เมื่อเทียบกับคอนเทนต์ที่ใช้พาดหัวข่าวเกินจริง การสร้างดราม่าเรียกความขัดแย้ง การพาดพิงบุคคล หรือการเล่าเรื่องที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกนำข้อเท็จจริง กลับสามารถสร้างแรงกระตุ้นยอดการมีส่วนร่วมจนกลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็วเพียงข้ามคืน พฤติกรรมความเหลื่อมล้ำในการรับรู้ข่าวสารนี้ เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากกลไกทางจิตวิทยาและชีววิทยาการเรียนรู้ของสมองมนุษย์ ที่ถูกสั่งสมผ่านการวิวัฒนาการมาหลายแสนปี เมื่อนำมาปะทะกับโครงสร้างอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลในปัจจุบัน จึงเกิดเป็นสภาวะที่สาระและความถูกต้องต้องพ่ายแพ้ให้แก่ดราม่าและความเกินจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางจิตวิทยาได้อธิบายเหตุการณ์เหล่านี้ไว้หลายประการ โดยประการแรกเริ่มจากโครงสร้างของสมองมนุษย์ โดยเฉพาะการทำงานของสมองส่วนอามิกดาลา (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์และความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์กลัว ความโกรธ และการรับรู้ถึงอันตราย ในเชิงจิตวิทยาวิวัฒนาการ มนุษย์มีสัญชาตญาณที่เรียกว่า อคติมุ่งเน้นสิ่งลบ (Negativity Bias) ซึ่งเป็นกลไกทางธรรมชาติที่ช่วยให้บรรพบุรุษยุคหินสามารถมีชีวิตรอดได้ สมองของเราถูกฝึกฝนให้ตอบสนองและให้ความสำคัญกับสัญญาณเตือนภัย สิ่งผิดปกติ หรือเรื่องราวเชิงลบก่อนสิ่งเรียบง่ายเสมอ เพราะการมองข้ามสิ่งลบในอดีตอาจหมายถึงความตาย เมื่อประยุกต์เข้ากับโลกคอนเทนต์ ดราม่า ข่าวลบ หรือเรื่องราวเกินจริงที่สร้างความตระหนกตกใจ มักส่งสัญญาณคุกคามไปกระตุ้นสมองส่วนอามิกดาลาโดยตรง ส่งผลให้มนุษย์เกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างฉับพลัน เกิดความรู้สึกต้องกดเข้าไปดู ต้องรู้ให้ทันที หรือต้องส่งต่อให้ผู้อื่นเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเอง

ส่วนการเสพคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาสาระถูกต้องและมีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง ซึ่งดำเนินการโดยสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) กลไกนี้เรียกในทางจิตวิทยาว่า System 2 Thinking ตามทฤษฎีการคิดของแดเนียล คาห์เนมัน (Daniel Kahneman) กระบวนการนี้ต้องอาศัยการตั้งสมาธิ การตีความสัญลักษณ์ การชั่งน้ำหนักข้อมูล และการตรวจสอบความสมเหตุสมผล ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินพลังงานสมองสูง และสร้างภาวะภาระทางปัญญา (Cognitive Load) ให้แก่ผู้เสพ ซึ่งในชีวิตประจำวัน มนุษย์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและมีทรัพยากรพลังงานสมองที่จำกัด มนุษย์จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ประหยัดพลังงานทางความคิด (Cognitive Miser) โดยธรรมชาติ และหันไปใช้ System 1 Thinking ซึ่งเป็นการคิดแบบรวดเร็ว สัญชาตญาณ และใช้อารมณ์เป็นหลัก คอนเทนต์ดราม่าและเนื้อหาเกินจริงถูกออกแบบมาให้ย่อยง่าย นำเสนอสรุปแบบแบ่งขั้วอย่างชัดเจน และเร้าอารมณ์โดยทันที ผู้เสพไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานสมองในการคิดวิเคราะห์ เพียงแค่ปล่อยให้อารมณ์โกรธ สะใจ หรือสงสาร นำทางไป การลดภาระทางปัญญานี้ทำให้คอนเทนต์ดราม่าเข้าถึงง่ายกว่า และกลายเป็นทางเลือกที่สมองเลือกระหว่างการไถหน้าจอในยามว่าง

ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ การเสพคอนเทนต์ดราม่าหรือเรื่องราวพาดหัวเกินจริง ยังเชื่อมโยงกับระบบการให้รางวัลของสมองผ่านสารสื่อประสาทโดพามีน (Dopamine) โดพามีนไม่ได้หลั่งออกมาเฉพาะเมื่อเราได้รับความสุขเท่านั้น แต่จะหลั่งออกมาอย่างมหาศาลเมื่อเกิดสภาวะการคาดหวังผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน (Unpredictable Rewards) หรือความอยากรู้อยากเห็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ พาดหัวข่าวเกินจริงและการปูเรื่องราวแบบดราม่า ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาที่เรียกว่าช่องว่างแห่งความรู้ (Information Gap Theory) ของจอร์จ โลเวนสไตน์ (George Loewenstein) โดยการสร้างความสงสัยหรือความขัดแย้งทิ้งไว้ในใจของผู้เสพ เช่น การทิ้งปริศนาถึงความจริงสุดช็อกหรือเรื่องราวฉาวโฉ่ เมื่อมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่เราอยากรู้ โดพามีนจะถูกปลดปล่อยออกมาบีบบังคับให้สมองต้องกดเข้าไปอ่านเพื่อปิดช่องว่างนั้น และเมื่อได้อ่านเรื่องราวที่ตื่นเต้น วงจรโดพามีนก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เกิดเป็นลูปการเสพติด (Dopamine Loop) เมื่อนำพฤติกรรมนี้ไปประกอบกับระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ใช้วิธีวัดผลผ่านเวลาในการรับชม ยอดการแสดงความคิดเห็น และยอดการแชร์ อัลกอริทึมจะตีความว่าคอนเทนต์ที่สร้างอารมณ์รุนแรงและยอดการมีส่วนร่วมสูงคือคอนเทนต์ที่มีคุณภาพในการดึงดูดผู้ใช้ แพลตฟอร์มจึงยิ่งผลักดันให้คอนเทนต์ดราม่าระบาดไปกว้างขวางยิ่งขึ้น ขณะที่คอนเทนต์สาระความรู้ซึ่งใช้เวลาอ่านนานแต่ไม่ออกอาการโต้ตอบรุนแรง กลับถูกระบบบีบการมองเห็นลงเรื่อย ๆ

อีกประเด็นหนึ่งคือ การแชร์หรือการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ เป็นกระบวนการแสดงตัวตนทางสังคม (Social Identity Theory) ผู้คนเลือกที่จะส่งต่อคอนเทนต์เพราะต้องการส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับตัวตน ความเชื่อ หรือสถานะทางสังคมไปสู่กลุ่มเพื่อนและผู้ติดตาม การแชร์เรื่องราวความขัดแย้งหรือการประณามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้อื่น เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการแสดงออกถึงศีลธรรมอันดีของตนเอง การร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ดราม่าทำให้ผู้เสพรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนฝั่งความถูกต้อง หรือฝั่งที่มีศีลธรรมเหนือกว่า (Moral Superiority) ซึ่งไม่เหมือนกับคอนเทนต์สาระความรู้ที่เป็นกลางมักระมัดระวังในการสรุปผล และไม่เลือกข้างอย่างเด็ดขาด ความเป็นกลางทางวิชาการนี้จึงไม่เปิดโอกาสให้ผู้เสพใช้เป็นเครื่องมือแสดงจุดยืนทางอารมณ์หรือศีลธรรมได้ง่ายเหมือนคอนเทนต์ดราม่า การแชร์เนื้อหาสาระยังเสี่ยงต่อการถูกมองว่าอวดรู้ หรือดูน่าเบื่อหน่าย ทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจในการส่งต่อมากกว่า

จากเนื้อหาข้างต้นเป็นเสียงสะท้อนที่เรียกร้องให้ผู้เสพสื่อ ยกระดับความตระหนักรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ของตนเองอย่างจริงจัง การรู้เท่าทันว่าสมองส่วนอามิกดาลาและระบบโดพามีนกำลังถูกอัลกอริทึมปั่นหัวด้วยดราม่าและข่าวเกินจริง คือเกราะป้องกันชั้นแรกที่จะช่วยดึงสติให้เราหยุดก่อนที่จะกดแชร์หรือส่งต่อข้อความที่เต็มไปด้วยอคติ การฝึกฝนตนเองให้หยุดคิดวิเคราะห์ผ่านสมองส่วนหน้าก่อนเชื่อหรือคล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกชั่ววูบ จะเป็นการช่วยกันตัดวงจรและลดทอนพลังอำนาจของคอนเทนต์ขยะที่กัดเซาะสังคม ศึกระหว่างสาระกับดราม่าจึงจะยุติลงได้ ก็ต่อเมื่อผู้เสพสื่อเลือกที่จะให้คุณค่ากับความจริง ความลึกซึ้ง และสติปัญญา มากกว่าความสะใจชั่วครั้งชั่วคราวในพื้นที่ดิจิทัล
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : cmu, nobelprize, researchgate, researchgate, squarespace
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech





