง ต่างจากระบบควบคุมระดับอุตสาหกรรมในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ส่งผลสะเทือนต่อความมั่นคงทางอาหารของคนนับแสนในคราวเดียว
สิ่งที่น่าจับตาของเหตุครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุโรป ทั้ง สวีเดน ฟินแลนด์ เยอรมนี รวมถึงรายงานความพร้อมรับมือวิกฤตของสหภาพยุโรป รณรงค์อย่างหนักให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินระดับครัวเรือน แนะนำให้ทุกบ้านกักตุนอาหารที่ไม่ต้องพึ่งพาตู้แช่ เช่น อาหารกระป๋อง ธัญพืช พร้อมน้ำดื่มสะอาดและยารักษาโรค ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ถึง 7 วัน
เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในยุคปัจจุบัน ทั้งโครงข่ายพลังงาน ระบบประปา และห่วงโซ่การกระจายสินค้า ต่างพึ่งพาระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด หากวันใดวันหนึ่งระบบไฟฟ้าดับ หรือเครือข่ายโลจิสติกส์และตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นอัมพาตจากสงครามไซเบอร์ ประชาชนจะไม่มีทางพึ่งพาอาหารสดจากชั้นวางในห้างได้
สถานการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความผิดพลาดทางเทคโนโลยี แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยในยุคสงครามลูกผสม ที่โจมตีทางไซเบอร์สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธตัดท่อน้ำเลี้ยง และสะเทือนถึงปากท้องของประชาชนได้เร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด



























































