ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
“ตึกสูง” ไม่เท่ากับความเจริญ ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วไม่นิยมสร้างตึกระฟ้า
เทคโนโลยี

“ตึกสูง” ไม่เท่ากับความเจริญ ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วไม่นิยมสร้างตึกระฟ้า

ประเสริฐ เลาหทวีโชค10 มิ.ย. 698 นาที10 มิ.ย. 69

ถ้าหากว่าเราถามคำถามว่า สถานที่ซึ่งมีตึกสูงมากที่สุดในเมืองไทยอยู่ที่ไหน ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า กรุงเทพมหานคร ภาพของตึกระฟ้าที่เรียงรายกันตามเส้นขอบฟ้า

ขนาดตัวอักษร

ถ้าหากว่าเราถามคำถามว่า สถานที่ซึ่งมีตึกสูงมากที่สุดในเมืองไทยอยู่ที่ไหน ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า กรุงเทพมหานคร ภาพของตึกระฟ้าที่เรียงรายกันตามเส้นขอบฟ้า ที่ทำมาจากเหล็ก คอนกรีต และกระจกแวววาว เปรียบเสมือนเข็มที่แข่งกันทิ่มสู่ฟากฟ้า ในตอนกลางคืนเราก็เห็นแสงไฟจากตึกส่องสะท้อนลงมายังถนนหรือท้องน้ำ ซึ่งเป็นภาพจำของความเจริญในมโนทัศน์ของเราว่าเมืองที่มี “ความเจริญ” จำเป็นจะต้องมีตึกระฟ้ามากมายเหมือนกรุงเทพฯ  และผู้คนที่อยู่อาศัยภายในดงตึกระฟ้าก็ดูเหมือนจะมีอันกินกันหมด ทว่าแท้จริงแล้วความเจริญกลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตึกสูงเลย

กรุงเทพฯ ตอนกลางคืน

 

ความรู้สึกของเราที่เราได้รับรู้มาตลอดภาพเมืองที่เจริญต้องเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง สามารถย้อนกลับไปได้ที่มหานครนิวยอร์กเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของตึกระฟ้า เนื่องจากที่ดินมีราคาแพง และขนาดที่ดินจำกัด ทำให้สิ่งปลูกสร้างขยายขึ้นไปด้านบน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทางด้านข้อจำกัดของพื้นที่ ไม่ใช่สร้างเพื่อโอ้อวด หลังจากนั้นเป็นต้นมาในช่วงยุค 1900 - 1980 มหานครนิวยอร์ก จึงกลายเป็นที่ตั้งของตึกสูงที่สุดในโลกอยู่หลายที่ หลังจากนั้น ตึกที่สูงที่สุดในโลกก็เวียนมาอยู่ในประเทศแถบเอเชีย แต่กระนั้นภาพฉายของเมืองที่สุดแสนจะทันสมัยในภาพจำของหลาย ๆ คนที่ถูกผลิตซ้ำ ๆ กันมาผ่านทางสื่อ ภาพยนตร์ และมิวสิควิดีโอ  ล้วนแต่จะต้องเป็นเมืองป่าคอนกรีตแบบนิวยอร์ก

หากใครได้มีโอกาสไปเยือนเมืองในยุโรปอย่าง ปารีส หรือ อัมสเตอร์ดัม สิ่งแรกที่สะดุดตาในเมือง คือเป็นระเบียบและสม่ำเสมอของอาคารแถวที่มีความสูงเพียง 6-7 ชั้น และรูปแบบสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกันไปทั้งเมือง ภาพจำนี้อาจทำให้บางคนตั้งคำถามว่า เหตุใดกลุ่มประเทศที่รวยที่สุดในโลกจึงไม่มี เส้นขอบฟ้า ที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีตเหมือนในทวีปเอเชียหรืออเมริกา คำตอบสั้น ๆ คือ ยุโรปไม่ได้จน แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ทุบอดีตเพื่อแลกกับอนาคต เมืองส่วนใหญ่ในยุโรปมีความสมบูรณ์ในตัวของตัวเองมาก่อนการเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองส่วนใหญ่ในยุโรปนั้นได้รับการออกแบบมาให้มีรูปแบบผังเมืองที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมานานหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคที่เทคโนโลยีตึกระฟ้ายังไม่ถือกำเนิด

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรูปแบบของอาคารส่วนใหญ่เป็นมรดกจากการวางผังเมืองของนักกฎหมายอย่าง บารอน ออสมานน์ (Baron Haussmann) ในศตวรรษที่ 19 ที่ต้องการทำให้ปารีสเป็นเมืองที่จะขึ้นเป็นแนวหน้าชั้นนำของโลก ความสวยงามและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจึงผูกติดกับสถาปัตยกรรมแนวราบจนกลายเป็น จิตวิญญาณ ของเมืองที่คนในท้องถิ่นยอมรับไม่ได้หากต้องเห็นมันถูกทำลายลง นอกจากนี้ฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้กฎหมายควบคุมความสูงอาคาร ในกรุงปารีสมีกฎห้ามสร้างตึกสูงเกิน 37 เมตร (ประมาณ 12 ชั้น) มาตั้งแต่ปี 1977 หลังจากที่ตึกมงต์ปาร์นาส (Tour Montparnasse) ตึกระฟ้า ขนาด 210 เมตร ที่สร้างเสร็จในปี 1973  โดนโหวตจากชาวปารีส และชาวฝรั่งเศสให้เป็นอาคารที่น่าเกลียดที่สุดของปารีส ที่เข้าทำลายทัศนียภาพอันสวยงามของเมือง ซึ่งกฎนี้ไม่ได้มีไว้เพราะสร้างไม่ได้ แต่มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทัศนะอุจาดเข้ามาบดบังทัศนียภาพทางประวัติศาสตร์ เช่น หอไอเฟล แม้จะเคยมีการพยายามผ่อนปรน กฎนี้เพื่อสร้างตึกสำนักงาน แต่สุดท้ายในปี 2023 ปารีสก็ได้ประกาศนำกฎหมายจำกัดความสูงอาคาร 37 เมตร กลับมาบังคับใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อเน้นการอนุรักษ์และควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการก่อสร้างตึกใหญ่  

ตึกมงต์ปาร์นาส : ที่มาภาพ Wikipedia Commons

ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว  ในปี 2024 อยู่ที่ 103,998 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่เมืองในเอเชียที่มีจำนวนตึกระฟ้ามากที่สุดอย่าง เซินเจิ้น  ในประเทศจีนซึ่งเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงในช่วงยุคทศวรรษ 1980 กลับมีจำนวนตึกสูงถึง 468 ตึก ซึ่งประเทศจีนมีค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว ในปี 2024 อยู่ที่ 13,303 ดอลลาร์สหรัฐ น้อยกว่า สวิตเซอร์แลนด์ถึง 7 เท่า หรืออย่างมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา กรุงกัวลาลัมเปอร์ที่เป็นที่ตั้งของตึกที่สูงอยู่เป็นอันดับ 2 ของโลก และที่ 1 ของอาเซียน (ASEAN) ตึก Merdeka PNB118 ที่มีความสูงทั้งหมด 680 เมตร  ก็มีค่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว ในปี 2024 อยู่ที่ 11,874 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนตึกสูงและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้นไม่ได้สอดคล้องไปด้วยกัน

ฮ่องกงในปัจจุบันจัดเป็นเมืองที่มีตึกสูงมากที่สุดของโลก โดยมีจำนวนตึกระฟ้าทั้งสิ้น 569 ตึก แต่จำนวนตึกเหล่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 1,143.5 ตารางกิโลเมตร ประมาณจังหวัดสมุทรปราการ กลับมีประชากรอัดแน่นอาศัยอยู่ถึง 7,498,100 คน ซึ่งใกล้เคียงกับประชากรในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ในกรณีของฮ่องกงการมีตึกสูงมากมายแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของผู้คนที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมือง โดยคนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาประมาณ 30 ปี ในการเก็บเงินเพื่อซื้อห้องขนาด 14 - 18 ตารางเมตร นอกจากนี้ค่าดัชนีจีนี (Gini Index) ของฮ่องกง อยู่ที่ 45.7 มากกว่ากรุงเทพฯ ซึ่งมีค่า ค่าดัชนีจีนี อยู่ที่ 33.3 ซึ่งค่าดัชนีจีนี นี้ยิ่งต่ำเท่าไรก็ยิ่งเหลื่อมล้ำน้อยเท่านั้น ดังนั้นภาพของฮ่องกงที่ทุกคนคุ้นชินเป็นภาพของเมืองที่มีความเจริญ หรือเมืองที่อัดแน่นไปด้วยความลำเค็ญของผู้คนกันแน่?

สลัมเกาลูน : ที่มาภาพ Wikipedia Commons

ในปี 1999 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ แอนดรูว์ ลอว์เรนซ์ (Andrew Lawrence) ได้เสนอ ดัชนีตึกระฟ้า (Skyscraper Index) โดยมีใจความสำคัญกล่าวคือ การสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกหรือในภูมิภาคมักจะเสร็จในช่วงการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น ในปี 1931 เมื่อตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State) สร้างเสร็จในช่วงยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas) ของมาเลเซียที่สร้างเสร็จในปี 1998 ก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือกระทั่งตึกบุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ (Burj Khalifa) ที่ดูไบ 2010 ก็สร้างระหว่างช่วง วิกฤตหนี้ดูไบ ด้วยเช่นกัน

โดยเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือ ตึกที่สูงที่สุดในโลกมักจะสร้างในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีการเติบโตอย่างมาก ธนาคารจึงมีการปล่อยกู้โดยง่าย เหล่านักลงทุนจึงมักจะสร้างสิ่งปลูกสร้างอะไรสักอย่างเพื่อที่จะเป็นจุดสนใจเพื่อดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาชมและใช้บริการอาคารเหล่านั้น แต่วัฏจักรของเศรษฐศาสตร์เมื่อมีเฟื่องฟู ก็ต้องมีถดถอย เมื่อถดถอยก็ต้องเฟื่องฟู จนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่ และเมื่อฟองสบู่เหล่านั้นแตกอาคารสูงเหล่านั้นจึงเปรียบเสมือนอนุสรณ์แห่งความฟุ่มเฟือยของมนุษย์มากกว่าสิ่งก็สร้างที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ สำหรับประเทศไทยนั้นตึกใบหยก 2 เมื่อแรกสร้างก็เกือบจะมีโอกาสได้กลายเป็นตึกร้าง แต่มีการปรับแบบลดความสูงลงมาทำให้เกิดสภาพคล่อง ทำให้ตึกที่รับผลกรรมเป็น อาคารสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ แทน

อาคารสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ : ที่มาภาพ Wikipedia Commons

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ภาพของตึกระฟ้าที่เรียงรายอยู่ตามแนวเส้นขอบฟ้าคือกระจกที่สะท้อนถึงบริบทของเมืองในแต่ละยุคสมัย เมื่อเราเห็นจำนวนตึกระฟ้าจำนวนมากในเมืองหลาย ๆ เมือง ผู้เขียนอยากให้พวกเราลองพิจารณาตึกระฟ้าเหล่านั้นจากคำว่า เมืองที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากเป็นเมืองที่ร่ำรวยขนาดไหน เป็น อะไร คือเหตุผลที่ทำให้เมืองเหล่านี้ต้องสร้างตึกสูง?

คำตอบที่ได้อาจจะเป็นเพราะความหนาแน่นของประชากรที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณจำกัด อาจเป็นนโยบายการพัฒนาเมืองของรัฐบาล อาจจะเป็นช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ หรือจะเป็นได้แม้แต่เมืองนั้นเริ่มต้นจากการเป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงอย่างเซินเจิ้น หรือฮ่องกง จึงไม่มีอาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ให้อนุรักษ์

ขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในยุโรปมีความกระชับในตัวมันเองเรียบร้อยอยู่แล้ว ก่อนที่เทคโนโลยีการสร้างตึกระฟ้าจะเกิดขึ้น ส่วนในฟากของอเมริกาผู้คิดค้นการก่อสร้างตึกสูงก่อนใคร ก็ไม่ได้จำกัดให้การพัฒนาเมืองต้องสร้างแค่ตึกสูงเท่านั้น แต่ก็เลือกที่จะเปิดโอกาสให้เมืองขยายออกไปด้านข้าง

สุดท้ายแล้ว ภาพของตึกสูงที่เรียงรายเหมือนป่าคอนกรีตก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมได้หลายเรื่อง แต่ไม่สามารถบอกได้ถึงคุณภาพชีวิต ความสุข ของผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองได้ ตัวชี้วัดความเจริญที่แท้จริงของคนในเมือง อยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบเศรษฐกิจของเมืองที่เข้มแข็งจากภายใน การคมนาคมขนส่งที่ปลอดภัย ระบบสาธารณสุขที่รวดเร็ว ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ต่ำ หรือแม้แต่ความสามารถในเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ต่างหากควรเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงของความเจริญในเมืองนั้น ไม่ใช่มองว่าแค่มีตึกสูงก็เจริญแล้ว


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : worldbank, wikipedia, skyscraperpage, nikkei, reuters


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติเทคโนโลยี

ใช้ประโยชน์ในทางสันติ ไทย-เมียนมาร่วมใช้เทคโนโลยีสำรวจโลก จัดการสิ่งแวดล้อม-รับมือภัยพิบัติ

เทคโนโลยีสำรวจโลก (Earth Observation Technology) คือการใช้เครื่องมือ เช่น ดาวเทียม และกล้องพิเศษเพื่อเก็บข้อมูลพื้นผิวโลก น้ำ และอากาศ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

06 ส.ค. 69|12 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ก้าวสำคัญ! ครั้งแรกของไทย ส่ง “CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ร่วมสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญ! ครั้งแรกของไทย ส่ง “CE-7 MATCH” อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ร่วมสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้

24 ส.ค. นี้ เรามีนัดกัน! ร่วมเป็นสักขีพยาน ประเทศไทยส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH” (อ่านว่า ฉางเอ๋อ 7 แมตช์) ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

06 ส.ค. 69|16 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
เปิดแผนสร้างฐานดวงจันทร์จีน ไทม์ไลน์ก่อสร้างไล่เลี่ยกับอเมริกา ใครจะชนะศึกอวกาศในครั้งนี้?เทคโนโลยี

เปิดแผนสร้างฐานดวงจันทร์จีน ไทม์ไลน์ก่อสร้างไล่เลี่ยกับอเมริกา ใครจะชนะศึกอวกาศในครั้งนี้?

ณ ตอนนี้น้ำแข็งบนผิวดวงจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากน้ำมันอวกาศ ที่เร่งให้เกิดการแข่งขันกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 50 กว่าปีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

06 ส.ค. 69|17 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
    “ตึกสูง” ไม่เท่ากับความเจริญ ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วไม่นิยมสร้างตึกระฟ้า | Thai PBS Sci & Tech