ยุคนี้ใคร ๆ ก็ใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ทั้งองค์กร-ผู้คนทั่วไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การเติบโตของ Data Center ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ซึ่งใช้พลังการประมวลผลที่จำเป็น
ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ส่งผลกระทบต่อเกือบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภาครัฐ-ภาคประชาชน โดยมองว่า Data Center เหล่านี้สร้างผลกระทบมหาศาลเพราะต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก

หน้าที่ Data Center
สำหรับ Data Center ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและประมวลผลซอฟต์แวร์ที่อยู่เบื้องหลังบริการต่าง ๆ ที่ผู้คนใช้งานอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมรายการทีวี การส่งอีเมล การรูดบัตรชำระเงิน การสำรองรูปภาพ หรือการถามคำถามกับ AI ศูนย์ข้อมูลแห่งใดแห่งหนึ่งจะประมวลผลและส่งผลลัพธ์กลับมาแทบจะในทันที
ทั้งนี้ งานหลัก ๆ ของ Data Center คือการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล และการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์ที่บริษัทต่าง ๆ เช่าแทนการใช้งานเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง และยังให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอ การชำระเงิน การรักษาระบบธุรกิจให้ใช้งานได้ และในปัจจุบันยังรวมถึงการฝึกฝนและใช้งานโมเดล AI ด้วย นอกจากนี้ Data Center ยังใช้จัดการงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ตั้งแต่ฐานข้อมูลขององค์กรไปจนถึง ระบบ รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ปกป้องฐานข้อมูลเหล่านั้น เมื่อ AI เติบโตขึ้น ความสามารถใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่ที่ชิปเฉพาะทางที่ AI ต้องพึ่งพา

รายงานสถิติและแนวโน้มที่สำคัญเกี่ยวกับ Data Center ในปี 2026
- ณ เดือนสิงหาคม 2569 มี Data Center จำนวน 12,259 แห่งกระจายอยู่ใน179 ประเทศ (สหรัฐอเมริกา มากที่สุด 4,767 แห่ง, ตามด้วยสหราชอาณาจักร 568 แห่ง, เยอรมนี 533 แห่ง, ฝรั่งเศส 393 แห่ง และจีน 376 แห่ง)
- คาดการณ์ว่าความต้องการ Data Center จะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในปี 2030
- คาดว่าระหว่างนี้จนถึงปี 2030 บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกจะลงทุนเกือบ7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการสร้างและปรับปรุงศูนย์ข้อมูล
- ภายในปี 2030 ศูนย์ข้อมูลอาจใช้พลังงานไฟฟ้ามากถึง 17% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา
- โดยเฉลี่ยแล้ว Data Center จะมีพื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางฟุต แต่ Data Center ขนาดใหญ่พิเศษ (ไฮเปอร์สเกล) อาจมีขนาดใหญ่ถึง 10 ล้านตารางฟุต
- มี 38 รัฐในอเมริกา ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ Data Center โดย 16 รัฐได้ให้การยกเว้นภาษีไปแล้วเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
- Data Center อาจรองรับงานมากกว่า 100,000 ตำแหน่งในหลายรัฐภายในปี 2030
- Data Center ขนาดใหญ่ใช้ปริมาณน้ำมากถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวันสำหรับการระบายความร้อน
ขณะที่ รายงานจาก สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ หรือ UNU-INWEH (United Nations University Institute for Water, Environment and Health) เผยว่า
- ปีที่แล้ว Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าไป 448 เทราวัตต์-ชั่วโมง มากกว่าที่ซาอุดีอาระเบียใช้ทั้งประเทศเสียอีก โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็นหนึ่งในห้าของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
- นอกจากนี้ Data Center ยังใช้น้ำถึง 4.5 ล้านล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชากรมากกว่า 600 ล้านคน ขณะเดียวกันก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 189 ล้านตันเลยทีเดียว
- คาดการณ์ว่าการใช้พลังงานประจำปีของ Data Center จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเป็น 945 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ภายในปี 2030 ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้พลังงานของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะคิดเป็น 40% ของการใช้พลังงานทั้งหมด
- คาดว่าปริมาณการใช้น้ำจะสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตร ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จะเพิ่มขึ้นเป็น 399 ล้านตัน
- รายงานระบุว่า พื้นที่ของ Data Center คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 6,900 ตารางกิโลเมตร (2,664 ตารางไมล์) ในปีที่แล้ว เป็นมากกว่า 14,500 ตารางกิโลเมตร (5,598.479 ตารางไมล์) ภายในปี 2030
- แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าและลดของเสีย แต่โดยรวมแล้วความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ต่างเร่งสร้างกำลังการผลิตใหม่
Kaveh Madani ผู้อำนวยการสถาบันและผู้เขียนหลักของรายงานกล่าวว่า การถกเถียงในที่สาธารณะยังคงมองว่า AI เป็นเพียงซอฟต์แวร์ แต่ AI ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้วย เช่น ศูนย์ข้อมูล การผลิตไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เครือข่ายส่งไฟฟ้า ชิป แร่ธาตุ ที่ดิน และน้ำ ในขณะนี้ การแข่งขันเพื่อเติบโตเร็วกว่าผู้อื่นได้บดบังหลักการพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนไปเสียหมด
AI แม้จะไม่สามารถทำให้น้ำหรือไฟฟ้าทั่วโลกหมดไปโดยง่าย แต่ในบางพื้นที่ การขยายของ Data Center ที่วางแผนไม่ดีอาจไปกระทบกับแรงกดดันด้านทรัพยากรที่มีอยู่ นั่นคือเหตุผลที่การวางแผนอย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญในตอนนี้ ก่อนที่โครงสร้างพื้นฐานและการพึ่งพาต่าง ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Data Center สถานการณ์ปัจจุบันและการเติบโตในอนาคต
ณ ขณะนี้ ขนาด ความจุ และมูลค่าตลาดของ Data Center กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความต้องการ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่เพิ่มขึ้นในภาคองค์กรและภาคประชาชน แต่ทั้งนี้ การดำเนินงานทางธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การประมวลผลข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ก็ต้องพึ่งพา Data Center ขณะที่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นนั้นก็ทรงพลังไม่แพ้กัน เช่น บริการสตรีมมิง แอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดีย ก็กำลังสร้างภาระงานมหาศาลให้กับ Data Center ในการประมวลผลด้วยเช่นกัน

คาดการณ์ความต้องการ Data Center จะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในปี 2030
McKinsey บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการชั้นนำระดับโลก ให้ข้อมูลว่า ปี 2026 คาดการณ์ว่าปริมาณงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI จะอยู่ที่ 38 กิกะวัตต์ ในขณะที่ปริมาณงานที่เกี่ยวข้องกับ AI คาดว่าจะสูงถึง 44 กิกะวัตต์
จากการประเมินคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปีหน้าจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อีก 18 กิกะวัตต์ และคาดว่าจะมีการเติบโตประมาณ 20 กิกะวัตต์ต่อปีระหว่างปี 2027-2029
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างมหาศาลระหว่างปี 2029-2030 โดยคาดว่าจะมีการเพิ่มกำลังการผลิต Data Center ถึง 31 กิกะวัตต์
การประมาณการนี้แสดงให้เห็นว่า จะมีกำลังการผลิตรวมของ Data Center ถึง 219 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปี 2030 Data Center จะใช้พลังงานมากแค่ไหน?
ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) Data Center มีส่วนรับผิดชอบประมาณ 1.5% หรือ 415 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของโลกในแต่ละปี ปริมาณการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น 12% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และการคาดการณ์ชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 945 TWh ภายในปี 2030 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก การเติบโตอย่างมากของการประมวลผลแบบเร่งความเร็วที่ใช้พลังงานสูง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั่นเอง

แล้วจะแก้ไขอย่างไร? เมื่อ Data Center มากขึ้น ก็ยิ่งกระทบสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Chris Barnard ประธานของ American Conservation Coalition ได้เสนอแนวทางไว้ ซึ่งหลายประเทศอาจนำไปเป็นแนวคิดว่า โซลูชันนี้จะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยการสร้าง Data Center และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ อนาคตของสหรัฐอเมริกา จะถูกกำหนดไม่เพียงแค่จากสิ่งที่สร้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับสถานที่ที่สร้างขึ้นด้วย
ปัจจุบัน Data Center ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตชาวอเมริกันไปแล้ว โดยเป็นพลังขับเคลื่อนเครื่องมือค้นหา ระบบนำทาง GPS ระบบดูแลสุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การต่อสู้แย่งชิงการใช้ที่ดินอย่างดุเดือดก็เกิดขึ้นในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเกือบ 3 ใน 4 ของชาวอเมริกันคัดค้านการตั้ง Data Center ในชุมชนของตน การต่อต้านในระดับท้องถิ่นได้รวมตัวกันเพื่อหยุดยั้งโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการตั้ง Data Center จำนวนมาก
จากการคัดค้านการตั้ง Data Center ในชุมชน Chris Barnard ให้แนวทางก็คือ ให้บริษัทที่ต้องการสร้าง Data Center ให้ไปสร้างในพื้นที่ปน เปื้อน หรือพื้นที่รกร้างว่างเปล่า โดยแลกกับการทำให้พื้นที่เหล่านั้นสะอาดขึ้น
พื้นที่ซึ่งปนเปื้อนด้วยของเสียอันตราย ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายสิบปี เนื่องจากค่าใช้จ่ายและความไม่แน่นอนทางกฎหมายในการพัฒนาพื้นที่ใหม่ โดยมีพื้นที่มากกว่า 1,300 แห่ง ขณะที่ พื้นที่รกร้างว่างเปล่าประมาณ 500,000 แห่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลกลางต้องใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่แล้วในการทำความสะอาดพื้นที่เหล่านี้
ในขณะเดียวกัน เงินทุนจำนวนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ Data Center แห่งใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่จะมีนโยบายออกมา โดยให้การสร้าง Data Center บนพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษและพื้นที่รกร้างเหล่านั้นเป็นเรื่องง่ายขึ้น แทนที่จะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ธรรมชาติ โดยบริษัท-องค์การต่าง ๆ อาจต้องทำการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่รกร้างนั้นเพื่อแลกกับที่ดิน
ณ ขณะนี้ ยังเป็นที่น่าเสียดายที่งานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนา Data Center ยังมีน้อยมาก ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ออกคำสั่งบริหารที่มุ่งแก้ไขปัญหาบางส่วน โดยสั่งการให้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระบุพื้นที่ปนเปื้อนที่เหมาะสมที่สุด ในการนำกลับมาใช้ใหม่ (สร้าง Data Center)
แต่ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางกฎหมายให้กับบริษัทที่ต้องการสร้าง Data Center และวางกรอบสำหรับชุมชนที่กำลังพิจารณาว่า จะอนุญาตให้บริษัทเหล่านั้นสร้าง Data Center หรือไม่
เมื่อระบุพื้นที่ที่เหมาะสมได้แล้ว บริษัทต่าง ๆ สามารถยื่นขออนุญาตสร้าง Data Center ในพื้นที่นั้นได้ โดยต้องดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จากนั้นโครงการจะได้รับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน
บริษัทที่ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนโดยสมัครใจ จะต้องได้รับความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายในฐานะกฎหมายพลเมืองดี (Good Samaritan Liability) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับความคุ้มครองที่ใช้แล้วสำหรับการทำความสะอาดเหมืองร้าง เพื่อไม่ให้ต้องรับผิดชอบต่อมลพิษที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น การดำเนินการเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษขึ้นใหม่ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บริษัทต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ในปัจจุบัน

อนาคต Data Center อาจเป็นแบบผสมผสาน: ศูนย์ข้อมูลบนบก ในทะเล และในอวกาศ
Data Center มีการพัฒนาอย่างมากนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในทศวรรษ 1950 จากระบบแบ่งเวลาใช้งานแบบพื้นฐานไปจนถึง Data Center ขนาดใหญ่ที่ทันสมัย รองรับเซิร์ฟเวอร์หลายพันเครื่อง เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Data Center แบบโมดูลาร์ ซึ่งเป็นหน่วยสำเร็จรูปที่ปรับขนาดได้ ออกแบบมาเพื่อติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล Data Center ที่มีความยืดหยุ่นเหล่านี้ มีข้อดีคือช่วยให้พลังการประมวลผลอยู่ใกล้กับผู้ใช้มากขึ้น ลดความหน่วง และปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม
บนบก บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Amazon กำลังลงทุนในแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลของตน การให้ความสำคัญกับ Edge Computing ซึ่งประมวลผลข้อมูลใกล้กับแหล่งที่มา ก็มีบทบาทสำคัญในแอปพลิเคชันที่ต้องการความหน่วงต่ำ เช่น ยานยนต์ไร้คนขับและเมืองอัจฉริยะ โดย “ดาต้า เซ็นเตอร์สีเขียว” (Green Data Center) จะผสานรวมพลังงานหมุนเวียนและเทคนิคการระบายความร้อนขั้นสูง กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
แต่ในอนาคตของ Data Center อาจขยายออกไปไกลกว่าพื้นผิวโลก Data Center ในอวกาศ แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่ทะเยอทะยานและล้ำสมัย โดยใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์มหาศาลที่มีอยู่ในอวกาศและใช้ประโยชน์จากผลการระบายความร้อนตามธรรมชาติของสภาพแวดล้อมในอวกาศ จากการวิจัยพบว่า บริษัทต่าง ๆ เช่น Thales กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการติดตั้ง Data Center ในวงโคจรโลกภายในปี 2036 ในขณะที่ Lonestar Data Holdings ได้เริ่มทดลองจัดเก็บข้อมูลบนดวงจันทร์แล้ว
ขณะที่ แนวคิดเรื่อง Data Center ใต้น้ำเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นแล้วโครงการ Natick ของ Microsoft เป็นหนึ่งในโครงการทดลองขนาดใหญ่ครั้งแรกในด้านนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เนื่องจากการระบายความร้อนยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับ Data Center บนบก ซึ่งต้องพึ่งพาการระบายความร้อนด้วยวิธีการประดิษฐ์เป็นอย่างมากเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเซิร์ฟเวอร์ การสร้าง Data Center ใต้น้ำช่วยแก้ปัญหานี้โดยการปล่อยให้น้ำทะเลระบายความร้อนให้กับฮาร์ดแวร์ตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดพลังงานที่จำเป็นสำหรับการระบายความร้อนได้อย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตาม Data Center ใต้ทะเลก็มีข้อท้าทายอยู่หลายประการ รวมถึงความซับซ้อนในการสร้าง การบำรุงรักษา และข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ถึงอย่างนั้น บริษัทหลายแห่งโดยเฉพาะในประเทศจีน กำลังเดินหน้าแผนการเปิดใช้งาน Data Center ใต้ทะเลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นอกจากแนวทางสร้าง Data Center ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำมาใช้เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
เพื่อจัดการการใช้น้ำของ Data Center ลดมลพิษ และเพิ่มความโปร่งใส จำเป็นต้องมีการนำนโยบายหลัก ๆ ที่สอดคล้องกันและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนี้
- กำหนดให้ผู้พัฒนา Data Center ต้องรายงานความต้องการใช้น้ำที่คาดการณ์ไว้ โดยคำนึงถึงความผันแปรตามฤดูกาล และกำหนดบทลงโทษเมื่อการใช้น้ำเกินกว่าระดับที่รายงานไว้
- ควบคุมการจัดการของเสียจาก Data Center เพื่อจำกัดมลพิษจากสารเคมี ความร้อน และฝุ่นละอองเกลือ
- รัฐบาลต้องมีความโปร่งใสต่อประชาชนเกี่ยวกับโครงการพัฒนา Data Center ที่เสนอ และผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงห้ามการทำข้อตกลงรักษาความลับระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและผู้พัฒนา Data Center
- กำหนดให้ผู้พัฒนา Data Center ต้องใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับเป้าหมายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการอนุรักษ์น้ำ รวมถึงการใช้ระบบระบายความร้อนที่ประหยัดน้ำมากขึ้น เช่น ระบบระบายความร้อนแบบวงปิด ระบบระบายความร้อนแบบจุ่ม หรือการระบายความร้อนโดยใช้น้ำที่ไม่ใช่น้ำดื่ม

“Sustainable Data Center” อาจเป็นอนาคต? ของการสร้าง Data Center
อย่างที่ทราบกันดีว่า Data Center มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขึ้นอยู่กับการออกแบบ เทคโนโลยีการระบายความร้อน และที่ตั้ง แม้ว่าความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นใน Data Center ของ AI ทุกแห่ง แต่ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำนั้นแตกต่างกันอย่างมาก โดยบางแห่งใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนหรือขาดแคลนน้ำ
การใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในเวลานี้ เนื่องจากโลกกำลังเข้าใกล้ภาวะโลกร้อนที่มีความเสี่ยงจะเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส
เกิดเป็นไอเดียในการสร้าง Sustainable Data Center หรือดาต้า เซนเตอร์ที่มีความยั่งยืน ซึ่งได้รับการออกแบบให้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานในแต่ละวัน

6 แนวทางการพัฒนา Data Center สู่ “Sustainable Data Center”
การจะทำให้ Data Center เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องง่าย และโครงการริเริ่ม Data Center ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอาจเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือและแนวคิดต่าง ๆ มากมาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอนำ 6 แนวทางหลัก ๆ การพัฒนา เพื่อนำไปสู่ Sustainable Data Center ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตมาให้ได้ทราบ แล้วเริ่มทำให้ Data Center มีความยั่งยืน
1. พลังงานหมุนเวียน
Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ จะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และลดการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ได้
2. การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการระบายความร้อน
นำเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงมาใช้ เช่น การระบายความร้อนด้วยของเหลว หรือการระบายความร้อนแบบธรรมชาติที่ใช้ลมจากภายนอก และการระบายความร้อนแบบแห้ง เพื่อลดการใช้น้ำมากเกินไป
นอกจากนี้ ควรออกแบบระบบนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเปลี่ยนทิศทางความร้อนเหลือทิ้งไปให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือน เรือนกระจก หรืออาคารพาณิชย์ที่อยู่ใกล้เคียง สำหรับประเทศเขตหนาว
3. ITAD
การจัดการสินทรัพย์ไอที “ITAD” หรือ IT Asset Disposition จะช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ กระบวนการ ITAD อาจแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการกำจัดอุปกรณ์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ITAD ประกอบด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การลบข้อมูลสำคัญออกจากอุปกรณ์ ตามด้วยการปรับปรุงอุปกรณ์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือการรีไซเคิลและการกำจัดอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4. การใช้เครื่องเสมือน
การใช้เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ VM) หรือคอมพิวเตอร์จำลองที่ทำงานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์จริง จะทำให้สามารถเรียกใช้งานภาระงานด้านการประมวลผล และการจัดเก็บข้อมูลบนเครื่องจริงจำนวนน้อยลง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไปพร้อมกันได้
5. การลดการใช้พลังงาน (PUE) และเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ที่ยั่งยืน
Data Center ที่สามารถประหยัดพลังงานได้เยอะ จะยิ่งก้าวเข้าสู่ Sustainable Data Center มากเท่านั้น โดยประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) หรือ Power Usage Effectiveness คือตัวชี้วัดมาตรฐานที่ใช้บอกความคุ้มค่าของการใช้ไฟฟ้าใน Data Center เป็นหนึ่งในมาตรวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่สำคัญที่สุด โดยเป็นอัตราส่วนระหว่างพลังงานที่ใช้ในการทำงานของอุปกรณ์ประมวลผลในศูนย์ข้อมูลกับพลังงานที่จำเป็นสำหรับการใช้งานอื่น ๆ เช่น แสงสว่างและสำนักงาน เป็นต้น
โดยค่า PUE มักจะสูงกว่า 1 เสมอ เพราะใน Data Center จะมีการใช้ไฟฟ้าในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ที่จะลดค่า PUE ลงอย่างมาก โดยในปี 2550 ค่า PUE เฉลี่ยของ Data Center อยู่ที่ 2.5 ซึ่งหมายความว่าทุก ๆ วัตต์ที่ใช้ในการจ่ายไฟให้เซิร์ฟเวอร์ จะมีการใช้ไฟฟ้า 1.5 วัตต์ไปกับส่วนอื่น ๆ ของอาคาร เช่น การให้แสงสว่าง ปัจจุบัน ดังนั้น หากค่า PUE อยู่ในระดับ 1.55 จะถือว่ามีความยั่งยืน
6. บริหารจัดการสินทรัพย์ด้านไอที อย่างมีประสิทธิภาพ
บริการต่าง ๆ อย่างเช่น การบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ Data Center ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ Data Center จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าวันหมดอายุ EOSL (End-of-Service-Life หรือวันที่ผู้ผลิตอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ยุติการให้บริการสนับสนุน การอัปเดต และการบำรุงรักษาอย่างเป็นทางการ) ซึ่งหมายความว่าฮาร์ดแวร์จะมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์น้อยลง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ด้านไอทีได้เช่นกัน การซื้ออุปกรณ์ Data Center มือสองแทนที่จะซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ จะช่วยลดปริมาณขยะอุปกรณ์ที่ลงสู่หลุมฝังกลบซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

Data Center จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต เนื่องจากความต้องการประมวลผลข้อมูล AI และบริการคลาวด์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากการขยายตัวไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนและธุรกิจสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าและน้ำ และเพิ่มการปล่อยมลพิษได้ ดังนั้นการจัดการ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้ ยังเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบในประเทศนั้น ๆ รวมถึงดึงดูดการลงทุนด้วย แม้โดยพื้นฐานแล้ว Sustainable Data Center จะยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แต่ก็เป็นเส้นทางสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ควรปฏิบัติ
Data Center เติบโต เพื่อตอบโจทย์การใช้ AI และไม่ทำร้ายโลกไปพร้อมกัน
📌อ่าน : Data Center คืออะไร สำคัญอย่างไร ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: forbes, programs, mckinsey, reuters, iea, washingtonpost, fortune, yahoo, aiu, cnbc, unep, natureforward, parkplacetechnologies, unitedlayer
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



