ซึ่งนอกจากคอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้แล้ว ยังมีคลิปสัมภาษณ์แบบเจาะ Insight ให้ข้อมูลเชิงลึกจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 8 พ.ย. นี้ด้วย โดยวันดังกล่าวตรงกับวัน STEM สากล ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นความสนใจของเยาวชนในด้านวิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) หากพร้อมแล้วตามมาดู 10 เทคโนโลยีน่าจับตามองปี 69-70 กันได้เลย!

สำหรับ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 69-70 (10 Technologies to Watch 2026-2027) สวทช. ได้จัดทำมานานกว่า 15 ปีแล้ว โดยครั้งนี้ เทคโนโลยีที่คัดมาอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และกลุ่มเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ก่อนออกมาเป็นทั้ง 10 เทคโนโลยีดังนี้

1. เอไอเลียนแบบสมอง (Neuromorphic AI, nAI)
สำหรับแนวทางพัฒนา AI ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ การออกแบบการทำงานของ AI ให้ทำงานเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ คือมีโครงสร้างวงจรคล้ายกับการจัดเรียงตัวของเซลล์ประสาท และมีการส่งสัญญาณปรากฏคล้ายยอดคลื่นและท้องคลื่น ได้ผลลัพธ์การประมวลผลที่รวดเร็วขึ้น ตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ โดยใช้พลังงานที่ต่ำมาก
ข้อดีอีกอย่างก็คือ การเรียนรู้เป็นแบบเกิดขึ้นบนอุปกรณ์นั้นได้ทันที (on-device learning) จึงเหมาะกับอุปกรณ์พกพาและ IoT มาก เพราะไม่เสียเวลาและพลังงานส่งขึ้นคลาวด์ก่อนส่งกลับลงมาอีกครั้ง อีกทั้งยังทนทานต่อสัญญาณรบกวน ทำให้เหมาะกับการใช้งานจริงมาก
โดยแนวทางการพัฒนาเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีแรงขับดันมาจากความต้องการ AI ที่ทำงานบนอุปกรณ์พกพา, IoT, หุ่นยนต์ หรือระบบที่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลานั่นเอง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากวารสาร Nature Communications 2025 ระบุว่า neuromorphic computing กำลังเข้าสู่ช่วงการเริ่มใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยเห็นความก้าวหน้าชัดเจนใน 3 ด้านคือ ในด้านฮาร์ดแวร์ เกิดการพัฒนาชิปแบบ neuromorphic รุ่นใหม่ๆ เช่น Intel Loihi 2, IMB TrueNorth และ BrainChip Akida เช่นเดียวกับการพัฒนาอุปกรณ์ synapse ที่ใช้เชื่อมต่อชิปแต่ละตัว ขณะที่ในด้านซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาอัลกอริทึมรุ่นใหม่ ๆ ที่เหมาะจะนำมาใช้กับกระบวนการ deep learning อีกด้วย
ข้อมูลจากหลายสำนักคาดการณ์ว่า ตลาดสำหรับ neuromorphic computing จะเติบโตถึงระดับ 8,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2030 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 20-25%
นำ AI เลียนแบบสมองไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้าง?
การที่สถาปัตยกรรมเลียนแบบสมองประหยัดไฟมากกว่าและทำงานรวดเร็วกว่า AI ทั่วไป 10–100 เท่า จึงเหมาะใช้เป็นเซนเซอร์ IoT และ Smart City ที่ตรวจจับเหตุการณ์หรือสัญญาณชีพแบบเปิดทำงานตลอดเวลา (always-on) ได้โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงาน อีกทั้งยังเรียนรู้และประมวลผลจบในตัวเครื่อง (on-device) ไม่ต้องรอรับส่งข้อมูลจากคลาวด์ จึงตอบสนองฉับไวในระดับ 1 ใน 1,000 วินาที nAI จึงเป็นขุมพลังหลักให้ยานยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ในอนาคต ที่ช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความล่าช้า เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ พร้อมกับลดต้นทุนพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดสวมใส่ได้ เพื่อตรวจจับเสียง การเคลื่อนไหว หรือสัญญาณชีพก็ต้องการ nAI ที่ต้องการพลังงานระดับต่ำมากเช่นนี้
โดยทั้งหมดนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมได้ในช่วงเวลาตั้งแต่ 1-5 ปีนับจากนี้

2. ควอนตัมเซนซิง (Quantum Sensing, QS)
ด้วยความที่ประเทศไทย มีเกษตรกรจำนวนมาก และภาคเกษตรกรรมเป็นภาคที่มีผลกระทบสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ความไม่แน่นอนของผลผลิตเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้เกษตรกรจัดการทรัพยากรได้แม่นยำขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีควอนตัม โดยเฉพาะควอนตัมเซนซิง (Quantum Sensing, QS) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เริ่มเห็นผลได้จริงในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า
อธิบาย Quantum Sensing ก็คือ การใช้เซนเซอร์ความไวสูงที่อาศัยคุณสมบัติควอนตัม เช่น superposition และ single photon detection ทำให้ตรวจวัดสารอาหารในดิน ความชื้น โครงสร้างใต้ดิน และโรคพืชได้ละเอียดถึงระดับโมเลกุล ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Quantum Gravimeter ที่ใช้คลื่นอะตอมเย็นวัดแรงโน้มถ่วงเพื่อตรวจสอบน้ำบาดาล โพรง และดินทรุดได้โดยไม่ต้องเจาะ ขณะที่ NV Diamond Magnetometer ที่ใช้สปินของอิเล็กตรอนตรวจความเครียดของพืชและธาตุอาหารในดินพร้อมความสามารถในการติดตั้งบนโดรน และ Quantum Imaging / Photon Sensors ที่ใช้โฟตอนเดี่ยวตรวจสารปนเปื้อนระดับหนึ่งในพันล้านส่วน (ppb) และตรวจรากพืชแบบไม่ทำให้เกิดความเสียหาย
ทั้งนี้ เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยตลาด Quantum Sensors ทั่วโลกซึ่งมีมูลค่าประเมินราว 860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2026 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2031 โดยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 13% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคเกษตรและน้ำของไทย
เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง ผลผลิตที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตจากพันธุ์ข้าวหรือพืชเศรษฐกิจอื่น จะมีความแม่นยำในการจัดการน้ำ ปุ๋ย และคุณภาพดินมากขึ้น ทำให้เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ หากอ้างอิงจากแนวโน้มตลาดโลก ภาคเกษตรที่ใช้เทคโนโลยี QS สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหลายพันล้านบาทต่อปีต่อประเทศ จากการลดการสูญเสียผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปุ๋ย
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีงานวิจัยด้านเซนเซอร์ขนาดจิ๋วอยู่ ขณะที่ สวทช. ก็มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “ลันตา” ที่สามารถสนับสนุนการประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์เหล่านี้ได้ ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นผู้ใช้งานเชิงระบบ (system integrator) ในภาคเกษตร น้ำ และสิ่งแวดล้อมได้
เทคโนโลยีควอนตัม โดยเฉพาะ Quantum Sensing จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของเกษตรกรรมยั่งยืนในอนาคต

3. โฟโทนิกส์ (Photonics)
เทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (Photonics) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 โดยมีมูลค่าตลาดโลกที่น่าจับตามองอย่างมาก คาดการณ์ว่าจะเติบโตจาก 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 สู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.3% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นผู้นำตลาดโลก โดยครองส่วนแบ่งสูงถึง 64% สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีแสงที่ไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสาร แต่ยังครอบคลุมถึงระบบเซนเซอร์และการตรวจวัดที่มีความไวสูงในลักษณะเดียวกับเทคโนโลยีควอนตัมเซนซิง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรแม่นยำ
หัวใจสำคัญของการปฏิวัติเทคโนโลยีนี้คือ Silicon Photonics (SiPh) ซึ่งเป็นตลาดย่อยที่เติบโตเร็วที่สุดถึง 25% ต่อปี เพื่อตอบโจทย์การรับส่งข้อมูลมหาศาลในยุค AI ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี Co-Packaged Optics (CPO) ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ลงได้ถึง 50-60% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม
นอกจากนี้ โฟโทนิกส์ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนในหลากหลายมิติ ทั้งนวัตกรรมทางการแพทย์ (Biophotonics), ยานยนต์ไร้คนขับ (LiDAR), และเป็นรากฐานสำคัญสู่ Quantum Photonics ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเผยให้เห็นถึงสิ่งที่เครื่องมือทั่วไปมองไม่เห็น นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นในระดับโมเลกุล
สำหรับประเทศไทย ได้มีการวางยุทธศาสตร์ "สยามซิลิกา (Siam Silica)" เพื่อยกระดับประเทศจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์สู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ขั้นสูง โดยไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นและมีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในกลุ่ม Midstream โดยเฉพาะการบรรจุภัณฑ์ชิปแสง (Advanced Packaging) และการผลิตโมดูลส่งสัญญาณความเร็วสูง (Optical Modules & Transceivers)
ทั้งนี้ สวทช. พร้อมให้การสนับสนุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้วย ทั้งการออกแบบ Photonic IC และการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ "ลันตา" (Lanta) เพื่อประมวลผลข้อมูลและจำลองระบบที่ซับซ้อน ช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นผู้พัฒนาบูรณาการระบบ (System Integrator) และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

4. ปุ๋ยชีวภัณฑ์เพื่อการเกษตรในอนาคต (Biofertilizers Optimizing Organic Soil for Tomorrow, BOOST)
ปัญหาสำคัญของประเทศเกษตรกรรม เช่น ไทย ก็คือ ต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีมากกว่า 94,000 ล้านบาทต่อปี และจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตปุ๋ยหลักของโลก ส่งผลให้ราคาปุ๋ยผันผวนรุนแรงและขาดแคลน กระทบต่อต้นทุนและภาระหนี้สินของเกษตรกร นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นยังก่อให้เกิดปัญหาดินเสื่อมสภาพ โดยดินในพื้นที่เกษตรไทยกว่า 33% คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภัณฑ์เพื่อการเกษตรในอนาคต (Biofertilizers Optimizing Organic Soil for Tomorrow, BOOST) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ เพราะเป็นการนำจุลินทรีย์ที่มีกลไกส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชอย่าง ราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma), แบคทีเรียบาซิลลัส (Bacillus) แบคทีเรีย สเตรปโตมัยซิส (Streptomyces) และแบคทีเรียซูโดโมแนส (Pseudomonas) มาใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อทดแทนและลดการใช้ปุ๋ยเคมี
จุลินทรีย์เหล่านี้ มีกลไกส่งเสริมพืชหลายแบบ เช่น ผลิตฮอร์โมนพืช ละลายฟอสเฟตและโพแทสเซียมในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย จึงนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีในอัตราที่ลดลงเพื่อช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและลดสารตกค้างในดิน ใช้ผสมกับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อร่นเวลาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เหลือเพียง 1 เดือน จากปกติ 3–6 เดือน ใช้หลายสายพันธุ์ที่ทำงานเสริมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ สายพันธุ์เดี่ยว หรืออาจออกแบบสูตรจุลินทรีย์เฉพาะตามชนิดพืช ชนิดดิน และสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่
แม้เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนวิจัย พัฒนา และขยายผล แต่ Strategic Market Research และ Technavio (2568) คาดการณ์ว่า ตลาดปุ๋ยชีวภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 10-15% ต่อปี จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความปลอดภัยและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก เทคโนโลยีนี้จึงน่าจะเข้ามาทดแทนปุ๋ยเคมีได้ โดยหากทดแทนได้ร้อยละ 10 ก็จะประหยัดเงินประเทศได้ถึง 10,000 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรส่งออกได้ 15-30%
ทั้งนี้ ไบโอเทค สวทช. มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี BOOST ทั้งด้านบุคลากรวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ก็คือ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติซึ่งเป็นแหล่งจัดเก็บจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยของประเทศ พร้อมกันนี้ยังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตคุณภาพสูงสู่ชุมชนและเอกชน เพื่อลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี ฟื้นฟูระบบนิเวศดิน ยกระดับมาตรฐานผลผลิตสู่สากล และผลักดันเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

5. นวัตกรรม "หน้ากากชีวภาพ" แห่งอนาคต (Precision Respiratory Microbiome Programming, PRMP)
จากวิกฤตการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยเรื่องน่ากังวลก็คือ ฝุ่นพิษ PM2.5 นอกจากเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก ยังเป็น "พาหะระดับนาโน" ที่นำสารพิษ ทั้งโลหะหนัก สารประกอบอินทรีย์ก่อมะเร็ง (PAHs) และไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายของเรา หน้ากากอนามัยทั่วไปเป็นอุปกรณ์ป้องกันทาง “กายภาพ" ที่ไม่อาจปกป้องเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจได้ ส่วนหน้ากากประสิทธิภาพสูงอย่าง N95 ที่สกัดกั้นอนุภาคฝุ่นได้ดี ก็ทำให้หายใจลำบาก จนยากต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยี Precision Respiratory Microbiome Programming (PRMP) อาจเป็นวิธีการแบบใหม่ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
เทคโนโลยี PRMP อาศัยการต่อยอดความสำเร็จด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) เช่น การดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรียในลำไส้ให้กลายเป็นยารักษาโรค โดยมีระบบล็อกการเติบโตด้วย “อาหารจำเพาะ” เพื่อความปลอดภัย PRMP เป็นการใช้แนวคิด "ยามีชีวิต" (Living Medicines) มาประยุกต์ใช้กับระบบทางเดินหายใจ โดยเปลี่ยนจุลินทรีย์ประจำถิ่นในโพรงจมูกที่เคยทำงานแบบสุ่ม ให้กลายเป็น “หน้ากากชีวภาพ” (Biological Mask) หรือ "โรงงานฟอกอากาศจิ๋ว" ที่มีความแม่นยำสูง
หน้ากากชีวภาพนี้มีกลไกทำงานที่ผสานกันอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นด้วยการใช้สเปรย์พ่นจมูกสารผสมที่มี “แบคทีเรียที่ผ่านการคัดสรร” และ "สารอาหารจำเพาะ" ด้วยวิธีการแบบนี้ แบคทีเรียทั่วไปจึงเข้าสู่ระบบไม่ได้ แต่แบคทีเรียเป้าหมายสามารถใช้สารอาหารจำเพาะช่วยในการเติบโต แข่งขันกับจุลินทรีย์เจ้าถิ่นในบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจ จากนั้นแบคทีเรียดังกล่าวจะสร้างเยื่อเมือก (Biofilm) ตามที่ถูก "เขียนโปรแกรมทางพันธุกรรม” ไว้ เยื่อเมือกทำหน้าที่เป็นตาข่ายดักจับฝุ่นและโลหะหนักไม่ให้สัมผัสเซลล์เยื่อบุ
แบคทีเรียดังกล่าวยังมีกลไก Sense-and-Treat ซึ่งจะทำงานเมื่อเซนเซอร์ของแบคทีเรียสัมผัสกับอนุมูลอิสระจากฝุ่นพิษ ก็จะหลั่งเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระและสารลดการอักเสบออกมาปกป้องเซลล์แบบเรียลไทม์ ทำให้ได้เป็น “ระบบควบคุมความปลอดภัย” ที่ออกแบบให้แบคทีเรียมี "สวิตช์ปิด-เปิด" ในระดับดีเอ็นเอ ทันทีที่เราหยุดพ่นสเปรย์เพื่อตัดแหล่งอาหารเฉพาะ แบคทีเรียเหล่านี้จะอยู่รอดต่อไปไม่ได้และถูกขับออกจากร่างกายตามกลไกธรรมชาติ นับเป็นระบบที่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง
เทคโนโลยี PRMP จึงอาจช่วยแก้ปัญหา PM2.5 ที่ต้นตอระดับเซลล์ ประเทศไทยโดย สวทช. พร้อมที่จะผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมี "คลังจุลินทรีย์ระดับชาติ (Biobank)" ที่มีสายพันธุ์ท้องถิ่นเหมาะกับคนไทย รวมถึงมีคลังข้อมูลจีโนมขนาดใหญ่ทำให้นักวิจัยทำ Data mining ค้นหายีนที่มีประโยชน์ มาใช้สร้างโปรแกรมสั่งการแบคทีเรียได้

6. "เซลล์บำบัดข้ามสายพันธุ์" ชาร์จพลังงานชีวิตด้วยกลไกพืช (Cross-Species Bioenergy Therapy, CSBT)
ความเสื่อมถอยของร่างกายมนุษย์และโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ล้วนมีจุดกำเนิดร่วมกันที่ระดับเซลล์ นั่นคือภาวะคล้าย "แบตเตอรี่เสื่อม" เมื่อไมโทคอนเดรียซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ทำงานถดถอยลง ส่งผลให้เกิดความเครียดจากอนุมูลอิสระและระดับพลังงาน (ATP) ลดต่ำลงจนเซลล์ตายลงในที่สุด
วิธีการทางการแพทย์ในปัจจุบัน มุ่งเน้นที่การประคับประคองอาการ แต่ไม่สามารถชาร์จพลังงานเพื่อฟื้นฟูเซลล์ที่กำลังจะตายให้กลับมาแข็งแรงได้ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดทางชีววิทยานี้ จึงเกิดแนวคิดใหม่ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Cross-Species Bioenergy Therapy (CSBT) หรือ “เซลล์บำบัดข้ามสายพันธุ์” ขึ้น เป็นการผสาน "ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ" เข้ากับ "วิศวกรรมขั้นสูง" (นาโนเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์) โดยหยิบยืม "กลไกการสังเคราะห์แสง" ซึ่งเป็นระบบสร้างพลังงานของพืช มาติดตั้งเป็นระบบพลังงานสำรองให้กับเซลล์มนุษย์ที่กำลังเสื่อมสภาพ ถือเป็นการพลิกโฉมแนวคิดการรักษาโรคที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันอีกต่อไป
กลไกของ CSBT เริ่มต้นด้วยการสกัด "หน่วยสังเคราะห์แสงขนาดนาโน" (NTUs) จากพืช แล้วนำมาห่อหุ้มด้วย "เสื้อคลุมพรางตัว" ที่ทำจากเยื่อหุ้มเซลล์เป้าหมาย ทำให้หลบหลีกจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ได้ จากนั้นจึงนำส่งหน่วยสังเคราะห์แสงเหล่านี้เข้าสู่เนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ แต่เนื่องจากแสงจากภายนอกไม่สามารถส่องทะลุเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกได้ จึงมีการนำวิศวกรรมมาช่วยโดยการฝังอุปกรณ์หลอดไฟ Micro-LED ขนาดจิ๋วลงไปด้วย อุปกรณ์นี้สามารถรับส่งพลังงานแบบไร้สายทะลุผ่านชั้นผิวหนัง และควบคุมการเปิด-ปิดแสงได้อย่างแม่นยำผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน
ทันทีที่แสงถูกเปิดขึ้น หน่วยสังเคราะห์แสงในเซลล์สัตว์จะถูกกระตุ้นให้ทำงานเสมือน "เตาปฏิกรณ์ชีวภาพจิ๋ว" ที่เข้าไปกอบกู้เซลล์ที่กำลังป่วย โดยเริ่มจากการผลิตพลังงานกู้ชีพคือ ATP และ NADPH ขึ้น เพื่อฟื้นฟูระดับพลังงานให้กับเซลล์ที่อ่อนล้าโดยตรง และช่วยรักษาสมดุลแคลเซียม ก่อนเสียสมดุลทำให้เซลล์ตาย นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เยื่อหุ้มเซลล์ เป็นการฟื้นฟูโครงสร้างทางกายภาพ ทำให้เซลล์มีชีวิตชีวาอีกครั้ง และที่สำคัญยังช่วยซ่อมแซมเครือข่ายออร์แกเนลล์ ที่เป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ ภายในเซลล์ให้กลับมาทำงานประสานกันเป็นปกติ
กลไกทั้งหมดนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยยับยั้งกระบวนการเสื่อมสลาย แต่ยังกระตุ้นให้เซลล์สามารถซ่อมแซมตัวเองจากภายในได้ เทคโนโลยีนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้าง Power Bank ให้แก่เซลล์มนุษย์ จึงมีศักยภาพในการพลิกโฉมการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมได้ทั้งหมด ตั้งแต่โรคระบบประสาท โรคข้อเข่าเสื่อม การฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจ เวชศาสตร์ชะลอวัย ไปจนถึงการยืดอายุอวัยวะเพื่อรอการปลูกถ่าย

7. รีโปรแกรมเซลล์เพื่อย้อนกลับความแก่ชรา (Partial Reprogramming: Toward Reversing Human Aging)
Partial Reprogramming คือหนึ่งในเทคโนโลยีชีวภาพที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “ชะลอวัย” แต่ต้องการ “ย้อนกลับความแก่” ของเซลล์ ให้กลับมาทำงานใกล้เคียงวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง โดยมีแนวคิดหลักคือ ความแก่ของเซลล์อาจไม่ได้เกิดจากการสะสมความเสียหายเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสูญเสีย “ข้อมูลชีวภาพ (epigenetic information)” ที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการทำงาน เปรียบเสมือน “โปรแกรมชีวิต” ที่ค่อย ๆ ผิดเพี้ยนไปตามอายุ
Partial Reprogramming จึงพยายาม “รีเซตโปรแกรมความแก่” ของเซลล์บางส่วน โดยเลียนแบบกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะตัวอ่อน ทำให้เซลล์อ่อนเยาว์ขึ้น โดยยังคงหน้าที่เดิมไว้ เช่น เซลล์ประสาทยังคงเป็นเซลล์ประสาท ไม่ได้ย้อนกลับเป็น stem cell อย่างสมบูรณ์
ผลการทดลองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกคือ นักวิทยาศาสตร์สามารถฟื้นฟูการมองเห็นในหนูทดลองแก่ กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นประสาท ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และยืดอายุขัยในสัตว์ทดลองได้ ผ่านการใช้ยีนและโปรตีนที่เรียกว่า reprogramming factors เช่น OSK (Oct4, Sox2, Klf4)
ปัจจุบัน บริษัท Life Biosciences จากสหรัฐอเมริกากำลังพัฒนา ER-100 ซึ่งเป็นยีนบำบัดสำหรับโรคเส้นประสาทตา และเข้าสู่การทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 แล้ว ทำให้หลายฝ่ายมองว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเวชศาสตร์ฟื้นสภาพ (regenerative medicine) และเทคโนโลยีชีวภาพอายุขัย (longevity biotechnology) โดยเทคโนโลยีนี้มีแนวโน้มเริ่มจากการฟื้นฟูเฉพาะอวัยวะ เช่น ดวงตา ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ก่อนขยายไปสู่การฟื้นฟูหลายอวัยวะหรือทั้งร่างกายในอนาคต
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรม Longevity Biotechnology ของประเทศ ภายใน 5 ปี ผ่านจุดแข็งด้านนาโนเทคโนโลยี ระบบนำส่งยีน, ระบบทดสอบด้าน Longevity, และการพัฒนาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยที่สามารถเลียนแบบ Partial reprogramming บางส่วนได้ เพื่อต่อยอดสู่นวัตกรรมภายใต้ Longevity Economy
หาก AI คือเทคโนโลยีที่ disrupt โลกของข้อมูลและระบบเศรษฐกิจโลก Partial Reprogramming อาจเป็นเทคโนโลยีที่เริ่ม disrupt “ความแก่ชรา” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตมาโดยตลอด

8. การพิมพ์สามมิติแบบปริมาตร (Volumetric Additive Manufacturing, VAM)
การพิมพ์สามมิติแบบปริมาตร หรือ VAM เป็นเทคโนโลยีที่สร้างชิ้นงานขึ้นมาพร้อมกันทั้งชิ้นในแทบพริบตา โดยชิ้นงานที่ได้มีความเรียบเนียนและแข็งแรงสม่ำเสมอ ช่วยแก้ข้อจำกัดของเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบเดิมที่ต้องขึ้นรูปทีละชั้น ใช้เวลานาน และบางครั้งเกิดรอยต่อระหว่างชั้นได้
หลักการทำงานของเทคโนโลยี VAM คือ การฉายแสงเข้าไปในภาชนะที่บรรจุเรซินไวแสง (photopolymer) เพื่อกระตุ้นให้วัสดุแข็งตัวเป็น “โครงสร้างสามมิติ” พร้อมกันทั้งชิ้นงานในครั้งเดียว กระบวนการนี้ใช้เวลาแค่หลักวินาทีจนถึงไม่กี่นาที และทำให้ได้ชิ้นงานที่มีสมบัติเชิงกลสม่ำเสมอทุกทิศทาง นอกจากนี้ยังใช้กับเรซินที่มีความหนืดสูงและวัสดุชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยี VAM แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Computed Axial Lithography (CAL) หรือ Tomographic VAM ที่มีหลักการทำงานคล้ายกับเครื่องซีทีสแกนแบบย้อนกลับ คือฉายแสงรอบทิศทางเพื่อสร้างชิ้นงานขึ้นมา, Xolography ที่อาศัยการตัดกันของแสงสองความยาวคลื่นเพื่อให้เกิดการแข็งตัวเฉพาะจุดที่กำหนดอย่างแม่นยำ และ Holographic VAM ที่ล่าสุดนักวิจัยจาก Tsinghua University ได้พัฒนาเทคโนโลยี Digital Incoherent Synthesis of Holographic Light Fields (DISH) ซึ่งสร้างชิ้นงานสามมิติได้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 0.6 วินาที ด้วยการควบคุมสนามแสงแบบโฮโลกราฟิกแม่นยำสูง
ปัจจุบัน VAM ก้าวพ้นจากห้องวิจัยไปสู่ระยะเริ่มต้นเชิงพาณิชย์แล้ว มีเครื่องพิมพ์จากสตาร์ตอัป อย่าง Xolo GmbH, Readily3D และ PERFI Technologies ออกสู่ตลาด และเริ่มใช้งานในสถาบันวิจัยชั้นนำทั่วโลก คาดว่าภายในปี ค.ศ. 2026-2028 จะเห็นการใช้งานอย่างแพร่หลายตามโรงพยาบาลและโรงงานผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูง และจะเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อน “การแพทย์เฉพาะบุคคล” เช่น การผลิตอุปกรณ์ เช่น “เฝือกสบฟัน” หรือ “พิมพ์หู” ที่ปกติต้องรอหลายวัน กลายเป็นผลิตใช้งานได้ทันทีเมื่อมาพบแพทย์ ขณะที่ด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ก็จะมีบทบาทสำคัญในการผลิตเลนส์ความละเอียดสูงสำหรับสมาร์ตโฟนหรือเซนเซอร์ และการผลิตชิปวิเคราะห์สารเคมี เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี VAM ซึ่งผสมผสานศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์, ทัศนศาสตร์ และวัสดุศาสตร์เข้าด้วยกัน อาจเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะมาเปลี่ยนบทบาทของประเทศ จาก “ผู้ซื้อ” เป็น “ผู้สร้าง” นวัตกรรม และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ไทย โดย สวทช. ได้ร่วมขับเคลื่อนการวิจัยด้านวัสดุ เช่น เรซินไวแสงเกรดทางการแพทย์ หมึกชีวภาพ เพื่อลดการนำเข้า ทำหน้าที่เป็นแกนกลางร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ และสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับโรงพยาบาลชั้นนำเพื่อผลักดันเทคโนโลยีนี้

9. คอนกรีตจากการใช้ประโยชน์ CO2 ที่ดักจับได้ (CO2–Mineralized Concrete, CMC)
เนื่องจากอุตสาหกรรมคอนกรีตและปูนซีเมนต์ เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของโลก โดยเฉพาะกระบวนการผลิตปูนเม็ดซึ่งต้องเผาหินปูนที่อุณหภูมิสูง ทำให้เกิดการปล่อย CO2 ทั้งจากปฏิกิริยาเคมีและการใช้พลังงาน สำหรับประเทศไทย ภาคอุตสาหกรรมซีเมนต์มีสัดส่วนการปล่อย CO2 สูงถึง 51% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิต
ในบริบทของเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป และมาตรฐาน ESG ได้กลายเป็นกติกาใหม่ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์ เทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization, CCU) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะแนวคิด “CO2-mineralized concrete” หรือ CMC ได้แก่ การนำคอนกรีตที่ดักจับ CO2 ได้กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบ
การผลิตคอนกรีตโดยทั่วไปต้องมีการผลิตปูนเม็ดซึ่งปล่อย CO2 สูงมาก แต่เทคโนโลยีนี้จะดักจับ CO2 จากก๊าซไอเสียอุตสาหกรรม แล้วนำมาทำปฏิกิริยากับแคลเซียม (Ca²⁺) จนเกิดเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีตทดแทนการใช้ปูนเม็ด โดยทำได้หลายวิธี ทั้งการฉีด CO2 ลงในคอนกรีตระหว่างผสม การบ่มคอนกรีตด้วย CO2 หรือการผลิต CaCO3 ล่วงหน้าก่อนนำไปผสม ช่วยลดการใช้ปูนเม็ด และยังช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในโครงสร้างของคอนกรีตอย่างถาวร ส่งผลให้คาร์บอนฟุตพรินต์ของวัสดุก่อสร้างลดลง และอาจพัฒนาไปสู่คอนกรีตคาร์บอนลบ (carbon negative concrete) ได้ ในกรณีที่ใช้ร่วมกับแนวทางอื่น เช่น การใช้พลังงานทดแทน และการใช้ของเสียอุตสาหกรรมเป็นแหล่ง Ca2+
ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิต CMC เริ่มมีการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมแล้ว โดยเฉพาะการฉีด CO2 ระหว่างการผสมคอนกรีต และการบ่มคอนกรีตด้วย CO2 ในอุตสาหกรรมคอนกรีตสำเร็จรูป (precast) ซึ่งลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ 20-50% โดยตลาดคอนกรีตที่ผสานเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน ค.ศ. 2033 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 19.5%
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีทั้งอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่และความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ภาคเอกชนเริ่มปรับตัวเพื่อลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ขณะที่หน่วยงานวิจัยอย่างเช่น สวทช. ก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี CCU การใช้ของเสียอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบ และการผลักดันมาตรฐานวัสดุก่อสร้างใหม่
แม้ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่คอนกรีตจาก CO2 ที่ดักจับได้ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนอุตสาหกรรมก่อสร้างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

10. เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor, SMR)
กระแสการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ทำให้หลายประเทศต้องปรับระบบพลังงานไปสู่แหล่งพลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญคือการผลิตพลังงานให้เพียงพอและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและความร้อน พลังงานนิวเคลียร์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ดังกล่าว และเริ่มปรากฏอยู่ในแผนพลังงานของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 10–300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า ออกแบบเป็นระบบโมดูลาร์ที่แยกเป็นหลายโมดูลในเครื่องเดียว และใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์น้ำมวลเบาที่มีการใช้งานมายาวนาน จึงพัฒนาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้กฎระเบียบในการกำกับดูแลที่มีอยู่เดิมได้
จุดแข็งของเทคโนโลยี SMR คือ ระบบโมดูลาร์ที่ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานและนำมาประกอบติดตั้งหน้างาน จึงช่วยให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว ลดต้นทุนในระยะยาว อีกทั้งการออกแบบให้มีระบบความปลอดภัยแบบแพสซีฟ ที่ใช้แรงโน้มถ่วงในการขับเคลื่อน และมีความซับซ้อนของระบบลดลง ส่งผลให้ควบคุมเหตุฉุกเฉินและวางแผนการลงทุนได้ง่ายกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ด้านการใช้ประโยชน์ นอกจากใช้ผลิตไฟฟ้าแล้วยังใช้ผลิตความร้อนคุณภาพสูง ผลิตน้ำจืด หรือใช้ผลิตไฟฟ้าควบคู่กับพลังงานทดแทนอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย
สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) หรือ ไออีเอ (IEA) ระบุว่าในปีที่ผ่านมาพลังงานนิวเคลียร์มีการใช้งานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเทคโนโลยี SMR ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศใหม่เข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้ได้มากขึ้น ปัจจุบันมี SMR ที่เดินเครื่องแล้ว 2 แห่ง คือ HTR-PM ของจีน และ KLT-40S ของรัสเซีย ขณะที่หลายประเทศได้ลงนามสัญญาการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ โดยคาดว่าจะเดินเครื่องอย่างช้าต้นทศวรรษหน้า เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ส่วนในอาเซียนมีอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
ในประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้บรรจุเทคโนโลยี SMR ไว้ในแผนวิสาหกิจ 5 ปี และมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ขณะที่คณะกรรมาธิการการพลังงานของวุฒิสภาก็กำลังผลักดันให้มีการขับเคลื่อนในเชิงนโยบาย สวทช. มีความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเป็นสมาชิกของ Hub of Talent ด้าน SMR และยังร่วมวิจัยกับหลายมหาวิทยาลัย ทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การทำความเข้าใจการรับรู้เรื่อง SMR ของประชาชน การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างเหมาะสม และการประเมินความพร้อมเชิงเทคโนโลยี

สรุปภาพรวม 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง 2569-70
ในภาพรวม 10 เทคโนโลยีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมของเทคโนโลยีหลายกลุ่ม เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ ดังเห็นได้จากเทคโนโลยีเอไอที่เลียนแบบระบบทางชีวภาพ และทำให้เกิดจุดเด่นใหม่ที่ดีกว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิม
ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะกลไกการทำงานระดับเซลล์ทำให้เรารับมือปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการเพิ่มพลังร่างกาย หรือแม้แต่การย้อนวัยที่ไม่เคยทำได้มาเลยก่อนหน้านี้ และยังเปิดให้เห็นโอกาสการใช้ประโยชน์จาก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ในการเกษตรเพื่ออนาคต เช่น การสร้างปุ๋ยที่เหมาะกับประเทศไทยมากที่สุด
ในจำนวนนี้แม้ว่าบางเรื่องอาจจะฟังดูเรื่องยากสำหรับประเทศไทย แต่ก็ล้วนเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง ที่นักวิจัยเชื่อว่าจะส่งผลกระทบในเร็ววัน
ด้านวัสดุศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปมาก ทั้งเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติอย่างรวดเร็วกว่าเดิมมาก ไปจนถึงการสร้างคอนกรีตที่ช่วยลด CO2 ไปพร้อม ๆ กันในตัว เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ จากโรงงานที่มีขนาดเล็กกว่าเดิมและปลอดภัยกว่าเติม ก็อาจเข้ามามีส่วนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยเช่นกัน
ทั้ง 10 เทคโนโลยีที่ได้รับการคัดสรรว่าน่าจับตามองในครั้งนี้ คือเทคโนโลยีใหม่ที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งกับการแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลกและช่วยแก้ปัญหาบางอย่างของมนุษย์ แต่ที่สำคัญคือหลายเทคโนโลยีในจำนวนนี้ ประเทศไทยและนักวิจัยไทยมีศักยภาพจะเข้าไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกได้ด้วยเช่นกัน
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech





