ใน “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 1 (“วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” , วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต , ชัยวัฒน์ คุประตกุล , ThaiPBSSci&Tech , 24 พฤษภาคม , พ.ศ. 2569) ได้กำหนดบริบทเรื่อง “อำนาจ” คือ “power” ใน 2 ส่วนแยกกันได้ชัดเจน คือ (1) “อำนาจ” หรือ “power” ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural science) ที่เป็น “exact science” (2) “อำนาจ” หรือ “power” ทางสังคม มีความไม่แน่นอนสูงและไม่มีกฎกติกาชัดเจน ที่เรียกรวมๆ เป็นวิทยาศาสตร์สังคม (societical science)
โดยใน “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 1 ได้นำท่านผู้อ่านไปเจาะลงลึกขึ้น สำหรับวิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคม และ “ตัวอย่างหนึ่ง” ของอำนาจทางสังคม ที่ “ทุกคน” สามารถมีได้ ถ้า “ตระหนัก” และ “มุ่งมั่น” ตั้งแต่อายุยิ่งน้อยเท่าไรก็ยิ่งดี คือ อำนาจการ “พึ่งตนเอง”
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ ขอนำท่านผู้อ่านไปเปิด “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ครั้งที่ 2 โดยยัง “โฟกัส” อยู่ที่วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคมอีก 2 เรื่อง 2 คน คือ “โสกราตีส” (Socrates) และ “เปาบุ้นจิ้น”
สำหรับทานผู้อ่านที่อาจตั้งคำถามว่า ทำไมผู้เขียนจึงดูจะให้ความสำคัญของ “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคม” มากกว่า “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางธรรมชาติ” และผู้เขียนจะมี “วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน” ที่ “โฟกัส” วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ให้อ่านกันหรือไม่ ?
คำตอบของผู้เขียนอย่างเร็วๆ คือ
*วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “มนุษย์ทุกคน” “ทุกเพศ” “ทุกวัย” และ “ทั่วโลก"
*วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางธรรมชาติ ถึงแม้โดยภาพรวม ก็เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคนทั่วโลก แต่มีจุดเริ่มต้น ที่มาจาก “นักวิทยาศาสตร์” ทั้งนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ทำให้เกิด “องค์ความรู้ใหม่” “นวัตกรรมใหม่” “เทคโนโลยีใหม่”
*เรื่องราวส่วนใหญ่ใน “วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” ก็เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ เทคโนโลยีแปลกใหม่ สลับกับเรื่องของวิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคม และผู้เขียนก็ “เตรียม” เรื่องของวิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เพื่อเล่าสลับกับเรื่องของวิทยาศาสตร์ทางสังคมด้วย
*สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ผู้เขียนได้เขียนหนังสือชื่อ “ผ่ามิติจินตนาการ” (ชัยวัฒน์ คุประตกุล , พาบุญมา , พ.ศ. 2553 ; รางวัลหนังสือดีเด่นประเภทสารคดีประจำปี พ.ศ. 2554 จากสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน , กระทรวงศึกษาธิการ) จับประเด็นความก้าวหน้าล่าสุดถึงปี พ.ศ. 2553 และแนวโน้มต่อไปในอนาคต
จากนี้ ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่าน ไป “เจาะ” เรื่องวิทยาศาสตร์แห่งอำนาจทางสังคมกันต่อ เริ่มกับเรื่องของ “โสกราตีส”

โสกราตีส : อำนาจยอมรับความตายเหนือความพ่ายแพ้ต่อหลักการ
ตามบันทึกในหนังสือ Apology (คำแก้ต่าง) ของ พลาโต สหายของโสกราตีสคนหนึ่ง ถาม “พิทิอา” (Phythia) เทพพยากรณ์แห่งเดลฟี (Oracle of Delphi) ในวิหารอะพอลโลผู้เป็นตัวแทนแห่งเทพอะพอลโลว่า ใครเป็นคนฉลาดที่สุดในกรุงเอเธนส์ คำตอบคือ โสกราตีส !
เมื่อโสกราตีสได้ทราบคำพยากรณ์ เขากล่าวว่า “ถ้าเขาจะเป็นคนฉลาดที่สุด ก็เป็นเพราะเขารู้ตัวว่า เขาไม่รู้อะไรเลย!”
โสกราตีสจึงแสวงหาความรู้ชั่วชีวิตของเขา ด้วยการ “ตั้งคำถาม !”
โสกราตีสเป็น “นักปรัชญา” คนสำคัญของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลกตะวันตก จนกระทั่งสำหรับวงการปรัชญาตะวันตก ตั้งแต่เริ่มต้นมีนักคิด นักปรัชญาขึ้นมา ถึงปัจจุบัน อาจแบ่งเป็น 2 ยุคชัดเจน คือ “ปรัชญาก่อนโสราตีส” และ “ปรัชญาตั้งแต่โสกราตีสมา”
โสกราตีสเป็นชาวกรีก เกิดที่เมืองเอเธนส์ ประมาณ 470 หรือ 469 ปีก่อน ค.ศ.
ประวัติเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเบื้องต้นของโสกราตีสไม่มีบันทึกไว้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เป็นหลักคิดหลักปรัชญาหรือคำสอนของโสกราตีส ตัวของโสกราตีสก็ไม่ได้เขียนให้ศึกษากันได้
หลักคิดคำสอนของโสกราตีสที่มีการเผยแพร่สืบต่อกันมา ล้วนเป็นบันทึก ข้อเขียน โดย “มิตรสหาย” และ “ศิษย์” หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลาโต และอริสโตเติล
โสกราตีสไม่มี “สำนัก” ของตนเอง ในการสอนการเผยแพร่ความคิดคำสอนของเขา ไม่เหมือนกับพลาโตที่ตั้ง “อะคาเดมี” (Academy) เป็นเสมือนกับมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก และอริสโตเติลที่ตั้ง “ไลเซียม” (Lyceum) ขึ้นมา
การเผยแพร่ความคิดคำสอนของโสกราตีสเป็นแบบการ “ตั้งคำถาม” “พูดคุย” “สนทนากลุ่ม” ในกรุงเอเธนส์ และก็ได้รับความสนใจจากชาวกรุงเอเธนส์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้ฟังซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ แต่ก็ชัดเจนว่า ความคิดคำสอนของโสกราตีส ค่อนข้างจะเป็นแบบ “คัดค้าน” “ต่อต้าน” ระบบการปกครองของกรุงเอเธนส์ ซึ่งในยุคสมัยนั้น เป็นแบบประชาธิปไตย และ “ดูจะ” ให้สิทธิแก่ชนชาวเอเธนส์ในการมีส่วนร่วมการปกครองของเอเธนส์

อย่างตรงๆ โสกราตีสมีจุดยืนไม่เห็นด้วย กับระบบประชาธิปไตยแบบของกรุงเอเธนส์ ที่โสกราตีสเห็นว่า มิใช่ประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น ดังเช่น เรื่องการใช้ “อำนาจ” ในการตัดสิน “คดี” “ข้อกล่าวหา” ซึ่งตามระบบของกรุงเอเธนส์ก็ให้ “สิทธิ” แก่ประชาชน หรือกลุ่มคณะ ในการ “เรียกร้องความเป็นธรรม” หรือ “ฟ้องร้อง” บุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่มีพฤติกรรม “เป็นอันตราย” ต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ในบั้นปลายชีวิตของโสกราตีส เขาถูกฟ้องร้องด้วย 2 ข้อกล่าวหา
หนึ่ง : ถูกฟ้องว่า เขาไม่เคารพนับถือและบูชาเทพเจ้า อันเป็นที่เคารพบูชาของชาวเอเธนส์ที่ยึดถือกันตลอดมา โดยโสกราตีสพยายามสร้างพระเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมาแทน
สอง : ถูกฟ้องว่า โสกราตีสทำให้เด็กหนุ่มสาวชาวเอเธนส์ “เสียคน” จากคำสอนของโสกราตีสที่มีเด็กหนุ่มสาวเอเธนส์สนใจฟังกันมาก เพราะเป็นคำสอนที่ทำให้คนรุ่นใหม่เอเธนส์ ละทั้งการคิดการกระทำอย่างเป็นระบบที่ยึดถือกันมา
การพิจารณาคดีที่มีคณะลูกขุนเป็นจำนวน501คน (เพื่อให้เป็นเลขคี่) โดยใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นคำพิพากษา
โสกราตีสให้การแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเองทุกข้อได้อย่างชัดเจน แต่ในที่สุด ก็ถูกตัดสินว่า มีความผิดจริง ตามข้อกล่าวหา และต้องรับโทษ คือ ความตายด้วยยาพิษ
จากวันพิพากษาถึงวันสุดท้ายของชีวิต เป็นเวลาหนึ่งเดือน โสกราตีส (ในห้องขัง) ก็ยังได้พบกับมิตรและลูกศิษย์ที่เข้าเยี่ยม และจริงๆ แล้ว โสกราตีส ก็ “ได้รับโอกาส” จากมิตรสหายรวมถึงผู้คุมด้วย ที่จะ “หลบหนี” ออกจากเรือนจำ ไปใช้ชีวิตนอกกรุงเอเธนส์ ที่ “ยังเปิดกว้าง” สำหรับโสกราตีส
แต่โสกราตีสไม่ยอมหนี !
เหตุผลของโสกราตีส มิใช่เพราะยอมรับผิดตามคำฟ้อง เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาคดี โสกราตีสก็สามารถ “แก้ฟ้อง” ได้ทุกข้อกล่าวหา
แต่ที่โสกราตีสยอมรับคำตัดสิน เพราะโสกราตีสตระหนักในความสำคัญของการต้องมี “อำนาจ” สำหรับความเป็นอยู่ของบ้านเมือง
โสกราตีสดื่มยาพิษถึงแก่ความตายในวันที่ 7 พฤษภาคม 399 ปีก่อน ค.ศ.

ในบริบทเรื่องของ “อำนาจ” การยอมรับความตายตามคำตัดสินของศาล โสกราตีสจึงเป็น “ผู้มีอำนาจ” ตัวจริง เหนือความพ่ายแพ้ต่อหลักการของการปกครองบ้านเมือง ที่ต้องมีกฎกติกา หรือกฎหมาย เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยไม่ว่าตัวโสกราตีสเอง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับกฎกติกาที่บังคับใช้ ตัวเขาก็ “ยอมรับ” จนกว่าจะมี “การเปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้น
ความคิดและพฤติกรรมของโสกราตีส สำหรับเรื่องของ “อำนาจ” นับเป็นมรดกพื้นฐานสำคัญตกทอดมาถึงปัจจุบัน ที่ในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย จะต้องมีส่วน (กฎหมาย) ของการแสดงออกอย่างเป็นอิสระ และอย่างสงบ ในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือคัดค้าน “กฎหมาย” “กฎระเบียบ” และ “รัฐธรรมนูญ”
เปาบุ้นจิ้น : อำนาจกับความยุติธรรม
ผู้เขียนชอบ ...และสะสม...ภาพยนตร์จีนจอเงิน และละคอนหรือซีรีส์โทรทัศน์จีน...
แต่อย่างลึกๆ ผู้เขียนชอบละครโทรทัศน์มากกว่า
เช่น ภาพยนตร์จีน “มังกรหยก” ผู้เขียนก็ชอบทั้งที่เป็นเวอร์ชันฉายตามโรง มีหลายภาค นำแสดงโดย ฟู่ เซิง ภาคแรกออกฉายปีค.ศ. 1977 แต่ผู้เขียนก็ชอบ “มังกรหยก” เวอร์ชันละครโทรทัศน์ นำแสดงโดย หวง เย่อหัว ออกฉายปี ค.ศ. 1983 มากกว่า
เหตุผลของผู้เขียน คือ ละครโทรทัศน์ให้ความลุ่มลึกและเจาะประเด็นได้ “มากกว่า” และ “ชัดเจน” กว่า เพราะละคอนโทรทัศน์มังกรหยกมีทั้งหมดถึง 59 ตอน
นอกเหนือไปจากมังกรหยก ภาพยนตร์จีนที่ผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง คือ ภาพยนตร์ชุด “เปาบุ้นจิ้น”
กรณีของ “เปาบุ้นจิ้น” สำหรับผู้เขียนก็ยิ่งชัดเจนกว่า “มังกรหยก” คือ ชอบเวอร์ชันละครโทรทัศน์ มากกว่าที่เป็นภาพยนตร์ฉายตามโรง

“เปาบุ้นจิ้น” หรือ “เปา เจิ่ง” เป็นบุคคลมีตัวตนจริง มีชีวิตอยู่ระหว่างปีค.ศ. 999-1062 รับราชการในรัชสมัยจักรพรรดิ์เหรินจงแห่งราชวงศ์ซ่ง เป็นเวลา 25 ปี ตำแหน่งสำคัญสุดท้าย คือ ผู้ว่าการนครไคฟง เมืองหลวงแห่งราชวงศ์ซ่ง ระหว่างปีค.ศ. 1057-1058
ตลอดช่วงเวลาทำงาน เปาบุ้นจิ้นมีชื่อเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ สุจริต ยึดมั่นในตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด และใช้กฎหมายอย่างเป็นกลางเสมอหน้า ไม่ว่ากับผู้เกี่ยวข้องในคดีความ จะเป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญ เศรษฐี ผู้ทรงอิทธิพล ข้าราชการขั้นสูง และเชื้อพระวงศ์
ในส่วนเรื่องราวการปฏิบัติงานด้านความยุติธรรมของเปาบุ้นจิ้น ซึ่งก็มีบันทึกเป็นประวัติศาสตร์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ให้ศึกษากันต่อๆ มาหลายเรื่อง หลายคดีความ แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ที่นับเป็น “วีรกรรม” ในด้านความซื่อสัตย์ยุติธรรมของเปาบุ้นจิ้น ที่รู้จักกันดี จะเป็นเรื่องที่ “แต่งเติมเสริมขึ้นมา” ในรูปแบบของวรรณกรรมประเภท “สืบสวน สอบสวน” คดีความต่างๆ ทั้งเรื่องการฆาตกรรม การฉ้อราษฎร์บังหลวง การคอร์รัปชัน การใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอกว่าของ “ผู้ทรงอิทธิพล” “ข้าราชการ” และ เชื้อพระวงศ์”
“เรื่องจริง ของจริง หรือเรื่องแต่ง !”
ในบรรดาเรื่องราวต่างๆ ของละครโทรทัศน์ชุดเปาบุ้นจิ้น ผลงานต่างๆ ของเปาบุ้นจิ้นที่เกิดขึ้นมากมาย มี “องค์ประกอบ” หรือ “ตัวช่วย” ที่สำคัญ คือ
* จั่นเจา สมญา “จอมยุทธใต้” หรือ “จอมยุทธ์แมวหลวง” เป็นองครักษ์และผู้ช่วย “ฝ่ายบู๊” ของเปาบุ้นจิ้น
* กงซุนเชอร์ ที่ปรึกษาส่วนตัว เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ผู้ช่วย “ฝ่ายบุ๋น” ของเปาบุ้นจิ้น
* หวังเฉา , หม่าฮั่น , จางหลง , เจ้าหู่ องครักษ์ประจำตัวเปาบุ้นจิ้น
* ดาบอาญาสิทธิ์ ดาบพระราชทานแก่เปาบุ้นจิ้น เสมืองฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง ให้อำนาจเปาบุ้นจิ้น ตัดสิน...สั่งประหาร...ผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินว่า “ผิด” ได้ แล้วจึง “กราบทูล” ภายหลัง
*เครื่องประหารหัวสุนัข , หัวเสือ และหัวมังกร เป็นเครื่องมือประหารประจำติดตัวเปาบุ้นจิ้นไปทุกหนแห่ง เพื่อใช้ลงโทษประหารบุคคลธรรมดา , ข้าราชการและเชื้อพระวงศ์
เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับจั่นเจา , กงซุนเชอร์ , หวังเฉา ,หม่าฮั่น จางหลง , เจ้าหู่ , ดาบอาญาสิทธิ์ และเครื่องประหารหัวสุนัข ,หัวเสือ และหัวมังกร ล้วนเป็นเรื่องที่มีอยู่เฉพาะในเปาบุ้นจิ้นเวอร์ชันที่เป็นเรื่องแต่ง
แล้วเรื่อง “กลองร้องทุกข์” หน้าศาลไคฟงล่ะ ? เป็นเรื่องแต่งด้วยหรือไม่ ?
คำตอบ คือ ไม่ !
แต่เรื่องกลองร้องทุกข์ดังเช่นที่หน้าศาลไคฟง มิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยเปาบุ้นจิ้น เพราะมีบันทึกประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึง “กลองร้องทุกข์” ว่า เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่สมัย “ราชวงศ์โจว” ซึ่งเริ่มเมื่อประมาร 1046 ปีก่อน ค.ศ. ...
ทว่า เรื่องกลองร้องทุกข์ก็เป็นเรื่องที่ “เด่น” “ดัง” ในยุคราชวงศ์ซ่งที่เป็นส่วนหนึ่งรู้จักกันดี เกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้น

ก่อนนั่งลงแล้วก็ลงมือเขียนเรื่องเกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นวันนี้ ผู้เขียนก็ได้นำละครโทรทัศน์เปาบุ้นจิ้น ตอน “ประหารท่านอ๋อง” มาเปิดดูอีกครั้งหนึ่ง
เปาบุ้นจิ้นตอน “ประหารท่านอ๋อง” เป็นตอนหนึ่งที่เปาบุ้นจิ้นต้องทำงานที่ยากและเสี่ยง เพราะผู้กระทำความผิดเป็นเชื้อพระวงศ์ คือ “อ๋องจ้าว” หรือ “อ๋องน้อย” ผู้เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ซ่งหรินจง และเป็นหลานคนโปรดของ “อ๋องแปด” ผู้ที่เปาบุ้นจิ้นเคารพนับถือ และเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาหรือส่งเสริมการทำงานของเปาบุ้นจิ้นตลอดมา
เหตุแห่งคดี เกิดจากอ่องจ้าวผู้ชอบใช้อำนาจข่มเหงรังแกชาวบ้าน ฉุดคร่าผู้หญิงที่ต้องการและสั่งฆ่าสามี ญาติและคนรับใช้ในบ้านของผู้หญิงที่ฉุดคร่ามา โดยในการแก้ต่างคดีเมื่อถูกฟ้องร้องถึง “ท่านเปา” ก็สร้าง “ตัวการ” เท็จว่าเป็น “ผู้ร้าย” ที่อ๋องจ้าวจับส่งเปาบุ้นจิ้น เพื่อให้รับโทษแทน
แต่ในที่สุด อ๋องจ้าวก็หนีไม่พ้นการประหารโดยเครื่องประหารหัวมังกร

“ความตั้งใจ” และ “ความคาดหวัง” ของผู้เขียน ในการนำเรื่องราวบางส่วนเกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้น ทั้งส่วนเป็นเรื่องราวชีวิตจริง และส่วนเป็นเรื่องแต่ง มาเล่าสู่ท่านผู้อ่านวันนี้ คือ
*เพื่อร่วมคารวะที่มีคนดังเช่น “เปาบุ้นจิ้น” เกิดขึ้นมาบนโลก ที่มีความกล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต และยุติธรรม ในด้านการปกครอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความเคร่งครัดของการใช้กระบวนการยุติธรรมกับผู้คนทุกระดับชั้น...
เพราะถึงแม้ในชีวิตจริง เปาบุ้นจิ้นไม่เคยตัดสินลงโทษประหารถึงระดับเชื้อพระวงศ์ แต่ก็มีการลงโทษ ข้าราชการและขุนนางถึงระดับชั้นผู้ใหญ่อย่างเป็นที่ประจักษ์ จนกระทั่งมีศาลเปาบุ้นจิ้นถูกสร้างขึ้นมาหลายแห่งในประเทศจีน ดังเช่น “ศาลเปาบุ้นจิ้นเมืองไคฟง” และ “ศาลเปาบุ้นจิ้นเมืองเหอเฟย”
*เพื่ออาศัยเรื่องราวการปฏิบัติงานของเปาบุ้นจิ้น เป็นสื่อในการศึกษา “อำนาจ” แห่งระบบความยุติธรรมของประเทศต่างๆ ในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพราะระบบความยุติธรรมที่เปาบุ้นจิ้นใช้ในการพิจารณาคดีความต่างๆ ตามเรื่องราวที่เป็นเรื่องแต่ง ก็ไม่แตกต่างไปจากระบบความยุติธรรมที่ใช้กันอยู่จริงๆ ในประเทศจีนยุคสมัยนั้น...
ซึ่งอย่างคร่าวๆ ศาลของประเทศจีนยุคสมัยเปาบุ้นจิ้น ก็เริ่มจากศาลอำเภอ (มีนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาคดีความ ตัดสินและพิพากษา) สูงขึ้น คือ ศาลประจำจังหวัด แล้วจึงถึงศาลประจำเมืองหลวง คือ ศาลไคฟง สูงขึ้นไปอีก ก็เป็น ศาลต้าหลี่ โดยมีฮ่องเต้เป็นผู้พิพากษาสูงสุด
แต่ในเรื่องแต่งเกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้น ตัวเปาบุ้นจิ้นเป็นผู้พิพากษาศาลไคฟง ซึ่งมีดาบอาญาสิทธิ์และเครื่องประหารทั้ง 3 ชนิด โดยในข้อเท็จจริง ดาบอาญาสิทธิ์เคยมีอยู่จริงในประเทศจีนก่อนยุคเปาบุ้นจิ้น !
ทว่า เรื่องราวการมีดาบอาญาสิทธิ์ เครื่องประหารทั้ง 3 ชนิด ก็ทำให้เรื่องของเปาบุ้นจิ้นมีความเข้มข้น และก็...น่าจะ...แสดงถึงสิ่งที่ “ผู้ชม” อยากเห็น เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
*ในปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก ใช้ระบบ “ผู้พิพากษา” เป็นหลักในการตัดสินคดีความ เช่น ประเทศไทย , ฝรั่งเศส , เยอรมนี , ญี่ปุ่น , ประเทศต่างๆ ในเอเชียโดยประเทศที่ใช้ระบบ “คณะลูกขุน” มีเช่น สหรัฐอเมริกา , สหราชอาณาจักร , ออสเตรเลีย , แคนาดา , ฯลฯ
ทั้งสองระบบ มีทั้ง “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ที่แตกต่างกัน !
ท่านผู้อ่านคิดว่า ระบบตุลาการของประเทศไทยปัจจุบัน มี “จุดแข็ง” ที่ควรพัฒนาต่อไปอีกอย่างไรบ้าง ?
อ่านเรื่องอื่น ๆ
วิทยาศาสตร์แห่งอำนาจ : ศาสตร์นอกห้องเรียน
ความเสี่ยงการจมลงเร็วของนครริมน้ำ : ผลการวิจัยใหม่
สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุด : ผลวิจัยใหม่
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS




