Loading...

แชร์

Copied!

หางานออนไลน์ สู่ปลายทาง “นรกในกัมพูชา”

12 ม.ค. 69 | 17:10 น.
หางานออนไลน์ สู่ปลายทาง “นรกในกัมพูชา”
ย้อนรอย 3 เหตุการณ์เหยื่อสแกมเมอร์ข้ามชาติและโศกนาฏกรรมที่แลกด้วยชีวิต จากกลลวง “รายได้ดี สวัสดิการเยี่ยม” ที่กลายเป็นกับดัก นำไปสู่การกักขัง ทรมาน และความตาย เมื่อปลายทางไม่ใช่ที่ทำงานในฝัน แต่คือรังของแก๊งสแกมเมอร์ที่ไร้ความปรานี

ปัญหาหนักที่กลายเป็นคดีข้ามชาติ หรือต้องให้ต่างชาติช่วยจัดการ ?

การชักชวนเหยื่อของแก๊งคอลเซนเตอร์ให้มาเป็นสมาชิก ส่วนใหญ่ที่เราจะสามารถเห็นได้ชัดเจน คือการเสนองานที่ดีผิดปกติมาให้เหยื่อรู้สึกสนใจ หรือคล้อยตาม ดั่งเช่นหลากหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์แรกที่เราจะพูดถึงนี้ เป็นเหตุการณ์หลอกลวงเหยื่อจากการหางานที่เป็นกระแสที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

เหตุการณ์ลวงนักศึกษาเกาหลีใต้

กรกฎาคม 2568 “นายพัค” (Park) นักศึกษาหนุ่มชาวเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ได้มีการบอกครอบครัวของตัวเอง ว่ากำลังจะไปเข้าร่วมงาน Job Expo ที่จัดขึ้นในประเทศกัมพูชา แต่กลับถูกพบเป็นศพอยู่ในรถ ในพื้นที่ จ.กัมปอต ประเทศกัมพูชาแทน และทำให้ประเทศเกาหลีใต้ ต้องมีการจัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมา เพื่อประสานงาน และช่วยปราบปรามสแกมเมอร์ในกัมพูชาเลยทีเดียว

เกาหลีใต้รับเถ้ากระดูกนักศึกษาวัย 22 ปีที่เสียชีวิตในกัมพูชา

สำหรับเรื่องราวของนักศึกษาชาวเกาหลีนามสกุล “นายพัค” เริ่มจากการที่เขากล่าวกับพ่อแม่เอาไว้ว่า ตนจะไปเข้าร่วมงานมหกรรม Job Expo ที่จะจัดในประเทศกัมพูชา แต่ทางครอบครัวกลับได้ข่าวหลังจากนั้น ว่าลูกชายของเขาถูกจับตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่ ให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชาเป็นจำนวนกว่า 50 ล้านวอน (ราว 1.2 ล้านบาท) แต่ทว่าครอบครัวกลับไม่ทำตาม และได้มีการปรึกษากับตำรวจในเกาหลีใต้ เพื่อขอความร่วมมือในการประสานงานเพื่อตามตัวนายพัคจากทางกัมพูชา

แต่สุดท้าย นายพัค กลับถูกพบเป็นศพอยู่ในรถคันหนึ่ง ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ในพื้นที่ จ.กัมปอต ประเทศกัมพูชาแทน ซึ่งจากการสืบสวนในภายหลัง พบว่านายพัค ได้ถูกจับไปกักขังในรังสแกมเมอร์แห่งหนึ่งใน จ.กัมปอต ประเทศกัมพูชา ร่วมกับเหยื่อชาวเกาหลีอีกราว 2 หมื่นคน

จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2568 ทางเกาหลีใต้จึงได้มีการส่งหน่วยงาน ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมตำรวจแห่งชาติ (KPNA) และหน่วยข่าวกรองเกาหลี เพื่อเข้าประสานงาน และปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชาอย่างจริงจัง และเพื่อช่วยเหลือเหยื่อชาวเกาหลีที่ถูกกักขังอยู่ในกัมพูชาอีกหลายชีวิต รวมถึงในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ทางประธานาธิปดีเกาหลีใต้ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังได้มีการหารือร่วมกันเพื่อจัดตั้ง และประจำการหน่วยงานร่วม เพื่อปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติในประเทศกัมพูชาอย่างถาวร

นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

วงจรนรกที่ยังไม่จบ หรือการปราบปรามที่ยังไม่ดีพอ ?

แม้จะประกาศความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่ในวันที่ 5 มกราคม 2568 หรือเกือบ 3 เดือนหลังจากการลงพื้นที่ของหน่วยงานเกาหลี กลับมีการรายงานการพบตัวเน็ตไอดอลสาวชาวจีนคนหนึ่ง ในสภาพทรุดโทรมอยู่ข้างถนนภายใน จ.พระสีหนุ ประเทศกัมพูชา ผ่านโซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Weibo ที่ได้มีการปรากฏภาพของหญิงสาวในสภาพอิดโรย ร่างกายซูบผอม และมีร่องรอยการถูกทำร้ายอยู่ตามร่างกาย พร้อมกับถือแผ่นที่มีผลการเอกซ์เรย์ขาของเจ้าตัวเอาไว้

เน็ตไอดอลสาวจีน โดนแก๊งสแกมเมอร์ล่อลวงไปทำงานที่กัมพูชา สุดท้ายกลายเป็นคนเร่ร่อน ขาหัก นั่งขอทานที่สีหนุวิลล์

จากการตรวจสอบ Thai PBS Verify พบว่าหญิงสาวคนนี้คือ “อู๋ โหม่วเจิน” เป็นเน็ตไอดอลชาวฝูเจี้ยนที่ใช้ชื่อในวงการว่า “ยูมิ” ได้ถูกแฟนหนุ่มของเธอเชื้อเชิญไปด้วยกัน โดยมีการอ้างว่าเพื่ออนาคตที่มั่งคั่งของทั้งคู่ ทำให้เจ้าตัวหลงกลและเลือกที่จะตามแฟนหนุ่มไป ก่อนที่ครอบครัวจะขาดการติดต่อ 

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่มีการโพสต์ว่า เธออยู่ที่ประเทศกัมพูชา และยังมีการติดต่อมาหาพ่อของตัวเองเพื่อขอเงินมาเพื่อรักษาขาที่บาดเจ็บของเธอ

นอกจากนี้สื่อของจีนได้มีการรายงานเรื่องนี้เพิ่มเติม ว่าครอบครัวของเธอ ได้มีการติดต่อกงสุลจีนในต่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคงทางการทูตอื่น ๆ เพื่อขอให้ประสานงาน และตามหา อู๋ โหม่วเจิน ก่อนที่จะมาพบหญิงสาวคนเดียวกัน ที่โรงพบาบาลใน จ.พระสีหนุ และย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่นในภายหลัง

รวมถึงทางจีนเอง ก็ได้มีการรายงานและออกคำเตือนให้ชาวจีนที่กำลังหางาน คอยระแวดระวังการรับสมัครงานที่มีค่าตอบแทน และสวัสดิการที่สูงผิดปกติ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าโพสต์เหล่านั้น อาจจะเป็นการล่อลวงเพื่อกักขัง หรือลักพาตัวไปเพื่อเป็นเหยื่อสแกมเมอร์

การปราบปรามที่ไม่บรรลุ ลามมาสู่เยาวชนไทย

ไม่ใช่เพียงแต่ชาวต่างชาติเท่านั้นที่ถูกหลอกลวงโดยแก๊งสแกมเมอร์ แต่เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นกับเยาวชนไทย อายุ 18 ปี ที่เฉียดจะถูกส่งไปเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ ในประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นเดียวกัน หากไม่ได้ชาวต่างชาติช่วยเอาไว้ ขณะพยายามหนีจากการจับตัวของกลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีน และนายหน้าสาวไทย ที่รวมตัวกันหลอกลวงเด็กหนุ่มโดยใช้กลลวงของการหางานออนไลน์

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมชาวจีนพร้อมหญิงไทยแก๊งสแกมเมอร์ หลังลวงเยาวชนชายวัย 18 ปี มาเปิดบัญชีม้าและกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับเรื่องราวของเด็กหนุ่มชื่อนาย A (นามสมมติ) อายุ 18 ปี คนนี้ ได้มีการเปิดเผยว่า เขาได้ติดต่อพูดคุยกับนายหน้ารับสมัครงานชาวไทยคนหนึ่ง ที่ได้มีการเปิดรับสมัครงานด้วยการเปิดบัญชี Wallet และบัญชีธนาคารอื่น ๆ แลกกับเงิน บัญชีละ 1,500 บาท ซึ่งในทีแรกเจ้าตัวมีการลังเลอยู่บ้าง แต่จากการหว่านล้อมของนายหน้าสาวชาวไทย ทำให้ท้ายที่สุด เจ้าตัวจึงตอบรับข้อเสนอ และมีการนัดรับตัวที่หน้าบ้านของเขา ก่อนจะเดินทางต่อไปยังคอนโดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี

ก่อนที่ในเวลาต่อมา นาย A จะเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติ เมื่อบัญชีของเขาที่ถูกเปิดไปนั้น กลับมาเงินก้อนใหญ่จำนวนราว 300,000 บาท ถูกโอนเข้ามา ร่วมกับการกระทำของนายหน้าสาว และลูกน้องชาวจีนที่ได้มีการยึดโทรศัพท์มือถือ กับบัตรประชาชน และมีการขอบัญชีธนาคารเพิ่มเติม เขาจึงได้มีการรีบดำเนินการโทรแจ้งเพื่ออายัดบัญชีดังกล่าวทันที จนเป็นสาเหตุให้แก๊งชาวจีนไม่พอใจ และมีการตามตัว กับพยายมขู่ฆ่ายกครัวกับ นาย A

กลุ่มมิจฉาชีพชาวจีนยังได้บอกให้เขาส่งบัญชีคืนให้ เพื่อแลกกับการคืนโทรศัพท์และบัตรประชาชนของนาย A และการไม่ทำร้ายเขาและครอบครัว โดยจะนัดเจอตัวกันในคอนโดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี และด้วยเพราะห่วงความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว จึงยอมไปตามนัด ก่อนที่จะถูกบังคับให้ขึ้นไปบนคอนโดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ นาย A พยายามขัดขืน ก่อนจะถูกช่วยเหลือโดยชาวต่างชาติที่สังเกตเห็นความผิดปกติ และได้มีการเดินเข้ามาเพื่อชวยเหลือ นาย A กับพนักงานคอนโดที่ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยอีกคน

ภาพกล้องวงจรปิดขณะเยาวชนชายอายุ 18 ปี กำลังพยายามหลบหนีการควบคุมตัวของแก๊งสแกมเมอร์

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนข้อมูลเพิ่มเติมจากเหยื่อ และเข้าจับกุมผู้ต้องหา ณ คอนโดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี สามารถจับกุม หญิงชาวไทย และชายชาวจีน รวม 3 คน และคาดว่ายังมีผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 1 คน พร้อมกับหลักฐานเป็นโทรศัพท์มือถือ, แล็ปท็อป สมุดบัญชีธนาคารอื่น ๆ และยาเสพติดจำนวนหนึ่ง

และจากการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่คาดว่า นาย A อยู่ในขั้นการจัดการทางการเงิน และอาจจะกำลังมีการเตรียมส่งตัวไปยังชายแดน เพื่อทำงานเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งคอลเซนเตอร์ต่อไป แต่เพราะเจ้าตัวขัดขืนจนได้รับการช่วยเหลือ ทำให้สามารถหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด และยังทำให้ตำรวจสามารถตามจับผู้ต้องหาได้ชาวจีน และนายหน้าชาวไทยได้อีกด้วย

ทำไมวงจรนรกนี้ถึงยังไม่จบไม่สิ้นสักที ?

หลายครั้งหลายครา ที่นานาชาติ หรือสังคมและชุมชน ต่างก็ได้มีการออกเตือนประชาชนของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการถูกลักพาตัว แต่ทำไมประชาชนหลายคนยังคงหลงเชื่อกับกลอุบายของมิจฉาชีพเหล่านี้อยู่ดี หรือทำไมถึงมีเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าประชาชนบางคน เลือกที่จะสมัครใจและไปเป็นสมาชิกของแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ด้วยตัวเอง และเลือกที่จะหมุนเฟืองวงจรนรกนี้ต่อไป ไม่ว่าจะทั้งกับคนใกล้ตัว คนรู้จัก และเหยื่อที่ไม่รู้อะไรด้วย ต้องมาเผชิญชะตากรรมร่วมกัน   

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ได้มีการออกมาอธิบายในเหตุผล แรงจูงใจ และเรื่องราวของเหตุการณ์นี้เอาไว้ว่า

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์น้อยใหญ่อยู่มากมายทั่วประเทศ และสามารถสร้างรายได้ให้กับกัมพูชาคิดเป็น 60% ของ GDP ซึ่งนั่นทำให้อาชีพสุจริตหลายอย่างกลับถูกลดความสำคัญลงไป เนื่องจากรายได้เป็นกอบเป็นกำที่ผู้มีอำนาจ และผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้รับจากการอนุญาตให้กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านั้นมาตั้งถิ่นฐาน และสร้างรายได้และแลกส่วนแบ่งจากตรงนั้น ถึงแม้ว่าชาวบ้านทั่วไปในประเทศกัมพูชา จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องตรงนั้นก็ตาม

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย

กับคำถามสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้มีการถามกันเข้ามาหนัก ๆ อย่างเช่นที่พวกเราได้เห็นหน่วยตำรวจของเกาหลี ได้มีการลงพื้นที่เพื่อปราบปรามและช่วยเหลือประชาชนและเหยื่อจากชาติของตัวเองอย่างจริงจัง แล้วประเทศเรามีแผนการที่จะจัดการกับเรื่องนี้แบบจริงจังบ้างไหม

ทางตัวของ นายรังสิมันต์ โรม ได้มีการออกมาอธิบายเอาไว้ว่า เหตุผลสำคัญหลัก ๆ คือความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ อย่างเช่นการรายงานจากทางฝั่งของเกาหลี ที่แม้แต่พวกเขาเองก็ยังมีปัญหาติดขัดมากมายในระหว่างการประสานงาน และการปฏิบัติการร่วมกัน แต่ทางฝั่งไทยที่กำลังมีปัญหาระหว่างกันในระดับระหว่างประเทศ ทั้งการปิดด่าน และสงครามชายแดนถึง 2 ครั้ง ทำให้การติดต่อหรือเจรจาหารือเรื่องนี้เป็นไปได้ยากมากกว่าประเทศอื่น ๆ

ขณะที่การที่ไทยปิดด่านเอง แม้จะทำให้ประชาชนชาวกัมพูชาได้รับความเดือดร้อน และไม่พอใจทั้งรัฐบาลไทย และรัฐบาลตัวเอง หรือมีการตั้งคำถามและต่อต้านกันมากแค่ไหน แต่แน่นอนว่าผู้มีอำนาจ และบุคคลที่เกี่ยวข้องก็แทบจะไม่ได้มีปัญหา หรือได้รับผลกระทบกับเรื่องนี้เลย เนื่องจากเหตุผลอย่างที่ได้กล่าวไป เกี่ยวกับรายได้หลักของประเทศที่ได้มาจากกลุ่มอาชญากรเป็นส่วนใหญ่

กำลังคนและเหยื่อที่ถูกหลอกหรือสมัครใจ ที่ยังหลั่งไหลเข้าไปยังดินแดนของกัมพูชาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งคนไทยหลายคนหรือเบื้องบนบางคน ต่างเรียกพวกเขาเหล่านั้นว่าเป็น คนขายชาติ และพร้อมที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ซึ่งนั่นก็ทำให้เหยื่อหลายคนเกิดความลังเล หรืออาจจะเปลี่ยนใจ หลังจากที่รู้ว่าสถานที่ที่เรากำลังจะหนีกลับไป หรือสถานที่ที่เป็นบ้านของพวกเขาเอง ตั้งใจที่จะประชาทัณฑ์ หรือลงโทษพวกเขาเหล่านั้น ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเอง ก็เลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อหนีการถูกจับกุมเหล่านี้แทนเสียเอง

อย่างไรก็ตามวิธีการที่ดีที่สุด ยังคงจะเป็นการที่จะให้พวกเขากลับมา และจะต้องมีกระบวนการ สำหรับการคัดแยกเหยื่อกับผู้ร่วมขบวนการอย่างถี่ถ้วน เพราะอะไรที่มันผิดจริงก็สมควรที่จะต้องรับผิด แต่สำหรับใครที่เป็นเหยื่อจริง ๆ เราก็ต้องอย่าไปยัดเยียดข้อหา หรือตราหน้าว่าเขาเป็นอาชญากร แล้วเมื่อเราเริ่มมีการเดินกระบวนการตรงนี้แล้ว แน่นอนว่าเราต้องมีการสืบสวนต่อเพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เขามีส่วนรู้เห็นหรือไม่อย่างไร และจบเรื่องกับแก๊งอาชญากรข้ามชาตินี้ให้ได้

“รู้” และ “เอาตัวรอด” จากมิจฉาชีพได้อย่างไร ?

และสำหรับเรื่องสุดท้ายอย่างเช่นการหลีกเลี่ยง ตรวจสอบ และการเอาตัวรอดจากกลุ่มมิจฉาชีพ ที่ต้องการจะใช้ชีวิตของเหยื่ออย่างเรา ไปเพื่อเป็นหมากในการไร่เรี่ยเงินจากคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พันตำรวจโท นายวสุเทพ ใจอินทร์ จากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ มีการออกมาให้ข้อมูลและคำแนะนำกับพวกเราดังนี้

การหลอกลวงจากกลุ่มสแกมเมอร์ อย่างเช่นที่เราเห็นจากโพสต์การรับสมัครงานหลาย ๆ อย่าง ซึ่งกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ๆ ก็มีอย่างเช่นพนักงานบัญชี, นายหน้าตอบแชท หรือรับจ้างกดเงินหรือรอคิว ซึ่งจุดสังเกตหลัก ๆ ที่เราสามารถนึกเอะใจ หรือตรวจสอบได้อย่างชัดเจนก็คือ “คำโปรย หรือคำเชิญชวนรับสมัครงาน” เพราะอย่างที่เราทุกคนทราบกันว่า การสมัครงานกับบริษัทของจริงหรือบริษัทใหญ่ ๆ จำเป็นต้องมีกระบวนการหลายอย่าง ทั้งการสอบประวัติ, การคัดความสามารถ และการนัดสัมภาษณ์ที่อาจจะยุ่งยาก วุ่นวาย และกินเวลา รวมถึงจำนวนตำแหน่งที่รับ ว่ารับตำแหน่งไหน และรับจำนวนเท่าไหร่

การที่เราเห็นโพสต์สมัครงานในแบบที่คล้ายกับการอ้าแขนรับเต็มที่ ไม่มีเงื่อนไขหรือขัดจำกัดใด ๆ แค่พูดคุยรายละเอียดอย่างสถานที่พูดคุย หรือ เงื่อนไขอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเปิดบัญชีธนาคาร หรือบัญชีการเงิน และอื่น ๆ ในเครือข่ายโทรคมนาคม เหล่านั้นควรที่จะระวังเป็นพิเศษว่าอาจจะเป็นมิจฉาชีพที่หวังล่อลวงให้เราเข้าไปติดกับดัก

พ.ต.ท. นายวสุเทพ ใจอินทร์ จากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ

สำหรับการตรวจสอบด้วยตนเองนั้น พันตำรวจโท นายวสุเทพ ระบุว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทยเอง ได้มีการสร้างและเปิดเว็ปไซต์สำหรับการเช็กรายชื่อธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD (Department of Business Development) ที่ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลเอาไว้มากมาย ในหมวดหมู่ของ “คลังข้อมูลธุรกิจ” ที่จะสามารถให้ผู้ใช้เข้าไปเพื่อค้นหา และตรวจสอบบริษัทที่ถูกอ้างมา ได้แก่

  • วันที่จดทะเบียนที่ตั้ง
  • ทุนจดทะเบียน
  • ที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ไหน
  • รายชื่อหุ้นส่วน
  • สถานะปัจจุบัน
  • งบการเงินของบริษัท

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถเชื่อใจได้จริง ๆ 100% เพราะมีบางเคสจริง ๆ ที่ว่ากลุ่มมิจฉาชีพอาจจะมีการเปิดธุรกิจถูกกฎหมายเพื่อบังหน้าและล่อลวงเหยื่อ แต่อย่างน้อยถ้าหากไม่สามารถค้นหาหรือพบข้อมูลบริษัทในเว็ปไซต์ ก็สามารถเชื่อได้ว่าเป็นบริษัทเถื่อนจริง ๆ

และในเรื่องสุดท้าย อย่างในกรณีเลวร้ายที่สุด ที่เหยื่อกำลังจะถูกส่งข้ามแดนเพื่อส่งตัวต่อไปยังฐานที่มั่นของสแกมเมอร์ ทั้งในกรณีที่คนร้ายมีการพกอาวุธและมีการควบคุมตัวเหยื่อที่รัดกุม หรือจะควบคุมตัวแบบหละหลวมและมีแค่มือเปล่า คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับตำรวจก็คือ “ต้องกล้าและวิ่งหนีสุดชีวิต” เพราะมีหลายเคสเช่นกัน ที่เหยื่อสามารถหนีรอดมาได้เพียงแค่เขากล้าที่จะวิ่งหนี และสามารถขัดขืนมิจฉาชีพได้ หากยังอยู่ในประเทศหรือดินแดนของเราเอง

กลุ่มมิจฉาชีพจะมองเหยื่อเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่สามารถเขี่ยทิ้งตอนไหนก็ได้ แล้วถ้าไม่สามารถล่อลวงมาได้ ก็ยังมีโอกาสที่จะหาหมากตัวใหม่มาแทนที่อยู่ดี ซึ่งมิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ได้ต้องการที่จะล็อกเป้าหมาย หรือมีเรื่องราวที่อาจจะบานปลายในประเทศไทย เนื่องจากเสี่ยงที่อาจจะถูกติดตาม และจับกุมได้ในท้ายที่สุด ฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะวิ่งหนีและได้แผลมามากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าหากว่าเรากล้าที่จะหนี เราก็ยังมีโอกาสรอดได้มากกว่า

ผู้เรียบเรียง