คลิปอ้างชาวกัมพูชาเชื้อสายไทยประท้วงขอกลับไทย ตรวจสอบแล้วแท้จริงสร้างจาก AI

ข่าวปลอมDateClock icon20:08|การเมือง
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบคลิปไวรัลพร้อมข้อความอ้าง “คนกัมพูชาเชื้อสายไทยประท้วงขอกลับไทย” แต่เมื่อวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือตรวจจับเนื้อหา AI และการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ พบความผิดปกติของภาพและเสียงหลายจุด ยืนยันเป็นเพียงคลิปปลอมที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก : Facebook

ตรวจสอบพบคลิปอ้าง ชาวกัมพูชาเชื้อสายไทยออกมาชุมนุมประท้วงเรื่องสิทธิที่ดินทำกินพร้อมอ้างว่าอดีตเคยถูกกลืนชาติ ต้องการกลับคืนสู่รากเหง้าในการเป็นคนไทย ภายในคลิปมีประชาชนถือธงชาติไทยนั่งบนโถส้วม โดยโพสต์ดังกล่าวมียอดถูกใจกว่า 12,000 คน จำนวนแสดงความคิดเห็น 921 คน และแชร์ 4,000 ครั้ง พร้อมแคปชันว่า เราภูมิใจในความเป็นคนไทยค่ะ 

โดยภายในคลิปวิดีโอมีคำบรรยายว่า 

เราคือคนไทยญาติภาคอีสาน เสียเอกราชเมื่อฝรั่งเศสมันยึดไป ข้าไม่ใช่เขมร เรารอแผ่นดินแม่มาช่วยเรากลับคืน เราคือคนไทย แผ่นดินแม่ช่วยเราด้วย

พร้อมเสียงบรรยายในคลิปว่า 

เริ่มจากการไม่พอใจในสิทธิในที่ดิน ได้ลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับภูมิภาค เมื่อชุมนุมจำนวนหนึ่งได้ถือธงชาติไทยและตะโกนประกาศต่อสาธารณชนว่าตนมีเชื้อสายไทย เป็นลูกหลานชาวอีสาน ที่เคยถูกกลืนชาติไปตั้งแต่สมัยอาณานิคม

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านไลฟ์สดและแอปพลิเคชันยอดนิยม ทำให้คนทั่วภูมิภาคตื่นตระหนก หลายคลิปแสดงให้เห็นกลุ่มผู้ประท้วงใส่ชุดพื้นเมืองถือธงไตรรงค์อย่างแน่วแน่ พร้อมตะโกนคำว่า เราคือคนไทยแท้ เราคืนกลับสู่รากเหง้าเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ฮุนเซนไม่อาจนิ่งเฉย ผู้นำสูงสุดของเขมรจึงได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที มีการจับกุม ปิดล้อม และสั่งลบคลิปทั้งหมดออกจากโลกออนไลน์ภายในไม่กี่ชั่วโมง พร้อมทั้งกล่าวหาว่ามีมือที่ 3 จากต่างชาติแทรกแซงเพื่อให้แตกแยกภายใน 

อย่างไรก็ตาม นั่งวิชาการด้านประวัติศาสตร์จากฝั่งไทยหลายคน ระุบว่า กระแสความรู้สึกประชาชนเขมรบางกลุ่มที่อ้างเชื้อสายไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีต บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และชายแดนเขมรเคยเปนพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษาและเครือญาติกันมานานหลายชั่วอายุคน

“ประชาชนกัมพูชาบางส่วนยังรู้สึกว่า ตนเป็นลูกของสยาม มากกว่าผู้ใต้บังคับของพนมเปญ”

คลิปชาวกัมพูชาเชื้อสายไทยประท้วง เป็นคลิปจริงหรือไม่? 

เมื่อสังเกตที่วิดีโอดังกล่าวจะเห็นความผิดปกติหลายจุด ซึ่งบ่งชี้ว่าเนื้อหาดังกล่าวสร้างจากเทคโนโลยี AI 

ภาพซ้ายปรากฏเพียงขาโดยไม่มีลำตัว ขณะที่ภาพขวามีลำตัวคนแต่ไม่มีขา สะท้อนให้เห็นว่าวิดีโอดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI

เมื่อนำภาพบางส่วนในคลิปวิดีโอไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบเนื้อหา AI จากเว็บไซต์ deepware.ai พบว่าวิดีโอดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI เช่นกัน

ภาพแสดงผลการตรวจสอบโมเดล seferbekov: น่าสงสัย (71%), ผลรวมจากทุกโมเดล (Ensemble): น่าสงสัย (58%)

ขณะเดียวกัน สถาพน พัฒนะคูหา CEO บริษัท Guardian AI ยืนยันกับทาง Thai PBS Verify ว่า คลิปดังกล่าวสร้างจาก AI โดยพบว่าข้อสังเกตว่าเสียงที่ใช้บรรยายในคลิปดังกล่าวมีความไม่ลื่นไหล และลักษณะการเคลื่อนไหวของบุคคลในคลิปดูไม่เป็นธรรมชาติ และลักษณะคนในภาพผิดปกติ เช่น ลำตัวหาย หรือ มีแค่ขา ไม่มีลำตัว 

พื้นที่ที่ปรากฏคนไทยเชื้อสายกัมพูชา และคนกัมพูชาเชื้อสายไทยอาศัยอยู่

ทั้งนี้ พื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีประชากรที่มีเชื้อสายผสมและมีความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ระหว่างกันปรากฏโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก

รวมไปถึงในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะยุคเขมรแดง ก็ยังมีการอพยพของชาวกัมพูชามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดนไทย เช่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ซึ่งบางกลุ่มเรียกว่า “ขแมร์ลือ” (เขมรถิ่นไทย) และมีเครือญาติสัมพันธ์กับคนไทยในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามของกัมพูชา

และในระหว่างปี 1979–1993 รัฐบาลไทยร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหประชาชาติ (UN) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้จัดตั้งค่ายผู้ลี้ภัยขึ้นตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาหลายแห่งเพื่อรองรับชาวกัมพูชาที่หลบหนีจากสงครามกลางเมือง โดยมีผู้ลี้ภัยมากกว่า 300,000–400,000 คนอาศัยอยู่ในค่ายเหล่านี้ เมื่อสถานการณ์ในกัมพูชาคลี่คลายลงในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีผู้ลี้ภัยประมาณ 360,000 คนเดินทางกลับกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ขณะที่อีกหลายพันคนเลือกตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว และอีสานใต้ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นชุมชนกึ่งถาวร เช่น หนองจาน หนองหญ้าแก้ว และโคกสูง จ.สระแก้ว

 

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

1.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens: เมื่อนำภาพส่วนหนึ่งจากคลิปวิดีโอดังกล่าวมีค้นหาด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens เพื่อหาต้นทางที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าว พบว่า ไม่แสดงผลค้นหา

2.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบเนื้อหา AI: เมื่อนำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องจากเว็บไซต์ deepware.ai ปรากฎผลลัพธ์ว่าคลิปดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI

3.ยืนยันกับทางผู้เชี่ยวชาญด้าน AI: เมื่อนำคลิปวิดีโอดังกล่าว ไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้รับการยืนยันว่าลักษณะการเคลื่อนไหวของคนในภาพและพบความผิดปกติของภาพหลายจุด บ่งชี้ว่าสร้างจาก AI

ผลกระทบของข้อมูลเท็จเหล่านี้

1.สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง: คลิป AI ที่ดูสมจริงอาจทำให้ผู้คนเชื่อว่าเกิดเหตุการณ์จริง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ทางสังคมหรือการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

2.สร้างความเกลียดชังในสังคม : ข้อมูลที่อ้างถึงประวัติศาสตร์และเชื้อชาติเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน อาจกระตุ้นอารมณ์เรื่องกระแสชาตินิยม ทำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งได้

3.ลดความน่าเชื่อถือของสื่อและข้อมูลออนไลน์: เมื่อประชาชนพบว่าข้อมูลในโลกออนไลน์มักมีเนื้อหาปลอมปน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือแม้กับสื่อที่รายงานข้อเท็จจริง
4.เป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีใช้เทคโนโลยีสร้างในทางที่ผิด: Deepfake และ AI สามารถถูกใช้ในสงครามข้อมูล เพื่อสร้างข่าวลวง ปั่นกระแส หรือทำลายภาพลักษณ์บุคคลและประเทศได้อย่างแนบเนียน

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

1.ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าโพสต์มาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้หรือไม่ เช่น เว็บไซต์ข่าวจริง หน่วยงานรัฐ หรือแพลตฟอร์มตรวจสอบข้อเท็จจริง 

2.สังเกตความผิดปกติในคลิปหรือภาพ: เช่น การเคลื่อนไหวไม่สมจริง ใบหน้าผิดสัดส่วน เงาแสงไม่สัมพันธ์กับภาพ เสียงพูดกระตุก หรือคำบรรยายไม่สอดคล้องกับภาพ  สัญญาณเหล่านี้มักบ่งบอกถึงการใช้ AI
3.ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ: นำภาพหรือวิดีโอไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ เช่น Deepware.ai, Hive Moderation, Google Lens เพื่อดูว่ามีแหล่งอื่นเคยเผยแพร่หรือไม่
4.อย่าแชร์ต่อทันทีหากไม่มั่นใจ: หยุดคิดก่อนกดแชร์ แม้จะเห็นว่า ควรรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือก่อน
5.รายงานหรือแจ้งหน่วยงานตรวจสอบ: หากพบว่าคอนเทนต์เป็นเท็จหรือมีแนวโน้มสร้างความเกลียดชัง ควรรายงานต่อแพลตฟอร์มที่พบ

ที่มา : Cambodia: Multilateral Relief Efforts in Border Camps

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!