ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เอลนีโญปี 2026 อาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 ดาวเทียม NASA จับสัญญาณได้ตั้งแต่ต้นปี

27 ต.ค. 698 นาที1 ชั่วโมงที่แล้ว

NASA ติดตามเอลนีโญที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกตลอดปี 2026 ด้วยกองดาวเทียมสำรวจโลก ขณะที่ NOAA ประเมินว่ามีโอกาส 83% ที่เอลนีโญครั้งนี้จะรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1950

เอลนีโญเป็นความแปรปรวนของภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุก 2–7 ปีโดยประมาณ ลักษณะสำคัญคือน้ำทะเลในแปซิฟิกเขตเส้นศูนย์สูตรจะอุ่นกว่าปกติ ซึ่งส่งผลต่อลมค้า (trade winds) การกระจายความร้อนในมหาสมุทร และรูปแบบฝนทั่วโลก ขณะนี้ผลกระทบเริ่มปรากฏแล้วในหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตร งานควบคุมไฟป่า และชุมชนชายฝั่ง

แผนที่แสดงระดับน้ำทะเลปานกลางที่สูงขึ้นจากปรากฏการณ์คลื่นเคลวินที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าเมื่อปีที่แล้วอย่างมาก ภาพจาก NASA

สัญญาณแรกของเอลนีโญ: คลื่นใต้มหาสมุทร

นักวิทยาศาสตร์เห็นสัญญาณแรกตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เมื่อภาพถ่ายดาวเทียมพบมวลน้ำอุ่นขนาดใหญ่ที่เรียกว่าคลื่นเคลวิน (Kelvin wave) บริเวณใกล้ไมโครนีเซียทางแปซิฟิกตะวันตก

คลื่นเคลวินมีความยาวคลื่นหลายพันกิโลเมตร แต่ทำให้ผิวน้ำนูนขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ชั้นน้ำอุ่นใต้ผิวน้ำหนาขึ้นได้หลายสิบเมตร คลื่นชนิดนี้ไม่แตกตัวเหมือนคลื่นซัดฝั่ง และเคลื่อนตามแนวเส้นศูนย์สูตรไปทางตะวันออกได้ทางเดียว ตัวจุดชนวนหลักคือลมตะวันตกที่พัดแรงเป็นช่วง ๆ (westerly wind bursts) ในแปซิฟิกตะวันตก ลมนี้พัดสวนทางกับลมค้าตามปกติและดันน้ำอุ่นไปทางตะวันออก คลื่นเคลวินจึงลำเลียงความร้อนข้ามแปซิฟิก และการปรากฏของคลื่นนี้ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของเอลนีโญ

พอถึงต้นเดือนเมษายน คลื่นเคลวินก็เดินทางถึงแปซิฟิกตะวันออก ดาวเทียมตรวจพบว่าระดับน้ำทะเลบางพื้นที่สูงกว่าปกติ 30–40 เซนติเมตร เพราะน้ำอุ่นขยายตัว มวลน้ำนี้เคลื่อนไปทางอเมริกาใต้ แล้วขึ้นไปตามชายฝั่งจนถึงแคลิฟอร์เนีย ส่วนบริเวณอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือ ระดับน้ำทะเลกลับต่ำกว่าปกติ 15–20 เซนติเมตร

ข้อมูลระดับน้ำทะเลเหล่านี้มาจากดาวเทียม Sentinel-6 ซึ่งใช้เรดาร์วัดความสูงของผิวน้ำได้ละเอียดระดับเซนติเมตร และสำรวจมหาสมุทรได้หลายล้านตารางกิโลเมตรต่อวัน โดยใช้ร่วมกับเครือข่ายทุ่นและเซนเซอร์ใต้น้ำของ NOAA

ภาพแผนที่ของอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีนี้เทียบกับปีก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าน้ำในมหาสมุทรร้อนขึ้น ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ภาพจาก NASA

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลพุ่งสูง

ปัจจุบันอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 1.7°C และอาจสูงขึ้นอีกเล็กน้อยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ตัวเลขนี้อาจดูไม่มาก แต่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของ NOAA ซึ่งวัดความแตกต่างของอุณหภูมิน้ำทะเลระหว่างแปซิฟิกตอนกลางกับตะวันออก หากอุ่นกว่าปกติตั้งแต่ 0.5°C ขึ้นไปจะเริ่มนับเป็นเอลนีโญ ตั้งแต่ 1.5°C ขึ้นไปถือว่ารุนแรง และตั้งแต่ 2.0°C ขึ้นไปถือว่ารุนแรงมาก (Super El Niño) ค่า 1.7°C จึงอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว และถ้าสูงขึ้นอีกก็อาจเข้าใกล้ระดับรุนแรงมาก ในอดีต เอลนีโญที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ช่วงปี 1982–83, 1997–98 และ 2015–16 ซึ่งมีค่าสูงสุดราว 2.2–2.6°C

นอกจากนี้ น้ำที่อุ่นขึ้นยังกินพื้นที่หลายล้านตารางกิโลเมตรและลึกลงไปหลายสิบเมตร และน้ำจุความร้อนได้มากกว่าอากาศหลายพันเท่าเมื่อเทียบปริมาตรเท่ากัน พลังงานที่สะสมเพิ่มจึงมหาศาล มากพอจะเปลี่ยนการไหลเวียนของบรรยากาศทั้งโลก

น้ำอุ่นเปลี่ยนสภาพอากาศโลกได้อย่างไร

เมื่อผิวน้ำอุ่นขึ้น น้ำจะระเหยมากขึ้น อากาศร้อนชื้นเหนือผิวน้ำจึงลอยตัวขึ้น เมื่อถึงระดับสูง ไอน้ำจะควบแน่นเป็นเมฆและปล่อยความร้อนแฝง (latent heat) ออกมา ความร้อนนี้ทำให้อากาศลอยตัวแรงขึ้นอีกจนเกิดเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่

ตามปกติ เมฆฝนหนาแน่นที่สุดอยู่เหนืออินโดนีเซียและแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของแอ่งน้ำอุ่นขนาดใหญ่ (warm pool) แต่ในปีเอลนีโญ ศูนย์กลางฝนจะย้ายไปทางกลางหรือตะวันออกของแปซิฟิกตามแหล่งน้ำอุ่น วงจรการไหลเวียนของอากาศเหนือแปซิฟิก (walker circulation) จึงอ่อนกำลังลงหรือเลื่อนตำแหน่ง กลุ่มเมฆฝนที่ย้ายตำแหน่งยังรบกวนบรรยากาศชั้นบน ทำให้เกิดคลื่นในบรรยากาศที่ส่งผลไปไกลหลายพันกิโลเมตร ตำแหน่งของกระแสลมกรด (jet stream) และเส้นทางพายุในละติจูดกลางจึงเปลี่ยนไปด้วย

เอลนีโญยังทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ในช่วงปกติที่ลมค้าพัดแรง แปซิฟิกจะเก็บความร้อนไว้ในชั้นน้ำลึก เมื่อเกิดเอลนีโญ ความร้อนนี้ถูกดันขึ้นมากระจายที่ผิวน้ำแล้วถ่ายเทสู่บรรยากาศ ปีที่มีเอลนีโญรุนแรงและปีถัดไปจึงมักเป็นปีที่โลกร้อนทำลายสถิติ เช่น ปี 1998 และ 2016

ภาพแผนที่แสดงให้เห็นถึงการหายไปของแพลงก์ตอนพืชในมหาสมุทรเนื่องจากน้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น จำนวนลดลงนี้สามารถเทียบกับเมื่อปีก่อนหน้าได้ ซึ่งการลดลงของแพลงก์ตอนจะส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารและสัตวืเศรษฐกิจใน

มหาสมุทรสีฟ้าเข้มขึ้น เพราะแพลงก์ตอนพืชลดลง

ข้อค้นพบที่น่าสนใจของปีนี้มาจากดาวเทียม PACE (Plankton, Aerosol, Cloud, ocean Ecosystem) ซึ่งขึ้นสู่วงโคจรในปี 2024 เอลนีโญครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ PACE ได้บันทึกไว้

ข้อมูลจาก PACE แสดงว่าน่านน้ำแปซิฟิกเขตเส้นศูนย์สูตรมีสีฟ้ามากขึ้นอย่างวัดได้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ที่ปกติเป็นสีเขียวเพราะมีแพลงก์ตอนพืชหนาแน่น เครื่องมือวัดสีมหาสมุทร (Ocean Color Instrument) บน PACE บันทึกแสงแบบไฮเปอร์สเปกตรัมหลายร้อยช่วงความยาวคลื่น ตั้งแต่อัลตราไวโอเลต แสงที่ตามองเห็น จนถึงอินฟราเรดใกล้ นักวิจัยนำข้อมูลนี้มาคำนวณเป็นค่าเดียวที่ใช้แทนสีเฉลี่ยของน้ำทะเล เรียกว่า ความยาวคลื่นที่มองเห็นปรากฏ (apparent visible wavelength) เมื่อเทียบแผนที่ปี 2025 กับปี 2026 จะเห็นว่าแถบสีเขียวตามแนวเส้นศูนย์สูตรทางแปซิฟิกตะวันตกหดตัวลงชัดเจน

สาเหตุคือแพลงก์ตอนพืชเติบโตได้ดีในน้ำเย็นที่มีสารอาหารมาก แต่เมื่อลมค้าอ่อนกำลังในช่วงเอลนีโญ น้ำลึกที่อุดมด้วยสารอาหารจึงยกตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ (upwelling) น้อยลง แพลงก์ตอนพืชจึงลดจำนวน และน้ำทะเลเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีฟ้า

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร

แพลงก์ตอนพืชเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารในทะเล เมื่อแพลงก์ตอนพืชลดลง แพลงก์ตอนสัตว์ ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และนกทะเลจึงขาดอาหารตามกันเป็นทอด ๆ สัตว์บางชนิดต้องย้ายไปหาแหล่งอาหารใหม่ บางชนิดผสมพันธุ์ไม่สำเร็จ และยังส่งผลให้ลูกสัตว์ตายเป็นจำนวนมาก ผลกระทบเห็นชัดที่เปรูและหมู่เกาะกาลาปากอส เพนกวินและสิงโตทะเลต้องออกหากินไกลขึ้น ส่วนอีกัวน่าทะเลขาดสาหร่ายที่เป็นอาหาร ประชากรของสัตว์เหล่านี้ลดลงมากในช่วงเอลนีโญรุนแรง

ผลกระทบยังลามไปถึงด้านเศรษฐกิจด้วย ปลาแอนโชวีเปรูซึ่งกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารมีจำนวนลดลง ปลาป่นที่ผลิตจากปลาชนิดนี้จึงแพงขึ้น และทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งและปลาทั่วโลกสูงขึ้น

เมื่อเอลนีโญจบลง แพลงก์ตอนพืชจะฟื้นตัวได้เร็ว แต่สัตว์ขนาดใหญ่ที่ออกลูกน้อยอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจำนวนจะกลับมาเท่าเดิม

เอลนีโญปี 2026 เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาปรากฏการณ์นี้ได้พร้อมกันหลายด้าน ทั้งระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ และระบบนิเวศ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมที่ละเอียดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้พยากรณ์ผลกระทบได้แม่นยำขึ้น และช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ วางแผนรับมือได้ เพราะทุกครั้งที่เอลนีโญเกิดขึ้น มันส่งผลต่อพวกเราทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

คอนเทนต์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

📌อ่าน : WMO เตือน!! เอลนีโญครั้งนี้ รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!

📌อ่าน : เอลนีโญปีนี้รุนแรงมาก! ทำสีมหาสมุทรเปลี่ยนไป สร้างผลกระทบใหญ่เป็นห่วงโซ่

📌อ่าน : ซูเปอร์เอลนีโญหายไปไหน? หลายพื้นที่ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง สวนทางคำเตือนภัยแล้ง

📌อ่าน : พีก ธ.ค. นี้! ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และจะอยู่จนถึง ก.พ. ปีหน้า

📌อ่าน : หลายเมืองทั่วโลกกำลังทรุดตัว ควรทำอย่างไร?

📌อ่าน : ผลตรวจสุขภาพโลกล่าสุด! เราข้ามขีดจำกัดของโลก ไปแล้ว 7 ใน 9 ข้อ

📌อ่าน : อธิบาย “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ทำให้โลกเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างไร?

📌อ่าน : มีโอกาสเกิดน้ำท่วมสูงมาก! ทำไม? ช่วงนี้จะเกิดฝนตกหนักและตกแช่

📌อ่าน : “พยากรณ์อากาศ” รู้ได้อย่างไร? ฝนจะตก แดดจะออก พายุจะเข้า

เรียบเรียงโดย จิรสิน อัศวกุล

พิสูจน์อักษร ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์

ที่มาข้อมูล : NASA

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

🌎 "รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก" ไปกับ Thai PBS Sci & Tech • วิทยาศาสตร์ • เทคโนโลยี นวัตกรรม • ดาราศาสตร์ • Media Literacy • Cyber Security • Tips & Tricks • Trends

บทความที่เกี่ยวข้อง

ชวนเข้าใจ! “กะเพรา”  กับศัพท์ทางพฤกษศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์ และกฎหมายวิทยาศาสตร์

ชวนเข้าใจ! “กะเพรา” กับศัพท์ทางพฤกษศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์ และกฎหมาย

สร้างความเข้าใจเรื่อง “กะเพรา” ให้ตรงกัน! Thai PBS Sci & Tech พาไปรู้จักศัพท์ทางพฤกษศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์ และกฎหมายเกี่ยวกับ “กะเพรา” โดยจะมีความน่าสนใจอย่างไรตามมาอ่านกันได้เลย

26 ต.ค. 69|18 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
นักวิจัยระบุตะโขงสกุลใหม่ ได้จากฟอสซิลที่อยู่ในหินหมวดเดียวกับหินก่อสร้างสฟิงซ์วิทยาศาสตร์

นักวิจัยระบุตะโขงสกุลใหม่ ได้จากฟอสซิลที่อยู่ในหินหมวดเดียวกับหินก่อสร้างสฟิงซ์

นักวิทยาศาสตร์พบว่าฟอสซิลของสัตว์ในกลุ่มตะโขง ที่ขุดพบเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนในหมวดหินโมกัตตัม (Mokattam Formation) ที่ใช้ในการสร้างมหาสฟิงซ์แห่งกีซานั้น

26 ต.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
หุ่นยนต์ไม่ใช้ใบพัด! เลียนแบบเมล็ดเมเปิล แล่นสำรวจทะเลด้วยแรงลมเทคโนโลยี

หุ่นยนต์ไม่ใช้ใบพัด! เลียนแบบเมล็ดเมเปิล แล่นสำรวจทะเลด้วยแรงลม

นักวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์เลียนแบบเมล็ดเมเปิลที่หมุนตัวขณะร่วงจากอากาศ ก่อนเปลี่ยนเป็นเรือใบขนาดเล็กเพื่อเคลื่อนที่บนผิวน้ำด้วยแรงลม ต่อยอดงานสำรวจทะเลห่างไกลและเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมได้

25 ต.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
กระโดดเหมือนกบ! หุ่นยนต์จิ๋วดีดตัวแรง ข้ามสิ่งกีดขวาง ลุยได้ทั้งบกและน้ำเทคโนโลยี

กระโดดเหมือนกบ! หุ่นยนต์จิ๋วดีดตัวแรง ข้ามสิ่งกีดขวาง ลุยได้ทั้งบกและน้ำ

นักวิทยาศาสตร์เปิดตัวหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่ใช้กลไกการบิดตัวของวัสดุยืดหยุ่นเลียนแบบการกระโดดของกบ ช่วยให้เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ขรุขระและว่ายน้ำได้อย่างคล่องตัวโดยใช้พลังงานต่ำ เตรียมพลิกโฉมภารกิจกู้ภัยและสำรวจในอนาคต

25 ต.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →