ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เปิดโลกควอนตัม ครบ 100 ปี เราค้นพบอะไรมาบ้าง และอะไรรอเราอยู่ในอนาคต
เทคโนโลยี

เปิดโลกควอนตัม ครบ 100 ปี เราค้นพบอะไรมาบ้าง และอะไรรอเราอยู่ในอนาคต

พุทธานุภาพ ศิลแสน18 ก.พ. 6918 นาที18 ก.พ. 69

ในทุกวันนี้ คำว่า ‘ควอนตัม’ แทบจะแทรกซึมอยู่รอบตัวเราอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้องเรียน กระแสบนโซเชียลมีเดีย สื่อบันเทิง

ขนาดตัวอักษร

ในทุกวันนี้ คำว่า ‘ควอนตัม’ แทบจะแทรกซึมอยู่รอบตัวเราอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้องเรียน กระแสบนโซเชียลมีเดีย สื่อบันเทิง หรือแม้แต่ในระดับนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ กลศาสตร์ควอนตัมจึงเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนความเป็นไปของเทคโนโลยีของโลก ในปี 2026 นี้ ถือเป็นหมุดหมายที่พิเศษที่สุด เพราะเรากำลังร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของกลศาสตร์ควอนตัม นับตั้งแต่การวางรากฐานโดยแวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์กในปี 1925

การเดินทางตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคดิจิทัลเข้าสู่ยุคควอนตัมอย่างเต็มตัว เราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อย่างไร จึงกลายเป็นคำถามสำคัญ เพื่อให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่รอเราอยู่ในอนาคต เราได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในแง่เทคโนโลยี ความปลอดภัย และทิศทางของโลก มาตอบข้อสงสัยให้ชัดเจนในบทความนี้

แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี ค.ศ. 1932 ภาพจาก German Federal Archives

1) เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ไฮเซนแบร์กค้นพบอะไร ?

ก่อนปี 1925 โลกฟิสิกส์ยังใช้แบบจำลองอะตอมของโบร์ (Niels Bohr) ที่มองว่าอิเล็กตรอนวิ่งเป็นวงกลมเหมือนดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ แต่ไฮเซนแบร์กไม่เชื่อว่านั่นคือภาพที่ถูกต้อง เพราะเราไม่เคยเห็นวงโคจรนั้นจริง ๆ และสิ่งที่เราได้คือความถี่และความเข้มแสงที่อะตอมคายออกมาเท่านั้น

ไฮเซนแบร์กได้สร้างระบบคณิตศาสตร์ขึ้นมาใหม่เพื่ออธิบายเฉพาะสิ่งที่วัดได้จริง และพบว่าปริมาณทางฟิสิกส์ เช่น ตำแหน่งและโมเมนตัม ไม่ใช่ตัวเลขแบบปกติ แต่ทำงานเหมือนกับตารางตัวเลขที่เราเรียกว่าเมทริกซ์ ด้วยคุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกันระหว่างตัวเลขกับเมทริกซ์ นำไปสู่การค้นพบ หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนแบร์ก (Heisenberg’s Uncertainty Principle) อันโด่งดัง

หลักความไม่แน่นอนได้บอกกับเราว่า ธรรมชาติมีขีดจำกัดของการรับรู้ เราไม่สามารถรู้ตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคให้แม่นยำที่สุดพร้อมกันได้ ยิ่งเราพยายามมองหาอนุภาคให้ชัดเจนมากแค่ไหน โมเมนตัมและความเร็วของอนุภาคที่วัดได้ก็จะยิ่งผิดพลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่ว่าเครื่องมือวัดของเราไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะธรรมชาติเป็นแบบนี้

นอกจากตำแหน่งกับโมเมนตัมแล้ว ยังมีคู่พลังงานกับเวลา คู่ของโมเมนตัมเชิงมุมในแต่ละแนว ฯลฯ ที่ไม่สามารถทำการวัดค่าได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมอนุภาคที่มีอายุขัยสั้นมาก ๆ ถึงมีความไม่แน่นอนของมวลสูงมาก หรือทำไมเราถึงสามารถยืมพลังงานจากสุญญากาศมาสร้างอนุภาคเสมือนได้ในระยะเวลาสั้น ๆ สิ่งเหล่านี้เรานี้เป็นผลที่ได้จากคณิตศาสตร์ที่ไฮเซนแบร์กค้นพบนั่นเอง

เปรียบเทียบการสลับที่การคูณของตัวเลขและเมทริกซ์ ตัวเลขสามารถสลับที่การคูณได้เสมอ แต่เมทริกซ์ไม่จำเป็นต้องสลับที่การคูณได้ สมบัติของเมทริกซ์นี้ส่งผลต่อลำดับของการวัดในกลศาสตร์ควอนตัม

2) ควอนตัมอยู่ใกล้ตัวเรามากแค่ไหน

เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันหลายอย่างอาศัยหลักการของฟิสิกส์ควอนตัมโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว อุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต ทำงานด้วยชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์จำนวนมหาศาล ซึ่งการทำงานของทรานซิสเตอร์นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของอิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำ หลักการเหล่านี้อธิบายได้ด้วยฟิสิกส์ควอนตัม เช่น ระดับพลังงานที่มีค่าเป็นช่วง ๆ การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในอะตอม ฯลฯ

นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง เช่น หลอด LED หน้าจอมือถือ และเลเซอร์ ก็ล้วนทำงานตามหลักการควอนตัม เมื่ออิเล็กตรอนเปลี่ยนระดับพลังงานภายในอะตอม จะเกิดการปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงหรือโฟตอน หลักการนี้ทำให้เกิดเทคโนโลยี LED และเลเซอร์ ซึ่งเอาไปใช้ในหลายด้าน เช่น เครื่องสแกนบาร์โค้ด อินเทอร์เน็ตใยแก้วนำแสง เครื่องอ่านแผ่นดิสก์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้การสื่อสาร การบันทึกข้อมูล และการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่งคือแผงโซลาร์เซลล์และระบบ GPS แผงโซลาร์เซลล์อาศัยปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งเป็นหลักควอนตัมที่อธิบายว่าแสงสามารถทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกจากอะตอมและเกิดกระแสไฟฟ้าได้ ส่วนระบบ GPS ใช้นาฬิกาอะตอมที่ทำงานจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของอะตอมตามหลักควอนตัม ทำให้สามารถคำนวณตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฟิสิกส์ควอนตัมมีบทบาทสำคัญในสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีซับซ้อนที่จับต้องไม่ได้

ทรานซิสเตอร์ ส่วนประกอบสำคัญของเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งทำงานได้ด้วยความรู้ฟิสิกส์ควอนตัม

3) คอมพิวเตอร์ควอนตัมคืออะไร ต่างจากคอมพิวเตอร์เราอย่างไร

คอมพิวเตอร์แบบฉบับ (Classical Computer) ประมวลผลข้อมูลผ่านหน่วยพื้นฐานที่เรียกว่าบิต ซึ่งเปรียบเสมือนสวิตช์ไฟที่มีเพียงสองสถานะคือ เปิด (1) หรือปิด (0) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น การประมวลผลจึงถือเป็นลักษณะของการเรียงต่อกันของคำสั่งที่ชัดเจนและเป็นลำดับขั้น ซึ่งมีข้อจำกัดมหาศาลเมื่อต้องเผชิญกับโจทย์ที่มีตัวแปรพันกันยุ่งเหยิงเกินกว่าที่ระบบเลขฐานสองจะรับไหว

ในทางตรงกันข้าม คอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นด้วยหน่วยประมวลผลที่เรียกว่าคิวบิต ซึ่งอาศัยคุณสมบัติพิเศษทางฟิสิกส์ที่เรียกว่าการซ้อนทับ (Superposition) ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นทั้งสองสถานะทั้ง 0 และ 1 ได้ ส่งผลให้สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลได้พร้อมกันในปริมาณมาก

การคำนวณของคอมพิวเตอร์ทั่วไปคือการเปลี่ยนเลข 0 เป็น 1 หรือ 1 เป็น 0 เหมือนการกดสวิตช์ปิดเปิด แต่สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัม เรามองสถานะของข้อมูลเป็นเหมือนลูกศรที่ชี้ไปยังจุดต่าง ๆ บนลูกบอลที่เรียกว่าทรงกลมบลอช (Bloch Sphere) และเมื่อเรามีคิวบิตหลายตัวที่ซ้อนทับกันและพัวพันกัน การหมุนลูกศรจะหมุนโครงสร้างความเป็นไปได้ทั้งหมดไปพร้อมกัน ซึ่งหมายความว่า แทนที่คำนวณทีละสถานะเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป เราสามารถจัดการกับชุดข้อมูลมหาศาลที่ซ้อนทับกันอยู่ได้ในการหมุนเพียงครั้งเดียว เป็นที่มาของคำว่า Quantum Parallelsim

ความท้าทายที่สุดก็คือ เมื่อคิวบิตอยู่ในสถานะซ้อนทับ ก็จะมีทั้งคำตอบที่ถูกและผิดปนกันอยู่เต็มไปหมด ถ้าเราสุ่มวัดค่าออกมาเฉย ๆ เราอาจจะได้คำตอบที่ผิดก็ได้ นักฟิสิกส์จึงใช้เทคนิคการแทรกสอดเชิงควอนตัม โดยเราจะออกแบบอัลกอริทึมให้คลื่นความน่าจะเป็นของคำตอบที่ถูกต้องเสริมกันจนมีแอมพลิจูดสูงที่สุด ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้คลื่นของคำตอบที่ผิดหักล้างกันเองจนหายไป และในตอนสุดท้าย โอกาสที่เราจะหยิบเจอคำตอบที่ถูกต้องจึงมีสูงเกือบ 100%

โจทย์บางอย่าง เช่น การแยกตัวประกอบของตัวเลขค่ามาก ๆ ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้วละก็ จะต้องไล่ตรวจสอบตัวเลขทีละชุด ซึ่งถ้าจำนวนหลักเพิ่มขึ้น เวลาที่ใช้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนถึงระดับล้านปี แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้การมองหารูปแบบของตัวเลขผ่านการแทรกสอดของคลื่นในครั้งเดียว ทำให้สามารถข้ามขั้นตอนการไล่ตรวจสอบแบบเดิม ๆ ไปได้ ทำให้ลดเวลาลงได้มหาศาล

คอมพิวเตอร์ควอนตัมจึงเก่งกว่าเพราะใช้หลักการแทรกสอดมายุบรวมขั้นตอนการทำงานมหาศาลให้เหลือเพียงไม่กี่ขั้นตอน ไม่ใช่เพราะว่าคำนวณเก่งกว่าคอมพิวเตอร์แบบฉบับแต่อย่างใด

ทรงกลมบลอช ทิศทางที่ลูกศรชี้ไปจะแสดงถึงสถานะการซ้อนทับกันของคิวบิต สังเกตว่า ลูกศรที่ชี้ไปยังทิศใด ๆ ที่ไม่ใช่ตามแกน Z จะมีการซ้อนทับกันระหว่างสัญญาณ 0 และ 1 เสมอ ภาพจาก วิกิพีเดีย

หากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังและมีเสถียรภาพสูงได้รับการพัฒนาจนสำเร็จ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทั่วโลกจะเข้าสู่สภาวะวิกฤตทันที เนื่องจากระบบการเข้ารหัสลับแบบกุญแจสาธารณะ (Public Key Cryptography) ที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น RSA หรือ ECC ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลความมั่นคงของรัฐ และความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยากในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์บางประการที่คอมพิวเตอร์แบบฉบับต้องใช้เวลานับล้านปีในการประมวลผล แต่ทว่าด้วยอัลกอริทึมของชอร์ คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถหาคำตอบของโจทย์เหล่านี้ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภัยคุกคามกำลังก่อตัวขึ้น โลกก็ได้เตรียมการรับมือด้วยสองแนวทางหลัก แนวทางแรกคือการพัฒนาการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) ซึ่งเป็นการออกแบบอัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์รูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะใช้ทางลัดในการคำนวณได้ และอีกแนวทางหนึ่งคือการใช้ฟิสิกส์สู้กับฟิสิกส์ นั่นก็คือการกระจายกุญแจควอนตัม (Quantum Key Distribution) ซึ่งอาศัยกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่ว่า ‘สถานะของระบบจะเปลี่ยนแปลงเมื่อถูกตรวจวัด’ ทำให้หากมีการดักฟังข้อมูลเกิดขึ้นในระหว่างทาง ทั้งผู้ส่งและผู้รับจะทราบได้ทันที ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ เราอาจต้องเผชิญกับการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ความปลอดภัยฝากไว้กับกฎของธรรมชาติ

5) อินเทอร์เน็ตควอนตัมจะทำให้เราเข้า YouTube เร็วขึ้นหรือไม่

อินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ส่งข้อมูลผ่านสัญญาณแสงในสายไฟเบอร์ออปติกในรูปของบิต ซึ่งมุ่งเน้นที่ความเร็วในการส่งปริมาณข้อมูลมหาศาล แต่อินเทอร์เน็ตควอนตัมส่งข้อมูลผ่านสถานะของคิวบิต โดยใช้ปรากฏการณ์การพัวพันทางควอนตัม วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างช่องทางการสื่อสารที่ดักฟังไม่ได้ เพราะตามกฎของฟิสิกส์ การพยายามแอบตรวจวัดสถานะควอนตัมจะทำให้ข้อมูลนั้นเปลี่ยนแปลงไปทันที ทำให้เรารู้ตัวได้ทันทีว่ามีการบุกรุก

ประโยชน์ที่แท้จริงของอินเทอร์เน็ตควอนตัมคือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมหลาย ๆ เครื่องเข้าด้วยกันเพื่อสร้างโครงข่ายที่ทรงพลังมหาศาล ลองนึกภาพว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องเดียวก็เก่งอยู่แล้ว แล้วถ้าเราเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เน็ตควอนตัม เราจะสามารถส่งสถานะควอนตัมไปประมวลผลร่วมกันได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นข้อมูลดิจิทัลแบบเดิม ซึ่งจะช่วยแก้โจทย์ที่ซับซ้อนระดับโลกได้เร็วขึ้นอย่างทวีคูณ โดยเราจะใช้กระบวนการที่เรียกว่าการเทเลพอร์ตเชิงควอนตัม (Quantum Teleportation) ซึ่งเป็นการส่งสถานะของอนุภาคจากจุดหนึ่ง แม้ว่าอนุภาคจะไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ว่างจริง ๆ ก็ตาม

ดังนั้น อินเทอร์เน็ตควอนตัมจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่เน้นความปลอดภัยระดับสูงสุดและการประมวลผลร่วมกันในระดับอะตอม ไม่ใช่ท่อส่งข้อมูลที่กว้างขึ้นเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใด

6) สงครามเพื่อการเป็นเจ้าเทคโนโลยีควอนตัม

การแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเจ้าเทคโนโลยีควอนตัมระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป ในปี 2026 นี้ เปรียบเสมือนการไล่ล่าอำนาจในระเบียบโลกใหม่ที่มีเดิมพันสูงในทุกมิติ  โดยเฉพาะด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีศักยภาพสูงเปรียบได้กับกุญแจวิเศษ ที่สามารถถอดรหัสลับทางการทหารและระบบการเงินทั่วโลกได้ในชั่วพริบตา มหาอำนาจเหล่านี้จึงยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างความได้เปรียบในการโจมตีทางไซเบอร์ควบคู่ไปกับการสร้างระบบสื่อสารควอนตัมที่ดักฟังไม่ได้ เพื่อรักษาความลับสูงสุดของตนไว้ในวันที่กำแพงดิจิทัลแบบเดิมพังทลายลง

นอกจากมิติความมั่นคงแล้ว สมรภูมินี้ยังเป็นเรื่องของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในศตวรรษหน้า ผู้ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีควอนตัมก่อนย่อมกุมความลับในการออกแบบวัสดุศาสตร์และยารักษาโรคที่มีความซับซ้อนเกินกว่าจินตนาการปัจจุบันจะไปถึง ซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาดนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก เช่น แบตเตอรี่ความจุสูงพิเศษ หรือตัวนำยิ่งยวดที่ทำงานในอุณหภูมิห้อง สำหรับจีนและยุโรป การทุ่มงบประมาณครั้งนี้ยังเป็นการประกาศเอกราชทางเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากผู้อื่น ขณะที่สหรัฐฯ พยายามรักษาความเป็นผู้นำเพื่อกำหนดมาตรฐานโลกและควบคุมห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไว้ในมือนั่นเอง

7) ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลกควอนตัม ? เรากำลังทำอะไรอยู่ ?

ปัจจุบัน ประเทศไทยดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีควอนตัม (Thailand Quantum Technology Roadmap) โดยให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงของข้อมูลเป็นอันดับแรก โดยมีการทดสอบระบบการกระจายกุญแจควอนตัมในโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก เพื่อเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากการถอดรหัสลับในอนาคต ซึ่งตอนนี้เราเริ่มเห็นการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลสำคัญ ๆ ในไทยที่ใช้ระบบป้องกันแบบควอนตัมบ้างแล้ว เช่น

โครงข่าย Thailand Quantum Information Network—TQIN เป็นความร่วมมือระดับประเทศที่นำโดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีการวางระบบทดสอบการกระจายกุญแจเชิงควอนตัมในสายไฟเบอร์ออปติกจริง

โครงการสยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) ที่มีการเปิดตัวในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านควอนตัมระดับแนวหน้า โดยเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อภาคธุรกิจเข้ากับห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ เพื่อทดลองใช้ซอฟต์แวร์ควอนตัมในการคำนวณความเสี่ยงทางการเงิน หรือการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในเขตกรุงเทพฯ

เป้าหมายสำคัญของการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมในไทยคือการปั้นวิศวกรและนักฟิสิกส์รุ่นเยาว์ให้มีทักษะในการสร้างเทคโนโลยีระดับอะตอม ตั้งแต่การออกแบบชิปควอนตัม ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมควบคุมที่ซับซ้อน ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมขั้นสูงอื่น ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ การแพทย์แม่นยำ และการบินอวกาศ

แผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย พ.ศ. 2563 - 2572 เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

8) ในอนาคต เราจะได้สัมผัสเทคโนโลยีควอนตัมในรูปแบบไหนบ้าง

ในทศวรรษหน้า เทคโนโลยีควอนตัมจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอยู่เบื้องหลังที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของเราในทุกมิติ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องถือไว้ในมือเหมือนสมาร์ตโฟน โดยเราจะเริ่มสัมผัสผลลัพธ์ของเทคโนโลยีนี้ได้ผ่านการรักษาทางการแพทย์ที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากการที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถจำลองโครงสร้างโมเลกุลยาที่ซับซ้อนเพื่อหาทางรักษาโรคเฉพาะตัวบุคคลได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน เราจะได้เห็นการปฏิวัติด้านพลังงานสะอาดจากวัสดุศาสตร์ชนิดใหม่ ที่ช่วยให้แบตเตอรี่เก็บประจุได้มหาศาลและชาร์จไฟได้รวดเร็วในระดับนาที ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมการเดินทางและภาคอุตสาหกรรมไปอย่างสิ้นเชิง

นอกจากเรื่องสุขภาพและพลังงานแล้ว ความเป็นอยู่ภายในเมืองใหญ่ก็จะราบรื่นขึ้นด้วยระบบนำทางอัจฉริยะจากเซนเซอร์ควอนตัมที่ทำงานได้แม่นยำแม้ในจุดที่ไร้สัญญาณ GPS พร้อมกับการจัดการจราจรและโลจิสติกส์ผ่านการคำนวณที่เหมาะสมที่สุดในเสี้ยววินาที การปฏิวัติควอนตัมในรอบนี้จึงเป็นเรื่องของการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของฟิสิกส์แบบฉบับ เพื่อสร้างโลกที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

9) ปัญหาทางทฤษฎีที่นักฟิสิกส์ยังแก้ไม่ได้

ในแง่ของความเข้าใจเชิงปรัชญาและทฤษฎี เรายังคงยืนอยู่เพียงชายหาดที่มองออกไปสู่มหาสมุทรแห่งความลึกลับที่กว้างใหญ่ ปริศนาเรื่องการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น ความขัดแย้งกับแรงโน้มถ่วงที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ หรือแม้แต่เนื้อแท้ของเวลาที่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา

9.1) ปัญหาแห่งการวัด

ในโลกควอนตัม อนุภาคจะดำรงอยู่ในรูปแบบของฟังก์ชันคลื่น ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งหรือสถานะที่ชัดเจน และเป็นการซ้อนทับกันของความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนตามสมการของชโรดิงเจอร์ ทว่าความประหลาดจะเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามเข้าไปทำการวัดหรือสังเกตการณ์ระบบนั้น เพราะฟังก์ชันคลื่นที่เคยแผ่ขยายอยู่จะเกิดการยุบตัวลงเหลือเพียงสถานะเดียวที่ชัดเจนในทันที ปริศนาที่นักฟิสิกส์ยังหาคำตอบไม่ได้ตลอด 100 ปีที่ผ่านมาคือ อะไรคือกลไกที่แท้จริงที่ทำให้การวัดเปลี่ยนความน่าจะเป็น ให้กลายเป็นความจริงและต้องใช้สิ่งใดเป็นตัววัดถึงจะนับว่าเป็นการสังเกตการณ์ที่สมบูรณ์

ความลึกลับนี้ส่งผลให้เกิดการตีความที่หลากหลายและน่าทึ่ง บ้างก็เชื่อตามการตีความสายโคเปนเฮเกน ว่าการวัดคือจุดสิ้นสุดของความเป็นไปได้ทางควอนตัม ในขณะที่บางกลุ่มเสนอแนวคิดพหุจักรวาลว่าฟังก์ชันคลื่นไม่ได้ยุบตัวหายไปไหน แต่จักรวาลต่างหากที่แตกแขนงออกไปตามทุกความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น ปัญหาแห่งการวัดจึงเป็นคำถามเชิงปรัชญาและทฤษฎีฟิสิกส์ระดับลึก ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคการทดลอง ตัวตนของผู้สังเกตมีผลต่อการสร้างความจริงของจักรวาลอย่างไร และขอบเขตระหว่างโลกควอนตัมกับโลกกายภาพที่เราสัมผัสอยู่นั้นถูกขีดเส้นไว้ที่ตรงไหนกันแน่

9.2) ความขัดแย้งกับแรงโน้มถ่วง

ความขัดแย้งระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปถือเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างทฤษฎีฟิสิกส์ที่เป็นหนึ่งเดียว (Theory of Everything) เนื่องจากทฤษฎีทั้งสองตั้งอยู่บนพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และนิยามของกาลอวกาศที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในทางสัมพัทธภาพทั่วไป แรงโน้มถ่วงถูกนิยามว่าเป็นสมบัติทางเรขาคณิตของกาลอวกาศที่มีความต่อเนื่องและราบเรียบ ซึ่งความโค้งงอจะแปรผันตามการกระจายตัวของมวลและพลังงานตามสมการสนามของไอน์สไตน์ ทว่าในทางกลศาสตร์ควอนตัม ธรรมชาติในระดับพื้นฐานกลับมีความเป็นก้อนไม่ต่อเนื่องและอยู่ภายใต้หลักความไม่แน่นอน ซึ่งทำให้เกิดความผันผวนทางควอนตัมตลอดเวลา

เมื่อเราพยายามทำให้แรงโน้มถ่วงเป็นควอนตัมหรือ Quantization เพื่อให้ได้มาซึ่งอนุภาคสื่อแรงที่เรียกว่ากราวิตอน (Graviton) เราจะพบกับปัญหาที่คณิตศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบที่มีค่าเป็นตัวเลขจำกัดได้ เนื่องจากในระดับความยาวพลังค์ ความผันผวนของกาลอวกาศจะทวีความรุนแรงจนเกิดภาวะที่เรียกว่าโฟมควอนตัม ซึ่งทำให้โครงสร้างเรขาคณิตแบบต่อเนื่องของไอน์สไตน์พังทลายลง ส่งผลให้สมการเกิดค่าอนันต์ที่ไม่สามารถขจัดออกได้ด้วยกระบวนการ Renormalization เหมือนอย่างในแรงแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแรงนิวเคลียร์ ความล้มเหลวในการรวมแรงนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจของเราเกี่ยวกับกฎพื้นฐานของจักรวาลยังไม่สมบูรณ์ และจำเป็นต้องมีการสร้างกรอบแนวคิดใหม่ เช่น ทฤษฎีสตริง (String Theory) หรือทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัมแบบลูป (Loop Quantum Gravity) เพื่อเชื่อมโยงพฤติกรรมของแรงโน้มถ่วงเข้ากับธรรมชาติเชิงควอนตัมให้ได้ในที่สุด

ความขัดแย้งนี้จะปรากฏชัดที่สุดเมื่อเราพิจารณาสถานการณ์ที่มีมวลมหาศาลแต่อยู่ในขนาดที่เล็กจิ๋วอย่างจุดภาวะเอกฐานในหลุมดำ หรือวินาทีแรกของการเกิดเอกภพ

9.3) เวลาคืออะไรกันแน่

ในสมการพื้นฐานของฟิสิกส์ควอนตัม เวลาเป็นเพียงตัวเลขที่ใช้กำหนดการเปลี่ยนแปลงของสถานะ แต่สถานะควอนตัมเองกลับมีความลึกลับที่เรียกว่าความเป็นอิสระจากเวลา ในบางระดับนั้น ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดคือการใช้ความพัวพันทางควอนตัม มาอธิบายจุดกำเนิดของเวลา โดยมีทฤษฎีที่เสนอว่า เวลาเกิดขึ้นจากการที่อนุภาคภายในระบบเกิดความพัวพันกับนาฬิกาหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก หากเรามองเอกภพจากมุมมองภายนอกที่ไม่มีความพัวพันใด ๆ เอกภพอาจจะมีลักษณะหยุดนิ่ง แต่สำหรับผู้สังเกตที่อยู่ภายในและมีความพัวพันกับส่วนที่เหลือของระบบ จะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เรานิยามว่าคือเวลา

นอกจากนี้ ในระดับพลังค์ (Planck scale) ซึ่งเป็นระดับที่เล็กที่สุดที่ฟิสิกส์จะอธิบายได้ นักทฤษฎีเชื่อว่ากาลอวกาศอาจมีลักษณะเป็นก้อนพลังงานที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า เวลาอาจมีหน่วยที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก (Atomic time) ความท้าทายในอีก 100 ปีข้างหน้าคือการไขปริศนาว่าเหตุใดเวลาจึงมีลูกศร (Arrow of Time) ที่ชี้ไปข้างหน้าเพียงทิศทางเดียวในระดับมหาภาค ทั้งที่สมการควอนตัมในระดับจุลภาคนั้นสามารถย้อนกลับทางเวลาได้ (Time-reversal symmetry) การเข้าใจเนื้อแท้ของเวลาจึงอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การรวมแรงโน้มถ่วงและควอนตัมเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนความเข้าใจของเราที่มีต่อการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งไปอย่างสิ้นเชิง

การทดลองของสเติร์น-เกอแลค เป็นการทดลองแรก ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าลำดับของการวัดส่งผลต่อผลการวัด

การเดินทาง 100 ปีของฟิสิกส์ควอนตัมจากกระดาษทดเลขของไฮเซนแบร์ก สู่เทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนอนาคตของเราในวันนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่ามนุษยชาติก้าวมาไกลเพียงใดในการพยายามไขความลับของธรรมชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้ว คำตอบนั้นก็ได้เข้าใกล้ปัจจุบันเข้ามาในทุกที


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  

ที่มาข้อมูล : nxpo, scientificamerican, ibm, news.uchicago, pqshield

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติเทคโนโลยี

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติ

เทคโนโลยีสำรวจโลก (Earth Observation Technology) คือการใช้เครื่องมือ เช่น ดาวเทียม และกล้องพิเศษเพื่อเก็บข้อมูลพื้นผิวโลก น้ำ และอากาศ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

06 ส.ค. 69|11 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ก้าวสำคัญ! ครั้งแรกของไทย ส่ง “CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ร่วมสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญ! ครั้งแรกของไทย ส่ง “CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ร่วมสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้

24 ส.ค. นี้ เรามีนัดกัน! ร่วมเป็นสักขีพยาน ประเทศไทยส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH” (อ่านว่า ฉางเอ๋อ 7 แมตช์) ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

06 ส.ค. 69|15 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
เปิดแผนสร้างฐานดวงจันทร์จีน ไทม์ไลน์ก่อสร้างไล่เลี่ยกับอเมริกา ใครจะชนะศึกอวกาศในครั้งนี้?เทคโนโลยี

เปิดแผนสร้างฐานดวงจันทร์จีน ไทม์ไลน์ก่อสร้างไล่เลี่ยกับอเมริกา ใครจะชนะศึกอวกาศในครั้งนี้?

ณ ตอนนี้น้ำแข็งบนผิวดวงจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากน้ำมันอวกาศ ที่เร่งให้เกิดการแข่งขันกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 50 กว่าปีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

06 ส.ค. 69|17 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
    เปิดโลกควอนตัม ครบ 100 ปี เราค้นพบอะไรมาบ้าง และอะไรรอเราอยู่ในอนาคต | Thai PBS Sci & Tech