ซึ่งจากการเปิดสถิติข่าวลวงรอบปี 68 ที่ Thai PBS Verify ทำการตรวจสอบข่าวกว่า 421 ข่าว สามารถแบ่งเป็น 5 ประเภท พบว่า ข่าวสังคม เป็นหมวดหมู่ที่มีการตรวจสอบมากที่สุดถึง 33% รองลงมาคือ ข่าวการเมือง 28% และข่าวรอบโลก 22% โดยข่าวปลอมต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้นตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เช่น เหตุการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา, เหตุน้ำท่วมภาคใต้ หรือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยข่าวปลอมเหล่านี้มักมีการใช้ AI-Slop สร้างข่าวปลอม หรือการปลุกกระแสข่าวปลอม และการบิดเบือนข่าว ที่ผสมผสานเหตุการณ์อื่น ๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีจากเกม เพื่อสร้างข่าวปลอมต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดีย
ขณะที่ ข้อมูลจาก AFP เปิดเผยว่า ประเทศไทยปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ข้อมูลเท็จโหมกระหน่ำมาก โดยเฉพาะกับคนไทยและสื่อไทยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหว, เหตุการณ์การเผชิญหน้าทางการทหารระหว่างไทย-กัมพูชา ถึงสองครั้ง ซึ่ง AFP พบว่า โลกออนไลน์ในไทยมีการใช้ภาพหรือสื่อปลอมในการเผยแพร่ข่าวจำนวนมาก โดย AFP ได้มีการรายงานเรื่องนี้ไปในรายงานว่า เป็นหนึ่งในปัจจัยในการเร่งให้ข่าวปลอม แพร่กระจาย
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทั่วโลกที่ AFP ตรวจสอบ จำนวนกว่า 6,800 ชิ้น โดยในจำนวนนี้มีเนื้อหาที่เป็น AI เกี่ยวข้องด้วยถึง 11% (ประมาณ 600-700 เรื่อง) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก และยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะ AI เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ด้าน COFACT ประเทศไทย ซึ่งตรวจสอบข่าวไปแล้วจำนวน 283 ชิ้น (1 มี.ค. 68 ถึง 31 มี.ค. 69) ได้พบถึงความน่ากังวล 3 ข้อในรอบปี คือ 1. เนื้อหาเท็จยังลอยนวลแม้จะถูกตรวจสอบ 2. สื่อมวลชนมีส่วนในการกระจายเนื้อหาเท็จ แม้จะมีการตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมดแล้วก็ตาม 3. ผู้คนยังไม่ค่อยเห็นถึงความสำคัญของการ Fact-Check
บทสรุปข่าวลวง-ข่าวปลอม ปี 68 คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS ระบุถึงสิ่งที่ Thai PBS Verify ได้เรียนรู้ในปี 68 ก็คือ AI เก่งขึ้น, Fake News กระจายไว แต่ข่าวจริงกระจายช้า, สื่ออาจตกเป็นเหยื่อ และวิกฤตยิ่งเป็นตัวเร่ง (ข่าวลวง / ข้อมูลเท็จ เกิดขึ้นได้ทุกวัน และทุกเรื่อง แต่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต)

จากบทสรุปข่าวลวง-ข่าวปลอมปี 68 คนไทยจะเจอกับอะไร? ในปี 69
โดย 3 กลุ่มของข่าวปลอม ที่ประชาชนอาจเผชิญกันในอนาคต ก็คือ
1. ข่าวปลอมที่ไม่ใช่ข่าวปลอม: ข้อความทั้งหมดที่แชร์ออกมาแม้จะจริงหมด แต่เมื่ออ่านแล้วอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในการอ่านได้ เช่น การตัดเนื้อหาบางส่วนออก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นโดยจงใจ หรือไม่ก็เป็นได้
2. การเชื่อใน AI: เป็นหัวข้อใหญ่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจมาได้ด้วยหลากหลายแหล่งข่าว โดยเฉพาะจากการรวบรวมข้อมูลของ AI ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ประเภท ประกอบไปด้วย
– รู้เท่าไม่ถึงการณ์: เช่น จากอุปกรณ์ค้นหาที่แนะนำมาที่ด้านบนสุด ซึ่งเมื่อเราดูผลการค้นหา และพบว่าหลายสื่อหลายอย่างมีการปรากฏข้อมูลที่คล้ายกัน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
– รู้ตัวว่าไม่สมบูรณ์ แต่ยังทำต่อ: พบได้มากจากครีเอเตอร์ ที่ได้สั่งการระบบเอาไว้โดยง่าย ซึ่งบางครั้งความผิดพลาดของมันอาจจะนำมาสู่ความเข้าใจผิดในโลกจริงได้
3. สื่อที่ถูกหลอก หรือ Source Hacking คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกขยาย และหากข้อมูลสามารถหลอกสื่อได้ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะขยายเอง จนอาจทำให้ข้อมูลผิดกลายเป็นน่าเชื่อถือ และแพร่กระจายได้ง่ายโดยไม่ทันระวัง
ดังนั้น เราควรแยกแยะให้ได้ และต้องสงสัยไว้ก่อน เทคนิคที่ทุกคนจะได้ยินมากขึ้นคือ การไม่มีความเชื่อในสิ่งใดไว้ก่อน หรือ “Zero Trust” ต้องถูกนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน

5 ความสำคัญการตรวจสอบข่าวลวงหรือข่าวปลอม (Fake News)
สำหรับการตรวจสอบข่าวลวงหรือข่าวปลอม (Fake News) มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เนื่องจากข้อมูลที่ผิดพลาดสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยความสำคัญหลัก ๆ มี 5 ข้อคือ
1. ป้องกันความสับสนและความปั่นป่วนในสังคม
ข่าวปลอมมักถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างสถานการณ์ ปิดบังความจริง หรือชักนำความคิดของผู้คน การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checking) จึงช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และป้องกันการเกิดความโกลาหลหรือความเข้าใจผิดในประเด็นสำคัญ เช่น ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ โรคระบาด หรือภัยพิบัติธรรมชาติ
2. ยับยั้งความขัดแย้งและการสร้างความเกลียดชัง
ข่าวปลอมหลายประเภทมีเจตนาสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือโจมตีบุคคลและกลุ่มคน การตรวจสอบจะช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความแตกแยกและการดูถูกเหยียดหยามในสังคม
3. ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและอาชญากรรมออนไลน์
ในปัจจุบัน ข่าวปลอมมักแฝงมาในรูปแบบการหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน เช่น การสวมรอยเป็นผู้อื่นเพื่อยืมเงิน การหลอกลวงให้ลงทุน หรือการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย การมีทักษะตรวจสอบข้อมูลจะช่วยให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
4. รักษาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและสื่อ
การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็น “อาวุธสำคัญ” ในยุค AI ช่วยคัดกรองข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ เพื่อให้การบริโภคสื่อของประชาชนมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น
5. เสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)
การส่งเสริมการตรวจสอบข่าวปลอมช่วยให้ผู้ใช้สื่อมีทักษะในการวิเคราะห์ แยกแยะเนื้อหาที่ถูกดัดแปลง และไม่ตกเป็นเครื่องมือในการส่งต่อข้อมูลที่เป็นเท็จ
ทั้งนี้ ทุกคนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข่าวสารได้ผ่านช่องทาง เช่น Thai PBS Verify เพื่อความมั่นใจก่อนเชื่อหรือแชร์
ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify












