ที่สร้างรายได้มหาศาลและได้ปิดตัวลงไปแล้วประมาณ 80% หรือ 200 แห่ง
ตำรวจกัมพูชาจะดำเนินการปราบปรามหลังเดือนเมษายนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้แหล่งหลอกลวงเหล่านี้กลับมาปรากฏอีกครั้ง ทั้งนี้ กัมพูชาเคยดำเนินการปราบปรามแหล่งหลอกลวงออนไลน์มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม
Jacob Sims ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติ จาก Harvard University’s Asia Center จึงได้ตั้งคำถามว่า ความพยายามนี้มุ่งเป้าไปที่ระบบที่เอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมนี้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ตัวอาคารที่เกิดการฉ้อโกง การปราบปรามในอดีตของกัมพูชา มักปล่อยให้เครือข่ายทางการเงินและเครือข่ายคุ้มครองยังคงอยู่ ทำให้การดำเนินงานสามารถกลับมาตั้งศูนย์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายในรอบปัจจุบัน จะเข้าถึงผู้กระทำผิดรายสำคัญในกลุ่มชนชั้นนำผู้ปกครองกัมพูชาได้ ยิ่งไปกว่านั้น การจำกัดการรายงานข่าวอย่างอิสระและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตรวจสอบข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลเป็นเรื่องยาก
อาชญากรรมทางไซเบอร์เฟื่องฟูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกัมพูชาและเมียนมา โดยเหยื่อของการหลอกลวงทั่วโลกถูกฉ้อโกงเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติและนักวิเคราะห์อื่น ๆ
อุตสาหกรรมนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการจ้างชาวต่างชาติมาทำการหลอกลวงทางความรักและสกุลเงินดิจิทัล โดยมักจะถูกชักชวนด้วยข้อเสนองานปลอม แล้วถูกบังคับให้ทำงานในสภาพที่เกือบจะเป็นทาส

ด้าน Chhay Sinarith กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการปราบปรามครั้งล่าสุด รัฐบาลได้เปิดคดีทางกฎหมาย 79 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับหัวหน้าแก๊งฉ้อโกงและผู้ร่วมงานที่ถูกกล่าวหาจำนวน 697 คน ในขณะเดียวกัน ทางการได้ส่งตัวคนงานในศูนย์หลอกลวงเกือบ 10,000 คนจาก 23 ประเทศกลับประเทศแล้ว โดยเหลืออีกไม่ถึง 1,000 คนที่รอการส่งตัวกลับอย่างเป็นทางการ ส่วนที่คนอื่น ๆ ที่หลบหนีหรือได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์ที่ถูกบุกตรวจค้น ก็เดินทางกลับบ้านด้วยตนเองแล้ว
กัมพูชาประสบปัญหากิจกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว มาตั้งแต่เริ่มต้นในวงจำกัดเมื่อราวปี 2012 ซึ่งในขณะนั้นส่วนใหญ่ดำเนินการโดยใช้โทรศัพท์ผ่านระบบ VOIP (Voice-over-Internet Protocol) โดยผู้โทร. จะปกปิดสถานที่และตัวตนของตน
การหลอกลวงแพร่หลายมากขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อกาสิโนหลายแห่งซึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการจริงอีกต่อไป และหันมาใช้การหลอกลวงทางออนไลน์ในระดับอุตสาหกรรมแทน นับตั้งแต่นั้นมา ศูนย์กลางการหลอกลวงได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ไกลถึงแอฟริกาและละตินอเมริกา

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้อนุมัติร่างกฎหมายเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจะกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้ฉ้อโกงที่ดำเนินการหลอกลวงทางไซเบอร์ Neth Pheaktra รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา เผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อกำจัดขบวนการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติ ได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกรัฐมนตรี “ฮุน มาเนต” เป็นประธาน
ร่างกฎหมายฉบับนี้ จะส่งให้รัฐสภาอนุมัติในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะช่วยกำจัดกลโกงทางออนไลน์ออกจากดินแดนกัมพูชา เพราะกัมพูชาไม่ใช่สวรรค์หรือที่หลบภัยสำหรับอาชญากร ภายใต้กฎหมายใหม่ หัวหน้าแก๊งศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์จะเผชิญโทษจำคุกระหว่าง 5 – 10 ปี และปรับสูงสุด 1,000 ล้านเรียล (ประมาณ 8 ล้านบาท)
โดย ตามร่างกฎหมายที่สำนักข่าวเอเอฟพีให้ข้อมูล ผู้กระทำผิดจะต้องโทษจำคุก 10 – 20 ปี และปรับสูงสุด 2,000 ล้านเรียล (ประมาณ 16 ล้านบาท) หากพบว่าการดำเนินงานของผู้กระทำผิดมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง การทรมาน การกักขัง การค้ามนุษย์ หรือการบังคับใช้แรงงาน
ร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า หัวหน้าแก๊งหลอกลวงทางไซเบอร์อาจต้องโทษจำคุก 15 – 30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หากการกระทำของพวกเขานำไปสู่การเสียชีวิตหนึ่งรายหรือมากกว่านั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้มีนักวิเคราะห์แสดงทัศนะว่า กฎหมายฉบับนี้จะใช้งานจริงเพียงใด แล้วการปิดศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทั้งหมดในเดือนเมษายนนี้ จะปิดได้จริงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาจับได้เพียงผู้กระทำผิดรายเล็ก ขณะที่การจับกุมผู้กระทำผิดรายสำคัญมีเพียง “เฉิน จื้อ” ที่ถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ap, thehindu
ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify












