ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ผลงานนักวิจัยไทย! ค้นพบ “อุตพิต” 9 ชนิดใหม่ของโลก

19 ต.ค. 6912 นาที1 ชั่วโมงที่แล้ว

เรื่องน่ายินดี ที่สายพฤกษศาสตร์ไม่ควรพลาด! นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับนักพฤกษศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ ค้นพบและบรรยายพืชสกุล “อุตพิต” (พืชล้มลุกที่มีหัวใต้ดิน อยู่ในวงศ์เดียวกับบอน) ชนิดใหม่ของโลก 9 ชนิด

จากประเทศไทยและเมียนมา หลังศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเปรียบเทียบกับชนิดที่เคยมีรายงาน โดยผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ สะท้อนความหลากหลายของพืชที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และความสำคัญของการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ

คณะนักวิจัยจากหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ (Diversity of Family Zingiberaceae and Vascular Plant for Its Applications: DZVA) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล แสนสุข, รศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข, Mr. Khant Zaw Hein และ ธวัชพงศ์ บุญมา ร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์จากสถาบันต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศร่วมดำเนินการศึกษาความหลากหลายและทบทวนอนุกรมวิธานของพืชสกุลอุตพิต (Typhonium Schott) วงศ์บอน (Araceae) อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การค้นพบและบรรยายพืชชนิดใหม่ของโลกจำนวน 9 ชนิด ซึ่งมีแหล่งค้นพบในประเทศไทยมากถึง 7 ชนิด และจากประเทศเมียนมา 2 ชนิด โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ได้แก่ PhytoKeys, Taiwania และ Nordic Journal of Botany

“อุตพิต” เป็นพืชล้มลุกที่มีหัวใต้ดิน อยู่ในวงศ์เดียวกับบอน มีโครงสร้างสืบพันธุ์ที่ประกอบด้วยแกนช่อดอกและใบประดับหุ้มช่อดอก ซึ่งมีรูปทรงและสีสันแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด แม้พืชบางชนิดจะมีรูปร่างภายนอกคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อศึกษารายละเอียดของโครงสร้างดอก เช่น รูปร่างและจำนวนดอกเพศผู้เป็นหมัน การจัดเรียงดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย รวมถึงลักษณะส่วนปลายของแกนช่อดอก ก็สามารถใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกชนิดได้ การศึกษาของคณะนักวิจัยอาศัยการเก็บข้อมูลจากภาคสนาม การตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้ การเปรียบเทียบกับตัวอย่างต้นแบบและเอกสารอนุกรมวิธาน ตลอดจนการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าพืชที่พบมีลักษณะแตกต่างจากชนิดที่ได้รับการบรรยายไว้ก่อนหน้าอย่างไร

เปิดรายละเอียดอุตพิต 9 ชนิดใหม่ของโลก

อุตพิตบุญมา (Typhonium boonmae K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

1. อุตพิตบุญมา (Typhonium boonmae K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

อุตพิตบุญมาเป็นพืชชนิดใหม่จากจังหวัดสระบุรีและลพบุรีในภาคกลางของประเทศไทย มีลักษณะเด่นคือแผ่นใบแบ่งออกเป็น 5–7 แฉก โดยแต่ละแฉกมีรูปร่างแคบยาวคล้ายเส้น ส่วนปลายของแกนช่อดอกมีสีเหลืองอ่อนถึงสีส้มอมชมพู

ลักษณะสำคัญที่ใช้แยกชนิดนี้จากอุตพิตชนิดใกล้เคียง ได้แก่ ยอดเกสรเพศเมียมีขนาดแคบกว่ารังไข่ ดอกเพศผู้เป็นหมันมีรูปร่างเรียวยาวคล้ายเส้นด้าย ปลายแหลม และมีรูปแบบการเรียงตัวเฉพาะ นอกจากนี้ ส่วนปลายแกนช่อดอกยังไม่มีก้านรองรับ ลักษณะดังกล่าวแตกต่างจาก T. bognerianum และ T. watanabei ซึ่งมีรูปร่างใบคล้ายคลึงกัน โดยชื่อชนิดตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับ ธวัชพงศ์ บุญมา นิสิตปริญญาเอกหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ค้นพบและเก็บตัวอย่างพืชชนิดนี้

อุตพิตช่อสั้น (Typhonium brevispadix K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

2. อุตพิตช่อสั้น (Typhonium brevispadix K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

อุตพิตช่อสั้น มีแหล่งค้นพบจากอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี พบเจริญเติบโตบนดินกรวดเหนือชั้นหินทราย ภายใต้เรือนยอดไม้ค่อนข้างโปร่งของป่าผลัดใบ

พืชชนิดนี้มีขนาดเล็ก สูงไม่เกินประมาณ 10 เซนติเมตร ใบรูปเกือบกลมถึงรูปรีกว้าง ก้านใบเกลี้ยง และมีช่อดอกขนาดสั้นมาก โดยแกนช่อดอกมีความยาวเพียงประมาณ 2 เซนติเมตร ใบประดับหุ้มช่อดอกมีสีเขียวอ่อนอมเหลืองหรืออมชมพู และส่วนปลายแกนช่อดอกไม่มีก้านรองรับ

ลักษณะช่อดอกที่สั้นเป็นพิเศษเป็นที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ brevispadix และเป็นลักษณะสำคัญที่ใช้จำแนกชนิดนี้ออกจาก T. gagnepainii ซึ่งมีช่อดอกยาวกว่า

อุตพิตอินโดจีน (Typhonium cucullatum K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

3. อุตพิตอินโดจีน (Typhonium cucullatum K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

อุตพิตอินโดจีนเป็นพืชชนิดใหม่ที่ค้นพบจากจังหวัดสกลนคร โดยพบเจริญเติบโตตามซอกหินทรายที่มีอินทรียวัตถุสะสมในพื้นที่ป่าผลัดใบ

ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของพืชชนิดนี้คือการเปลี่ยนทิศทางการโค้งของใบประดับหุ้มช่อดอกระหว่างการบาน โดยในระยะดอกเพศเมียบาน ใบประดับจะโค้งไปด้านหลัง ก่อนจะค่อย ๆ โค้งกลับมาทางด้านหน้าและหุ้มส่วนของดอกเพศผู้ จนมีรูปร่างคล้ายหมวกคลุม

ลักษณะดังกล่าวเป็นที่มาของชื่อชนิด cucullatum ซึ่งหมายถึงมีลักษณะโค้งคล้ายหมวกคลุม อีกทั้งยังมีดอกเพศผู้เรียงเป็นวงประมาณ 4–6 วง และมีส่วนปลายแกนช่อดอกที่มีก้านรองรับ แตกต่างจาก T. laoticum ซึ่งมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกัน

อุตพิตบึงกาฬ (Typhonium fornicatum P.Saensouk, K.Z.Hein & Saensouk)

4. อุตพิตบึงกาฬ (Typhonium fornicatum P.Saensouk, K.Z.Hein & Saensouk)

อุตพิตบึงกาฬเป็นพืชชนิดใหม่ที่ค้นพบจากจังหวัดบึงกาฬ พบเจริญเติบโตในป่าผลัดใบ บริเวณดินที่มีเศษใบไม้ทับถมและมีร่มเงาบางส่วน

พืชชนิดนี้มีขนาดเล็ก สูงไม่เกินประมาณ 10 เซนติเมตร ใบรูปไข่ถึงรูปเงี่ยงลูกศร ก้านใบมีริ้วและจุดสีน้ำตาลอมม่วง ใบประดับหุ้มช่อดอกมีสีขาวอมเขียวถึงขาวอมชมพู พร้อมลวดลายสีม่วงเข้ม ส่วนด้านในมีสีแดงอมม่วง

ลักษณะสำคัญที่สุดคือใบประดับหุ้มช่อดอกส่วนบนโค้งเป็นรูปซุ้ม และมีดอกเพศผู้เป็นหมันเพียง 3 ดอก ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับชนิดอื่นในสกุล นอกจากนี้ ส่วนปลายแกนช่อดอกยังมีสีส้มและทอดเอียงลงด้านข้าง ทำให้สามารถแยกออกจากอุตพิตขอนแก่น (T. acetosella) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันได้

อุตพิตเมืองแพร่ (Typhonium gonos K.Z.Hein & Saensouk)

5. อุตพิตเมืองแพร่ (Typhonium gonos K.Z.Hein & Saensouk)

อุตพิตเมืองแพร่เป็นพืชชนิดใหม่จากอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ทางภาคเหนือของประเทศไทย พบเจริญเติบโตบนดินที่มีอินทรียวัตถุสะสมเหนือชั้นหินปูนยุคเพอร์เมียน ภายในป่าเบญจพรรณที่มีเรือนยอดค่อนข้างโปร่ง

มีลักษณะเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก สูงประมาณ 20 เซนติเมตร ใบรูปคล้ายหัวลูกศร แบ่งเป็น 3 แฉก และบางครั้งอาจพบใบที่แบ่งเป็น 5 แฉก ใบประดับหุ้มช่อดอกมีสีขาวนวลถึงขาวอมเขียว พร้อมแต้มจุดและริ้วสีน้ำตาลแดง

ลักษณะจำแนกที่สำคัญคือดอกเพศผู้เป็นหมันสีขาว เรียงตัวค่อนข้างห่างเฉพาะบริเวณกึ่งกลางของช่วงแกนช่อดอกที่ไม่มีดอก ขณะที่ส่วนบนและส่วนล่างไม่มีดอกเพศผู้เป็นหมัน อีกทั้งยอดเกสรเพศเมียยังมีขนาดแคบกว่ารังไข่

นอกจากนี้ พืชชนิดนี้ยังส่งกลิ่นเฉพาะตัวในระยะดอกเพศเมียบาน ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้วิจัยนำมาใช้เป็นที่มาของชื่อชนิด gonosโดยผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Taiwania ปี 2569

อุตพิตอีสาน (Typhonium isaniorum K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

6. อุตพิตอีสาน (Typhonium isaniorum K.Z.Hein, P.Saensouk & Saensouk)

อุตพิตอีสานค้นพบจากอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด พบขึ้นบนดินกรวดเหนือชั้นหินทราย บริเวณใกล้น้ำตกและลำธารในป่าผลัดใบ

พืชชนิดนี้มีใบรูปร่างคล้ายหัวลูกศร แบ่งลึกเป็น 3 แฉก ใบประดับหุ้มช่อดอกส่วนล่างมีสีน้ำตาลแดง ขณะที่ส่วนบนมีสีเขียวอมน้ำตาลและโค้งม้วนเล็กน้อยเมื่อดอกบาน

ลักษณะสำคัญคือดอกเพศผู้เป็นหมันมีสีเหลืองสด รูปร่างเรียวยาวคล้ายเข็มถึงรูปกระสวย ปลายแหลม ส่วนช่วงแกนช่อดอกระหว่างดอกเพศเมียและดอกเพศผู้มีสีม่วงแดง และส่วนปลายแกนช่อดอกมีสีน้ำตาลเทา แตกต่างจากอุตพิตชนิดใกล้เคียงที่พบในเมียนมา

ชื่อชนิด isaniorum ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวอีสาน สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้นพบพืชชนิดใหม่กับภูมิภาคที่เป็นแหล่งค้นพบ

อุตพิตเขาหินปูน (Typhonium karsticola K.Z.Hein, Saensouk & Naive)

7. อุตพิตเขาหินปูน (Typhonium karsticola K.Z.Hein, Saensouk & Naive)

อุตพิตเขาหินปูนเป็นพืชชนิดใหม่จากรัฐมอญ ประเทศเมียนมา พบเจริญเติบโตตามซอกหินปูนในระบบนิเวศภูเขาหินปูน ภายใต้เรือนยอดไม้ของป่าเบญจพรรณ

ลักษณะโดดเด่นคือการออกช่อดอกก่อนการแตกใบ ซึ่งแตกต่างจากอุตพิตบางชนิดที่ออกดอกพร้อมกับใบ ใบประดับหุ้มช่อดอกมีสีเขียวอมน้ำตาลอ่อนหรือชมพูอมน้ำตาลอ่อน ส่วนปลายแกนช่อดอกมีสีงาช้างและทอดเอียงลงด้านข้าง

อีกหนึ่งลักษณะสำคัญคือดอกเพศผู้เป็นหมันมีรูปร่างคล้ายกระบอง ส่วนโคนเรียวเล็กสีแดงหรือแดงอมขาว ขณะที่ส่วนปลายพองกลมสีขาว ลักษณะนี้ใช้แยกจาก T. orbifolium ที่มีดอกเพศผู้เป็นหมันสีขาวทั้งหมด

ชื่อชนิด karsticola มีความหมายเกี่ยวข้องกับการอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาหินปูน สะท้อนลักษณะถิ่นอาศัยของพืชชนิดนี้

อุตพิตสีจาง (Typhonium pallescens K.Z.Hein, Saensouk & Naive)

8. อุตพิตสีจาง (Typhonium pallescens K.Z.Hein, Saensouk & Naive)

อุตพิตสีจางเป็นพืชชนิดใหม่จากภูมิภาคสะกาย ประเทศเมียนมา มีรายงานการพบในพื้นที่ใกล้ชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกข้าว

ลักษณะโดดเด่นคือแผ่นใบแบ่งลึกเป็นแฉกเรียวยาวคล้ายเส้นได้มากถึง 11 แฉก และสามารถสร้างช่อดอกพร้อมกันได้ 2–3 ช่อ

ที่น่าสนใจคือใบประดับหุ้มช่อดอกมีการเปลี่ยนสีระหว่างการบานอย่างชัดเจน โดยในระยะแรกผิวด้านในของใบประดับมีสีม่วงเข้ม ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วงอ่อนเมื่อเข้าสู่ระยะท้ายของการบาน พร้อมกับการโค้งกลับของใบประดับ

การเปลี่ยนแปลงสีดังกล่าวเป็นที่มาของชื่อชนิด pallescens ซึ่งหมายถึงการมีสีจางลง และเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญที่ใช้จำแนกพืชชนิดนี้ออกจากชนิดใกล้เคียง

อุตพิตสีไวน์ (Typhonium vinicolor P.Saensouk, K.Z.Hein & Saensouk)

9. อุตพิตสีไวน์ (Typhonium vinicolor P.Saensouk, K.Z.Hein & Saensouk)

อุตพิตสีไวน์เป็นพืชชนิดใหม่ที่ค้นพบจากจังหวัดขอนแก่น พบเจริญเติบโตในพื้นที่ป่าผลัดใบ บริเวณดินร่วนปนทรายที่มีหินปะปน

ลักษณะเด่นที่สุดคือแผ่นใบด้านบนมีสีเขียว ขณะที่แผ่นใบด้านล่างมีสีม่วงแดงคล้ายสีไวน์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อชนิด vinicolorและชื่อไทย “อุตพิตสีไวน์”

ใบประดับหุ้มช่อดอกมีสีขาวถึงเขียวอ่อน แต้มลายสีม่วงเข้ม และส่วนบนโค้งกลับเมื่อดอกบาน นอกจากนี้ ยังมีดอกเพศเมียเรียงตัวเป็น 5–6 แถว และดอกเพศผู้เป็นหมันสีเหลือง รูปกระบองถึงรูปกระสวย เรียงตัวเป็นเกลียว 4–5 รอบ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้แตกต่างจาก T. laoticum และอุตพิตชนิดใกล้เคียงอื่น ๆ

ค้นพบชนิดใหม่ แต่ยังขาดข้อมูลประชากรในธรรมชาติ

แม้การศึกษาจะสามารถยืนยันสถานภาพของอุตพิตทั้ง 9 ชนิดว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก แต่บทความวิจัยหลายฉบับระบุว่า ข้อมูลด้านขนาดประชากร ขอบเขตการกระจายพันธุ์ และภัยคุกคามในธรรมชาติยังมีอยู่อย่างจำกัด โดยบางชนิดมีรายงานการพบจากแหล่งเก็บตัวอย่างต้นแบบเพียงแห่งเดียว

คณะผู้วิจัยจึงประเมินสถานภาพการอนุรักษ์เบื้องต้นของพืชเหล่านี้ไว้ในกลุ่มข้อมูลไม่เพียงพอ (Data Deficient: DD) ตามแนวทางขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพืชเหล่านี้ไม่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่หมายถึงยังจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนประเมินระดับความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะพืชที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศเฉพาะ เช่น พื้นที่หินทรายและภูเขาหินปูน การเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นอาศัยอาจส่งผลกระทบต่อประชากรของพืชที่มีการกระจายพันธุ์จำกัด การสำรวจเพิ่มเติมและติดตามประชากรในระยะยาวจึงมีความสำคัญต่อการกำหนดแนวทางอนุรักษ์

ตอกย้ำความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

การค้นพบอุตพิตทั้ง 9 ชนิดจากการศึกษาที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องสะท้อนว่า ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความหลากหลายของพืชอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการศึกษาและจำแนกชนิดอย่างสมบูรณ์

การค้นพบชนิดใหม่จึงไม่ได้มีความสำคัญเพียงการเพิ่มรายชื่อพืชในระบบอนุกรมวิธานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านนิเวศวิทยา ชีวภูมิศาสตร์ วิวัฒนาการ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับสภาพแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ผลงานดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทของนักวิจัยมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านอนุกรมวิธานพืช ผ่านความร่วมมือกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการวางแผนอนุรักษ์ทรัพยากรพืชในอนาคต

การศึกษาและทำความเข้าใจพืชที่ยังไม่เป็นที่รู้จักจึงเป็นภารกิจสำคัญ เพราะการรู้ว่าพืชชนิดใดมีอยู่ พบที่ไหน และมีลักษณะเฉพาะอย่างไร คือพื้นฐานของการประเมินสถานภาพและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

Thai PBS Sci & Tech พรรณไม้น่ารู้

📌อ่าน : นักวิจัยไทยเจ๋ง! ค้นพบ “กระชายเขาหินปูน” พืชชนิดใหม่ของโลก จาก จ.ขอนแก่น

📌อ่าน : เรื่องกล้วย ๆ ที่ไม่กล้วย EP6 : “กล้วยปิ้ง” ชื่อเหมือนของกิน แต่จริง ๆ เป็นไม้เลื้อยดอกสวย!

📌อ่าน : เรื่องกล้วย ๆ ที่ไม่กล้วย EP5 : “กล้วยน้อย” ชื่อมีกล้วย แต่ไม่ใช่พืชวงศ์กล้วย

📌อ่าน : เรื่องกล้วย ๆ ที่ไม่กล้วย EP4 : “กล้วยแดง” ที่ไม่ใช่กล้วยแดงอินโด

📌อ่าน : “เอื้องสายปากครุย” กล้วยไม้ป่า ความงามที่ควรอยู่ในป่า

📌อ่าน : พฤกษศาสตร์น่ารู้ “เอื้องสายแสง” กล้วยไม้ป่าแสนงามที่ควรคู่ป่าธรรมชาติ

📌อ่าน : ถูกค้นพบในไทยเป็นที่แรก! “ว่านดอกสามสี” พืชไร้ใบแห่งสยาม

📌อ่าน : ชนิดใหม่ของโลก! ค้นพบ “กระเจียวเทพอัปสร” พืชวงศ์ขิง สกุลขมิ้น จากเมืองสามหมอก

📌อ่าน : เรื่องกล้วย ๆ ที่ไม่กล้วย EP3 : “กล้วยมูสัง” กล้วยของชะมด ที่ไม่ใช่พืชวงศ์กล้วย

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

ที่มาข้อมูล: ธวัชพงศ์ บุญมา นิสิตปริญญาเอก หลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ม.มหาสารคาม

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

"เซบา บาสตี้" นิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ม.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover

บทความที่เกี่ยวข้อง

หมึกสักไวต่อแสง! นักวิจัยใช้แสงเปลี่ยนรอยสัก ให้เข้มหรือจางในไม่กี่วินาทีวิทยาศาสตร์

หมึกสักไวต่อแสง! นักวิจัยใช้แสงเปลี่ยนรอยสัก ให้เข้มหรือจางในไม่กี่วินาที

นักวิจัยพัฒนาหมึกสักเปลี่ยนสีได้ด้วยการกระตุ้นจากแสง UV ช่วยให้ลวดลายบนผิวหนังปรากฏขึ้นและลบเลือนได้ตามต้องการ และสามารถนำไปใช้ทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย

19 ต.ค. 69|1 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ? เรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน ถึงเวลาต้องย้ายเมืองหลวงหรือยังวิทยาศาสตร์

กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ? เรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน ถึงเวลาต้องย้ายเมืองหลวงหรือยัง

ภาพของกรุงเทพมหานครที่ค่อย ๆ จมลงสู่ก้นอ่าวไทยกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในสังคมอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขังหรือน้ำรอระบาย

19 ต.ค. 69|6 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ค้นพบอะมีบาสายพันธุ์ใหม่! เติบโตได้ในน้ำพุร้อนกว่า 63 องศาฯ ทำลายสถิติอะมีบาทนร้อนที่สุดวิทยาศาสตร์

ค้นพบอะมีบาสายพันธุ์ใหม่! เติบโตได้ในน้ำพุร้อนกว่า 63 องศาฯ ทำลายสถิติอะมีบาทนร้อนที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะมีบาชนิดใหม่ที่สามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 63 องศาเซลเซียส นับเป็นสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่พบว่ายูแคริโอตยังสามารถเพิ่มจำนวนได้

17 ต.ค. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ทำไม? ไฟป่าอินโดฯ ทำฝุ่นพิษอาเซียนปีนี้รุนแรงมากสิ่งแวดล้อม

ทำไม? ไฟป่าอินโดฯ ทำฝุ่นพิษอาเซียนปีนี้รุนแรงมาก

เพราะอะไร? ไฟป่าในประเทศอินโดนีเซีย จึงทำให้สถานการณ์ฝุ่นพิษในอาเซียนปีนี้ถึงรุนแรงมาก เราพาไปหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ต.ค. 69|3 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →